ความรักของคนเราเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก สามารถเกิดขึ้นกับตัวเราได้ในทุกวัน ทุกเวลา และทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างพ่อแม่ เพื่อน พี่น้อง หนุ่มสาว แล้วความรักต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะสอดแทรกเรื่องราวของความทรงจำดี ๆ ระหว่างกันเพื่อให้ระลึกถึงกัน ซึ่งฉันจะใช้คำว่า
“ ลิ้นชักแห่งความทรงจำ ”
แต่ละคนก็จะมีลิ้นชักแห่งความทรงจำที่หลากหลายทั้งด้านสุขและทุกข์ เพื่อให้จดจำเรื่องราวเหล่านั้นอย่างมากมาย ฉันเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ คนที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ก้าวย่างแรกจนถึงก้าวย่างล่าสุดคงอาจจะอยากรู้กันแล้วสินะว่า
“ ลิ้นชักแห่งความทรงจำของความรักของเขา..พี่เถิน นั้นจะเป็นอย่างไร ”
เมื่อตอนสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มวัยเอ๊าะ ๆ อยู่ จะมีเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้แอบอมยิ้มอย่างไรบ้าง ฉันจะขอเริ่มเล่าให้ฟังล่ะกันนะ
แอบนั่งไทม์แม๊กชีนของโดราเอมอนย้อนไปเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ในตอนที่เขายังเป็นเฟรชชี่อยู่ในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเอนทรานซ์ติดเข้ามาเรียน และใช้ชีวิตเป็นเด็กหออยู่ที่กรุงเทพ แรก ๆ เข้ามาก็ยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องราวอะไรสักเท่าไร แถมยังมีอาการติดจะขี้อายเล็ก ๆ ในทุก ๆ วันหลังเลิกเรียนจะเดินกลับหอพักซึ่งต้องผ่านหน้าคณะอักษรศาสตร์ ก็เลยมักเจอเด็กอักษรสาว ๆ สวย ๆ กลุ่มใหญ่คอยดักแซวอยู่ทุกวัน ทั้งเรื่องการแต่งกายบ้าง เรื่องหน้าตาบ้าง บางครั้งก็โดนแกล้งเอาของไปซ่อนเวลาที่เขาไปซื้อข้าวที่โรงอาหาร โดนแบบนี้อยู่หลายปี จนในใจเขาก็คิดว่า
“ ทำไมหนอเด็กอักษรปากจัดจัง หน้าตาก็ดี น่าจะเรียบร้อย แต่ไหงชอบมาแซวเราอยู่ได้ ”
ทำให้เขามักหลีกเลี่ยงเดินหนีตลอดด้วยความรู้สึกแอบเคืองและอารมณ์เสียเล็กน้อย แล้ววันที่ได้รู้คำตอบที่สงสัยมาตลอดก็ได้เฉลยออกมาในช่วงหลังจากที่เขาเรียนจบว่า ทำไมเด็กอักษรสาว ๆ สวย ๆ กลุ่มนั้นต้องมาคอยตามแกล้ง ตามแซวเขามาโดยตลอดนั่นก็เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นแอบปิ๊งเขาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนปี 1 เธอคนนั้นได้เก็บสะสมผลงานของเขาไว้เป็นอัลบั้ม แต่ไม่กล้าบอก เพราะทุกคนมองเขาเป็นคนที่หยิ่งและเล่นตัว
พอเขารู้ถึงกับอึ้งและงงเล็กน้อย
“ เอ...ก็แปลกดีน้อ ชอบเราแต่ทำไมไม่ยอมบอกให้เรารู้ล่ะ ทำเอาเราเสียความมั่นใจและความรู้สึกเป็นปี ๆ เลย ”
“ แหม ๆ ใครเขาจะกล้าบอกล่ะคะ เธอคนนั้นคงจะกลัวว่าหากเมื่อบอกออกไปแล้วคุณพี่เถินไม่รับรัก เธอคงจะเสียหน้าและอกหักดังเป๊าะแน่ ๆ ”
แล้วพอเมื่อนึกย้อนกลับไปมองลิ้นชักแห่งความทรงจำเรื่องนี้ก็มักจะมีรอยยิ้มแล้วแอบขำ ๆ เล็กน้อยอยู่เสมอ
“ ป่านนี้ ผู้หญิงคนนั้นคงแต่งงาน มีครอบครัวที่อบอุ่นไปแล้วล่ะ เสียดายที่ไม่ได้เจอกันอีกเลยนะ ”
ตรงนี้เองประกายความคิดของฉันก็สว่างแวบขึ้นมาอีกว่า คนเราส่วนใหญ่มักจะมองแล้วเปรียบคนที่อยู่ในวงการเหมือนกับปลาสวยงามที่แหวกว่ายอยู่ในตู้กระจก ซึ่งมักจะมองว่าดูสวยดี ให้ความเพลิดเพลินใจเพื่อการผ่อนคลายอารมณ์ แต่เมื่อให้นึกถึงการใช้สอยประโยชน์ คือ
หากนำมาทานและประกอบอาหารจริง ๆ แล้วล่ะก็มักจะเลือกปลาอย่างพวกปลาช่อน ปลาดุกหรือปลาที่ทานได้แทน เพราะปลาสวยงามก็คือปลาสวยงามมีไว้สำหรับเพื่อดูเล่นมากกว่าที่จะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเราสามารถมองอีกมุมหนึ่งในเรื่องของปลาสวยงามให้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องความรักได้ว่า
“ คนที่อยู่ในวงการแต่ละคนมีความสวย หล่อ ดูดี แต่มองผิวเผินก็จะเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินตัว และในสายตาของคนทั่วไปก็ไม่กล้าที่จะเข้าหาเพราะกลัวจะต้องเจ็บปวดหัวใจหรืออาจจะเป็นเพราะความสวย ความหล่อที่มีมากเกินกว่าระดับของคนปกติ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะมองและชื่นชมอยู่ภายนอก แทนที่การเข้ามาทำความรู้จักถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา ฟังดูแล้วก็เหมือนจะไม่ดีเลยนะ ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเขาเหล่านั้นอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้พวกเราค้นหาอย่างจริงใจมากกว่าสิ่งที่เราเห็นภายนอกรอบ ๆ ตัวก็เป็นได้ ”
เขาเองก็ถือว่าเป็นคนที่อยู่ในวงการคนหนึ่งเช่นกัน ด้วยการทำงานที่ทำให้ต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา หลากหลายรูปแบบ มุมมองความรักของเขาจึงเป็นเรื่องที่ออกแนวขำ ๆ และน่าจดจำ แล้วการที่เขาเป็นคนเข้ากับคนง่าย มีความขี้เล่นเป็นกันเอง มีความจริงใจในการพูดคุย และให้ความสำคัญกับทุกคน มองดูภายนอกเหมือนกับผู้ชายเจ้าชู้ บ่อยครั้งจึงทำให้มีเรื่องราวสนุก ๆ จากความเข้าใจผิดของสาว ๆ ทั้งหลายเกิดขึ้นว่า
“ เขาเข้ามาจีบและให้ความหวัง ”
มีสาว ๆ หลายคนต้องไปเดินหาซื้อน้ำใบบัวบกมาดื่มเพื่อให้หายจากอาการอกหักรักคุด ส่วนตัวเขาก็มักจะมานั่งเกาหัวที่หลังพร้อมกับย้อนถามตัวเองเสมอ ๆ
“ เฮ้ย!! เราเผลอไปจีบสาว ๆ ทั้งหลายตอนไหนหว่า ทำไมเราถึงจำไม่ได้อ่ะ ”
จริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวเขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงม้าก..มาก ลึกซึ้งในปรัชญาการดำรงชีวิต มองดูภายนอกเหมือนเป็นคนง่าย ๆ กันเองสบาย ๆ แต่หารู้ไม่ว่าไอ้เจ้าท่าทางแบบนี้แหล่ะที่ทำให้คนมักจะเดาได้ยากว่า ณ ขณะนั้นในใจของเขาคิดอะไรอยู่กันแน่
ดังนั้นความรักส่วนใหญ่ของเขาจึงออกมาเป็นแนวมิตรภาพมากกว่าความรักในเชิงหนุ่มสาว ส่วนสาว ๆ บางคนหากมีการคบหากันชัดเจนก็จะแบ่งชัดเหมือนเพื่อนที่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน และกับบางคนที่ทำความเข้าใจกันไม่ได้ก็จะเลือนหายไปจากลิ้นชักแห่งความทรงจำ
และมีอยู่ครั้งหนึ่งฉันเคยได้อ่านคำถามและพูดคุยกันที่อีเมล์ของแก๊งค์ 4 เฮง ทันทีทันใดนั้นเองทำให้เกิดความอยากรู้ขึ้นมาจึงได้ลองนำคำถามนี้ไปพูดคุยกับเขาที่อีเมล์ในฐานะที่เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งว่าจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างแล้วก็ได้คำตอบกลับมา
“ ในความผิดหวังระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายใครเจ็บช้ำมากกว่ากัน และคนทิ้งกับคนโดนทิ้งใครจะเจ็บช้ำได้มากกว่ากัน ”
ความรู้สึกของฉัน ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเจ็บช้ำและเจ็บปวดเท่าเทียมกันบอกไม่ได้หรอกว่าใครจะเจ็บปวดมากกว่ากัน ผู้หญิงอาจจะมีวิธีการกับการขจัดความเจ็บปวดโดยการระบายออกมาได้ดีกว่าผู้ชาย เช่น ร้องไห้ เป็นต้น ส่วนผู้ชายเขาก็มีความเจ็บปวดเหมือนกันแต่อาจจะเก็บความรู้สึกได้ดีกว่าผู้หญิง ไม่แสดงออกมาให้คนภายนอกรู้ อย่างตอนที่เจ้าก้องเพื่อนสนิทของฉันอีกคนหนึ่งอกหัก เขาจะนิ่งเฉยมากเก็บความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดไว้ข้างในแล้วต่อหน้าเพื่อน ๆ ก็แสดงออกมาเป็นกิริยาที่สนุกร่าเริง พอลับหลังเพื่อน ๆ ฉันรู้ว่าเลยเขาบอบช้ำมากแทบจะไม่กินไม่นอนและร้องไห้อยู่คนเดียวบ่อยครั้ง ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรกับเพื่อนมาก นอกจากปลอบใจให้กำลัง
“ เจ้าก้องไม่ว่าเพื่อนจะทุกข์มากแค่ไหนพูดระบายออกมาล่ะกัน เรื่องความเจ็บปวดมันต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาฉันเข้าใจและสงสารเพื่อนนะ ถึงแม้จะช่วยเพื่อนไม่ได้มากแต่ก็เป็นผู้รับฟังที่ดีแล้วคอยอยู่ข้าง ๆ เพื่อนตลอดเวลานะ ”
แล้วในกรณีที่สองนี้ขอตอบจากประสบการณ์เลยว่า
“ คนถูกทิ้งต้องเจ็บปวดมากกว่าอยู่แล้วแต่อาจจะเป็นได้อีกกรณีหนึ่งก็ได้ ที่คนทิ้งอาจจะมีเหตุและผลว่าทำไมต้องเป็นฝ่ายทิ้งก่อน สรุปอาจจะเจ็บช้ำได้พอกันทั้งสองฝ่าย ^_* ”
ส่วนคำตอบของเขาที่ตอบกลับมาก็คือ
“ ความผิดหวังสามารถทำให้คนเราเจ็บปวดได้เท่ากันขึ้นอยู่กับความคาดหวังนั้นมีมากหรือน้อยเพียงใด หากคนเรามีความคาดหวังมากก็เจ็บปวดมากและมีความคาดหวังน้อยก็เจ็บปวดน้อย ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับความเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ถ้าให้มองลึกลงไปจะแตกต่างกันตรงที่หลังจากเกิดความผิดหวังขึ้นมาแล้ว ผู้ชายจะยอมรับกับความผิดหวังปล่อยวางได้เร็วและพร้อมที่จะก้าวเดินต่อหรือทำผิดกับเรื่องเดิม ๆ ได้ง่ายกว่าผู้หญิง ส่วนผู้หญิงมักจะมีความอ่อนโยน อ่อนไหวและละเอียดอ่อนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงใส่ใจต่อความทรงจำต่าง ๆ ดีกว่าผู้ชายทำให้ปล่อยวางได้ยาก โอกาสที่จะเกิดความผิดหวังในเรื่องเดิม ๆ จึงมีน้อยกว่าผู้ชาย แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะเจ็บปวดมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็สามารถเจ็บปวดได้เท่า ๆ กันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ”
ส่วนคำตอบกรณีหลังนี้ขอเน้นไปในเรื่องของความรักว่า
“ คนทิ้งก็มีเหตุผลที่จะทิ้ง คนโดนทิ้งอาจจะไม่รู้ตัวมาก่อนเพราะมีความคาดหวังที่แตกต่างจากคนทิ้ง เริ่มต้นจาก ทำไมคนโดนทิ้งถึงเจ็บปวดก็เพราะไม่รู้ตัวว่าเราไม่เป็นที่ต้องการหรืออาจจะมีคุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการของผู้ทิ้งเหมือนความต้องการซื้อ(Demand) กับความต้องการขาย(Supply) ถ้าเรามีความต้องการที่จะคบใครสักคนก็จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เราเป็นสิ่งที่เขาต้องการหรือไม่และไม่ได้หมายความว่าเรามีคุณค่าน้อยเกินไป เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง คือ การให้ความสำคัญกับชีวิตที่แตกต่างกันทั้งเรื่องของครอบครัว ความรัก การงาน เงินทอง หรือความเสน่หา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคนโดนทิ้งมักจะมีคำถามให้เราได้ยินอยู่เสมอ
“ เบื่อเขาแล้วเหรอ ”
นั่นก็แสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คนทิ้งเกิดความรู้สึกรำคาญ มองดูเพียงผิวเผินอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่พอสะสมเข้าไปนานวันก็อาจทำให้ตัดสินใจขอเลิก มาถึงที่คนทิ้งบ้างจะมีหลายระดับตั้งแต่ พวกแรกเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องของตัวเองเป็นหลัก ตอนชอบก็ทำให้ได้ทุกอย่างแบบถึงไหนถึงกันแต่เมื่อคบกันสักระยะหนึ่งพอมีเรื่องราวเกิดขึ้นหรือไม่พอใจอะไรนิดหน่อยก็สักแต่จะขอบอกเลิกและก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่ใส่ใจหรือรู้สึกอะไรกับอดีตแสดงว่าคนทิ้งไม่เกิดความเจ็บปวดอย่างแน่นอน พวกที่สอง คนพวกนี้จะดีขึ้นมาหน่อย คือคนทิ้งแคร์ความรู้สึกของคนรักและมีเหตุผลส่วนตัวลึก ๆ ที่ไม่สามารถบอกใครได้แล้วลองพยายามหาวิธีต่าง ๆ เพื่อปรับตัวเข้าหากันแต่สุดท้ายก็ไปด้วยกันไม่ได้ กรณีนี้เกิดความเจ็บปวดเท่า ๆ กันทั้งคนทิ้งและคนโดนทิ้ง พวกสุดท้ายนี้คนทิ้งใช้ความพยายามอย่างมากที่จะอยู่ด้วยกันพากันเดินจับมือไปจนสุดปลายทางแล้วไม่เห็นทางออกและวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือการขอเลิก ซึ่งผลของเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของการเข้ากันไม่ได้จริง ๆ แล้วทั้งสองฝ่ายยอมรับที่จะแยกทาง กรณีนี้คนทิ้งก็เจ็บปวดกว่าคนโดนทิ้งแน่นอน ”
ทั้งหมดนี้ก็เพราะเขาเคยเจ็บปวดอย่างมากมายกับการเป็นคนที่คาดหวัง แล้วอยู่มาวันหนึ่งการคาดหวังไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดทำให้เกิดความเจ็บปวด จึงเป็นบทเรียนสอนชีวิตได้เป็นอย่างดีว่า หากไม่มีการคาดหวังกับเรื่องต่าง ๆ ความเจ็บปวดนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ฉันเลยได้เรียนรู้การใช้ชีวิตต่อจากเขาอีกทีว่า
“ คนเราหากกลัวความผิดหวัง เราก็อย่าตั้งความหวังไว้ เมื่อเราไม่ตั้งความหวังไว้ความผิดหวังก็จะไม่เกิดขึ้น และหากเรามีสติและรู้เท่าทันความรักแล้วล่ะก็ ปัญหาต่าง ๆ เช่น การฆ่าตัวตาย เรียนหนังสือไม่จบ หรือบางคนหมดอนาคตเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ”
เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงเพลง ๆ หนึ่งขึ้นมาในทันที
“ เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝันและทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด” ***
อดีตต่าง ๆ ที่ผ่านมา ทำให้การย่างก้าวเดินแต่ละก้าวของเขาได้เรียนรู้และนำมาใช้เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต ทุกวันนี้เขาถึงไม่เคยพบกับเรื่องราวของความผิดหวังเลย จากเดิมเคยเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากจะทำอะไรต้องมุ่งมั่นทำให้ได้ ไม่ปล่อยวางกับทุกเรื่องที่ทำอยู่ การปรับตัวจากการเรียนรู้ทำให้เขาเลือกทำแต่เฉพาะในสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จโดยไม่มีปัจจัยอื่นที่จะมาทำให้เกิดความผิดหวัง แล้วถ้าหากมีเหตุการณ์ที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นหรือแอบชอบสาว ๆ เขาจะยอมรับในความเป็นตัวตนของแต่ละคน มองดูอย่างเข้าใจ ไม่คาดหวังที่จะได้รับสิ่งตอบแทนจากคนรอบข้าง ทำความเข้าใจกับตัวเองว่าไม่มีใครดีพร้อมและสมบูรณ์แบบ เป็นกำลังใจและดึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนให้แสดงออกมาว่าตัวเขาเองนั้นมีคุณค่ามากเพียงใด พร้อมทั้งมองสิ่งรอบข้างอย่างมีความสุขที่ได้เกิดมามีชีวิตอยู่ มีรอยยิ้ม ได้ทำความรู้จัก พูดคุยและยินดีกับความสุขของคนที่เรารู้จักก็เพียงพอ
เพราะโลกนี้มีความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและหอมหวาน แต่หากวันหนึ่งความสุข สวยงามและหอมหวานมันแปรเปลี่ยนมาเป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งมีแต่ความขมขื่น ผิดหวัง มีน้ำตาและความเสียใจแล้ว เราจะจัดการกับความรักแบบนี้ได้ยังไง และจากคำตอบต่าง ๆ ของเขาทำให้ฉันสัมผัสและรู้เพิ่มเติมอีก
“ เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยพบกับความเจ็บปวดมาแล้วอย่างหนักในเรื่องของความรัก ”
“ และการที่คนเรามีความรักพร้อมกับมีวัยที่เติบโตขึ้น มุมมองของความรักก็จะแตกต่างออกไปจากเดิมมากขึ้น ”
บทเรียนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของคนเราแม้ว่าจะเคยทำให้เกิดความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่เมื่อเราสามารถเดินก้าวข้ามผ่านมันมาได้ แล้วหันย้อนกลับไปมองก็จะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อชีวิตอย่างมหาศาล และทำให้มุมการมองความรักของเขาแตกต่างไปจากเดิม
“ เรื่องราวความรักต่าง ๆ ที่ผ่านเข้าในชีวิต ทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อหัวใจก็จริงแต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นมันไม่ทำให้เรารู้สึกทรมาน ”
เขาจึงก้าวเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จโดยการนำเอาบทเรียนจากความเจ็บปวดต่าง ๆ นั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการผลักดันชีวิตแทน ทำให้ลิ้นชักแห่งความทรงจำอันหนักอึ้งของเขาจากด้านลบกลายเป็นด้านบวก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นลิ้นชักแห่งความทรงจำในเรื่องราวของความรักอันน่ารัก ๆ ของเขา..พี่เถิน
*** เพลง Life & Learn ร้องโดยกมลา สุขโกศล ***
This entry was posted
on วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 23, 2552
and is filed under
ร้อยเรียงเรื่องราวของผู้ชายชื่อเถิน
.
You can leave a response
and follow any responses to this entry through the
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
.
Archives
Categories
- เถินเล่าเรื่อง (4)
- ร้อยเรียงเรื่องราวของผู้ชายชื่อเถิน (16)
- อินเทอร์วิว วิธ เดอะ ดีน (3)
- my icon (2)
0 ความคิดเห็น