ดวงตะวันสาดแสงขึ้นยามเช้า ฝูงนกกาเริงร่าโผบินออกจากรัง ผู้คนมากมายเตรียมตัวออกจากบ้าน เพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ความสุข ความสว่างสดใสก็เริ่มต้นขึ้น กาลเวลาก็หมุนเปลี่ยนเวียนไปเรื่อย ๆ จากยามเช้าก็เปลี่ยนเป็นยามเย็น จากกลางวันกลายเป็นกลางคืน ปีเก่าก็ขึ้นเป็นปีใหม่ ทำให้เวลาล่วงเลยมาหลายเพลา เฉกเช่นเดียวกับนาฬิกาชีวิตของคนเราที่เดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง
อยู่มาวันหนึ่ง หากคุณกำลังนอนหลับฝันหวานอยู่บนเตียงนอนแล้วต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา เตรียมตัวออกไปทำงาน คุณเดินงัวเงียลงจากเตียงอย่างไม่เต็มใจระหว่างนั้นก็เดินผ่านกระจกในห้องน้ำ ทันใดนั้นก็เกิดอาการตาสว่างแล้วมายืนจ้องอยู่ที่หน้ากระจกแทนการอาบน้ำ เพราะเงาสะท้อนที่เห็นอยู่ในกระจกนั้น คือ ใบหน้าของตัวเองจากหน้าที่เคยอ่อนเยาว์ผิวพรรณเต่งตึงในตอนนี้กลับมีริ้วรอย เดินอยู่รอบ ๆ ใบหน้าเต็มไปหมด
“ คุณจะทำอย่างไรรู้สึกยังไงแล้วจะยอมรับกับมันได้ไหม และหากย้อนดูอายุประกอบด้วยว่าในขณะนี้คุณมีอายุที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่หลักสี่แล้ว ”
หลาย ๆ คนคงจะทำใจยอมรับกับมันไม่ได้อย่างแน่นอนหรือหากทำใจยอมรับได้ก็คงจะต้องใช้เวลานานพอสมควร ตัวฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งล่ะที่ไม่ค่อยจะยอมรับเรื่องอายุสักเท่าไหร่
หากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
“ ฉันคงจะร้องกรี๊ดลั่นบ้าน ปลุกให้คนทั้งบ้านตื่นแล้วพากันวิ่งมาดูที่ห้องว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันอย่างแน่นอน ”
ลำพัง ณ ทุกวันนี้ฉันมักจะบอกกับตัวเองและคนรอบข้างเสมอว่า
“ หยุดอายุไว้ที่แค่ 18 ปีเท่านั้น แถมกำชับบรรดาพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ไว้อีกต่าง หากมีลูกให้หลานเรียกว่า พี่ก็พอแล้ว อย่าเรียก ป้า น้า อา ฉันรับไม่ได้ 55555 ”
แต่ในที่สุดแล้ว ฉันก็คงต้องยอมรับและทำใจให้ได้ว่า
“ อายุเรา ร่างกายเรา เป็นเพียงแค่สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ”
แม้แต่ผู้ชายชื่อ..เถินเองในช่วงแรกก็ไม่ยอมรับและรับไม่ได้ในเรื่องของอายุว่าตัวเองเข้าสู่หลักสี่ สภาพจิตใจห่อเหี่ยวมาก ลืมแม้กระทั่งวันเกิดแล้วแทบจะไม่มองกระจกและไม่ดูแลใส่ใจตัวเองเลย เมื่อเวลาผ่านไปสักพักคนรอบข้างก็ให้กำลังใจพร้อมกับบอกเขาว่า
“ ตัวเขาดูดีและดูเด็กกว่าตอนอายุ 30 ปี ซะอีก ทำให้เกิดอาการอมยิ้มได้ ”
พอเขาเริ่มยอมรับกับตัวเองได้แล้วก็หันมาใส่ใจดูแลตัวเองด้วยการหันมาออกกำลังกายและดูแลอาหาร ตัวเลขอายุที่มากขึ้นอาหารก็เป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้ต้องใส่ใจดูแลหากเราไม่ดูแลตรงจุดนี้อาจจะทำให้เราเกิดอาการแพ้อะไรได้ง่ายเหมือนกัน อย่างตัวเขาเองกว่าจะรู้ว่าตัวเองแพ้กุ้งและอาหารทะเลก็อายุปาเข้าไปที่วัย 35 ปีแล้ว ...ฮ่าๆๆๆ
ตัวฉันก็มีเคล็ดลับง่ายในการดูแลตัวเองมาเล่าสู่กันฟังเหมือนกัน เคล็ดลับนี้ได้มาจากเพื่อนสมัยเรียนปริญญาตรี ด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้นของฉันทำให้ค่อนข้างแพ้อะไรได้ง่ายมาก ผิวก็จะค่อนข้างแห้งไม่ชุ่มชื้นเหมือนตอนสมัยยังสาว ๆ อยู่ การทานอาหารเลยต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษโดยจะพยายามทานครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อเน้นผักและผลไม้เป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร
แล้วในแต่ละวันฉันก็จะดื่มน้ำเปล่าเป็นน้ำอุ่นต้มสุกให้ได้วันละ 2-3 ลิตร เพราะน้ำเปล่าจะช่วยให้ผิวเราสดใสเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน และยังช่วยล้างพิษในร่างกาย น้ำอุ่นจะช่วยให้ไขมันในร่างกายไม่จับตัว ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเจ้าน้ำเปล่านี่ล่ะยังสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกด้วยน๊า..ขอบอก @_@
ฉันเคยแอบกระซิบบอกเล่าเคล็ดลับนี้ให้กับเขาฟัง ซึ่งเขาเองก็ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูเหมือนกันทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่ก่อนเขาจะชอบดื่มน้ำส้มคั้นสด ๆ มาก ไอ้เจ้าน้ำผลไม้ต่าง ๆ ไม่ได้ให้คุณประโยชน์อะไรมากมายเลยกลับเป็นโทษ เมื่อเราดื่มเข้าไปแล้วร่างกายเราจะได้น้ำตาลแทนไม่ได้กากใยและหากดื่มมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดโรคเบาหวานก็เป็นได้
การดูแลตัวเองของเขาแค่นี้ยังไม่เพียงพอจะทำให้มีความสุขและมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ เขาจะต้องดูแลสภาพของจิตใจควบคู่ไปด้วยพร้อม ๆ กันอย่างที่เคยบอกเล่าว่า
“ สภาพของจิตใจเป็นส่วนสำคัญ จิตใจของเราต้องคิดดี คิดแง่บวกไม่คิดร้ายต่อใคร มองโลกในทางสวยงามแล้วมีหัวใจที่มีความเป็นเด็ก..หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Young at Heart เพราะว่าเด็กจะมองโลกในมุมที่สดใส ไม่คิดอะไรมาก มีแต่ความซุกซน ร่าเริง ตื่นเต้น มีความทะเยอทะยาน ให้ความสนใจตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ”
ทำให้ฉันมีความคิดว่า
“ หากคนเราไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สภาพของจิตใจก็จะมีแต่ความกังวล คิดมาก แล้วอาจจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นความเครียด นอนไม่หลับ และส่งผลให้สภาพร่างกายของเราดูแย่ ไม่สดชื่น ใบหน้าก็จะมีริ้วรอย ดูแก่ไม่น่ามองอีกด้วย ”
คนเราทุกคนเมื่อเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วก็มักจะมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเสมอกันทุกคน แต่การแสดงออกของแต่ละคนจะแสดงออกมาได้ไม่เหมือนกัน อาจจะเนื่องด้วยสถานภาพทางสังคมและวุฒิภาวะที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความเป็นเด็กนั้นจำต้องถูกเก็บงำไว้ในมุมเล็ก ๆ ของจิตใจ และสถานการณ์ความเป็นเด็กของเขาก็สามารถทำให้คนอึ้งไปได้ อาทิเรื่อง การคิดบวกมองโลกในแง่ดีไม่คิดมาก หากเราเจอสถานการณ์ที่ย่ำแย่แบบนี้ จะทำยังไงกันน้อ เมื่อเราผ่านพ้นไปได้และมองย้อนกลับไปก็คงจะได้หัวเราะขำจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลได้แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงแบบนั้นคงจะยิ้มไม่ออกไปสักพักใหญ่ได้เหมือนกัน 
เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนสมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเวียนนาจะต้องไปทำโปรเจ็กต์นานาชาติที่ประเทศสโลวาเกีย วันแรกที่ไปถึงเขาก็พยายามผูกมิตรทำการสื่อสารกับเพื่อนที่เป็นรูมเมทชาวรัสเซีย แต่ปรากฏว่าเพื่อนของเขาไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลย ภาษาเยอรมันก็พูดได้นิด ๆ หน่อย ๆ ตัวเขาเองลืมเตรียมยาสีฟันมากะว่าจะขอยืมของเพื่อนใช้ พอเดินเข้ามาที่ห้องน้ำเขาก็เห็นหลอดสีครีมคล้ายกับยาสีฟันวางอยู่เลยขอแอบยืมใช้โดยที่เพื่อนไม่รู้ ใช้มื้อป้าย ๆ เอามาถู ๆ ที่ฟันรสชาติออกฝาด ๆ ขม ๆ ใจก็คิดว่า
“ วันนี้เป็นวันที่เราช่างโชคดีจังเลยเนอะ แต่รสชาติมันแปลก ๆ จังอ่ะ สงสัยยาสีฟันของรัสเซียคงมีสารป้องกันฟันผุล่ะมั้ง ”
แต่หารู้ไม่ครีมหลอดนั้นที่เขานำมาแปรงฟันมันคือ น้ำยาขัดรองเท้า ทำให้ทั้งวันเขาทานอะไรเข้าไปไม่มีรสชาติของความอร่อย เรื่องนี้พอนึกย้อนกลับเขายังฮา ๆ ตัวเองพร้อมกับมีอาการอยากจะอาเจียนอยู่ไม่หายทุกครั้ง
ส่วนเรื่องการทานอาหาร ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับคำชมเชยมากว่ามีทักษะในการทานอาหารแขกจากการไปร่วมทานข้าวกับรัฐมนตรีของการ์ต้า เขาสามารถทานได้คล่องใช้มือทั้งห้านิ้วกวาดข้าวสวยกับแกงอย่างเอร็ดอร่อยออกรสชาติจนคนรอบข้างอยากมาทานร่วมด้วย แต่คนส่วนใหญ่จะรู้ไม่ว่าการที่เขาทานได้คล่องสาเหตุมาจากเวลาอยู่ในกองชอบปั้นข้าวเหนียวจ้ำทานกับส้มตำมือมันทั้งสิบนิ้ว แล้วอาหารก็จะเลอะที่ปากและที่จานทำให้คนในกองต้องคอยหาผ้ากันเปื้อนมาผูกให้ที่คอเหมือนเด็ก ๆ เวลาที่นั่งทานอาหาร
“ ฉันเองตอนดูรายการที่เขาเป็นพิธีกรพาไปชิมอาหาร เห็นแล้วต้องแอบกลืนน้ำลายตาม เขาเป็นคนที่ทานอาหารแล้วทำให้คนอื่นอยากทานด้วยมาก ”
การที่เขาทานง่ายอยู่ง่ายไม่ค่อยห่วงภาพของความเป็นคณบดีเท่าไหร่ เมื่อเวลาว่างจากการพักกองจะหาที่หลบมุมแอบงีบหลับไม่ห่วงว่าเสื้อผ้าจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแค่ไหน ถึงขนาดพอกลับถึงบ้านก็มักจะโดนคุณแหม่มซึ่งเป็นแม่บ้านบ่นอยู่เสมอว่า
“ คุณเถินนี่ ช่างเหมือนกับเด็กอนุบาลเสียจริง ๆ แอบไปแวะเล่นซนที่สนามเด็กเล่น ก่อนกลับมาบ้านหรือเปล่าคะ เสื้อผ้าเปื้อนมากจนแทบจะซักไม่ออกเลยนะเนี๊ยะ ”
หรือแม้แต่ตอนที่เขาไปทำงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อเครื่องบินรันเวย์แตะพื้นถึงท่าอากาศเชียงใหม่ปุ๊บก็ตรงเข้าไปที่มหาวิทยาลัยเลยโดยเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นแนวแบบสบาย ๆ กางเกงยีนส์เสื้อเชิ้ตดูเรียบง่าย พอนักศึกษาเข้าห้องเรียนเขาต้องทำหน้าที่เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เมื่อกล่าวเสร็จพักทานอาหารว่าง เด็กมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เดินตรงเข้ามาถามว่า
“ อาจารย์เถินคะ อาจารย์เป็นคณบดี จริง ๆ เหรอ ”
“ คับผม ”
“ นู๋นึกว่าอาจารย์เป็นดาราซะอีก 555 ”
“ ^__^ ”
แล้วตกเย็นก็นัดกับลูกศิษย์สามารถตะลุยเที่ยวจนเกือบเช้าได้อีก ระหว่างนั้นสาว ๆ ก็เข้ามาทักทายว่า
“ มาเที่ยวเชียงใหม่เหรอคะ ”
ลูกศิษย์ก็ตอบว่า
“ มาทำสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คับ ”
“ แล้วเพื่อนเรียนอยู่เหรอคะ ”
“ คนไหนคับผม ”
สาว ๆ ก็ชี้มาทางเขา ด้วยลักษณะนิสัยขี้เล่นชอบแกล้งคนเขาก็เลยตอบกลับ
“ คับผมเรียนอยู่ ”
เลยทำให้ถูกแซวต่ออีก
“ หน้าแก่แบบนี้น่าจะเรียนปริญญาโทมากกว่าล่ะมั้ง ”
“ -_-; ” คำตอบจากสาว ๆ ทำเขาอึ้งและหน้าแตก
และถึงแม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่หลักสี่แล้ว แต่หัวใจของเขายังเป็นหนุ่มประสบการณ์หล่อหลอมตัวเขา ทำให้มีความสดชื่นรื่นเริง มีพลังชีวิตที่มักจะหาสิ่งท้าทายมาทำอยู่เรื่อย ๆ มีจินตนาการมุมมองความคิดที่สร้างสรรค์ คิดทำอะไรรวดเร็ว แม้บางครั้งร่างกายอาจจะรับไม่ไหว เพราะถ้าเทียบกับคนที่อายุเท่ากันในวัยนี้คนส่วนใหญ่มักจะทำงานเก็บเงินให้เวลากับครอบครัวพาลูกไปเที่ยว เข้าวัดฟังธรรมหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ส่วนเขากลับทำโน้นทำนี่อย่างไม่ยอมหยุดและไม่ยอมเหนื่อย
คนเราหากสภาพภายในร่างกายมีจิตใจที่ดีก็ย่อมจะส่งผลออกมาทางภายนอกร่างกายทำให้เห็นถึงใบหน้าที่อ่อนเยาว์แลดูอายุน้อยกว่าความเป็นจริง ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และจะเห็นถึงความรื่นเริงอยู่เสมอ หากรักษาหัวใจของเราให้ดีไม่ให้เฉาเหมือนใบไม้ที่มีสีน้ำตาลแดงรอเวลาร่วงหล่นลงมาจากต้นแล้ว พยายามทำตัวเองให้เป็นใบไม้สีเขียวมีแต่ความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เราก็จะคงไว้ซึ่งความเป็นเด็ก..Young at Heart อยู่ในตัวของเราได้ตราบนานเท่านานเช่นกัน
This entry was posted
on วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 10, 2552
and is filed under
ร้อยเรียงเรื่องราวของผู้ชายชื่อเถิน
.
You can leave a response
and follow any responses to this entry through the
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
.
Archives
Categories
- เถินเล่าเรื่อง (4)
- ร้อยเรียงเรื่องราวของผู้ชายชื่อเถิน (16)
- อินเทอร์วิว วิธ เดอะ ดีน (3)
- my icon (2)
0 ความคิดเห็น