ก้าวย่างที่ 10 ณ วันนี้  

เขียนโดย อรุณทอแสง




สังคมยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงและก้าวเดินหน้าไปอย่างไม่มีวันหยุด ผู้คนทุก ๆ วัยย่อมต้องรู้จักสนิทสนมกับคำว่าคอมพิวเตอร์และเครือข่ายใยแมงมุมกันเป็นอย่างดี แล้วความก้าวหน้าของเครือข่ายใยแมงมุมก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้คนเรามีการเปิดโลกทัศน์ทางความคิดที่กว้างขึ้น และเจ้าเครือข่ายใยแมงมุมตัวนี้ล่ะ ได้ชักใยเชื่อมโยงนำพาฉันให้ได้รู้จักกับเขา..ผู้ชายที่ชื่อ นฤพนธ์ ไชยยศ อย่างไม่ได้ตั้งใจซึ่งก็นับเป็นความโชคดีของฉันอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

แม้ในความรู้สึกครั้งแรกของการที่เห็นเขาผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์และพิมพ์อีเมล์คุยกันนั้น ฉันมองว่าเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ห่างไกลเราเกินเอื้อม มีช่องว่างและระยะห่างในการทำความรู้จัก เข้าถึงตัวยาก ดูหยิ่งถือตัว ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยหรือเล่นด้วย เหมือนภาพวาดที่อยู่ในกรอบรูปแต่เราไม่สามารถจับต้องได้มองดูได้อย่างเดียวคล้ายกับความฝันหรือละครที่เรานั่งดูอยู่หน้าจอโทรทัศน์

แต่เมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึง ณ วันนี้แง่คิด ความรู้สึก มุมมองต่าง ๆ ของฉันก็เปลี่ยนแปรไปจากคนที่อยู่ห่างไกลก็เป็นคนที่สามารถเอื้อมถึง แล้วจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันก็มาเป็นคนที่รู้จักให้ความสนิทสนม เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เดินอยู่ในโลกใบนี้บนพื้นแผ่นดินไทย มีตัวตน เข้าถึงง่ายสามารถจับต้องได้เป็นภาพที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นผู้ชายที่ชื่อ นฤพนธ์ ไชยยศในแง่มุมของฉัน เขาเป็นเพียงสองคำสั้น ๆ คือ พี่เถิน ผู้ชายคนหนึ่งที่ซ่อนความเป็นเด็กชายเถินเอาไว้..เกือบจะ..มิดชิด มีความสดใส เริงร่าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้บ้างครั้งจะเหนื่อยล้า ท้อแท้มากมายกับการทำงานในแต่ละวันที่ต้องรับผิดชอบมากขนาดไหน เขาก็ไม่ได้สวมภาพของบทบาทอะไรเลยนอกจากเป็นตัวของตัวเองในการพูดคุยกับฉัน แล้วเขายังเป็นคนที่ฉันให้ความนับถือเหมือนพี่ชายและญาติสนิทคนหนึ่ง สามารถพูดคุยปรึกษาได้ทุกเรื่อง เมื่อยามมีความสุขก็รับรู้และดีใจไปพร้อมกัน แต่เมื่อยามมีความทุกข์หรือปัญหาเกิดขึ้นก็พร้อมที่จะให้คำแนะนำและความช่วยเหลือ


“ บนทางเดินที่มีขวากหนาม ถ้าเธอค้านถอยไปฉันคงเก้อ ฉันยังพร้อมช่วยเธอเสมอเพียงตัวเธอไม่หนีไปเสียก่อน จะปลอบดวงใจให้เธอหายร้าวรานจะเป็นสะพานให้เธอเดินไปแน่นอนจะเป็นสายน้ำเย็นดับกระหายยามโหยอ่อนคอยอวยพรให้เธอสมดังหวังได้นิรันดร์ ” ***

และเขาก็เป็นคน ๆ หนึ่ง เป็นคนธรรมดา ๆ ที่มีความสามารถรอบตัวมากมาย สามารถจัดสรรเวลาได้อย่างลงตัวพร้อมทั้งทำความฝันของตัวเองไปด้วย แล้วเขายังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอีกหลาย ๆ คน การที่ฉันได้พูดคุยกับเขาทำให้สามารถเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเขาทีละเล็กทีละน้อยเพื่อมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแล้วได้เห็นถึงมุมมองใหม่ ๆ อีกหลายแง่มุม

อย่างเรื่องของ “ ความรับผิดชอบและใส่ใจต่องานที่ทำ หากเราคิดว่ามันสนุกเราก็จะสนุกกับงานที่เราทำไปด้วย ”

เมื่อก่อนฉันก็มีอาการเบื่อหน่ายกับงานที่ต้องรับผิดชอบบ้างเล็กน้อยแต่เดี๋ยวนี้มีมุมมองในการทำงานใหม่ก็คือ


ฉันจะมีความรู้สึกสนุก มีความสุขกับการทำงานในทุก ๆ ชิ้นและใส่หัวใจลงไปในงานด้วย ทำให้แต่ละชิ้นประสบผลสำเร็จออกมาด้วยความตั้งใจ


อีกเรื่องหนึ่งคือ คนเราทุกคนเกิดมาไม่มีใครสมบูรณ์แบบแต่เราจะดึงความเป็นตัวตนของแต่ละคนออกมาได้อย่างไรเพื่อทำให้เกิดคุณค่า เรื่องนี้ทำให้นำมาเรียนรู้และหันกลับมามอง ทำความเข้าใจคนรอบข้างได้มากขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่เมื่อเวลาเผชิญกับปัญหาหรือแม้แต่เรื่องราวของมิตรภาพ

ทุก ๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นฉันจึงรู้สึกได้ว่า โลกแห่งไซเบอร์ไม่ได้น่ากลัวอย่างใคร ๆ หลาย ๆ คนคิดถึงแม้ว่าเราจะสามารถแสดงความเป็นตัวตนออกมาเองได้ พฤติกรรม ความรู้สึก ความคิดสามารถถ่ายทอดออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้สามารถเชื่อมโยงเราไว้ได้ทั่วโลกแล้ว

ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดสื่อสารได้พัฒนาความสัมพันธ์ในการทำความรู้จักกับผู้คน จนพบกับมิตรแท้ในโลกแห่งนี้ได้เหมือนอย่างเขากับฉันและไม่เพียงแต่เขากับฉันเท่านั้นที่ได้รู้จักกันผ่านโลกไซเบอร์นี้ ยังมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ อีกมากหลายคนที่รู้จักแล้วได้มาเป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกัน ติดต่อคบหากันมายาวนานถึง ณ ทุกวันนี้ มิตรแท้อย่างพี่ ๆ น้อง ๆ ในแก๊งค์ 4 เฮง..ซึ่งฉันเคยกล่าวถึงมาแล้วในก้าวย่างที่ 4 hi5..thoen หรือแม้แต่กับพี่นี..Bookmark , พี่ปุ้ย..ฌามิวอาห์ก็เกิดจากโลกไซเบอร์แห่งนี้เหมือนกัน

แล้วฉันก็อยากจะบอกอีกนะว่า การที่เราจะรู้จักใครสักคนหนึ่งแล้วต้องการคบหาพูดคุยกันเราต้องมีข้อระมัดระวังตัวเองด้วย อาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ก็มีให้พบเห็นกันเยอแยะมากมายไม่เว้นแต่ละวันบนหน้าข่าวตามหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ มักจะมีข่าวออกมาในแง่ลบทั้งหลอกลวงเงิน ฆ่าข่มขืน วางยาเพื่อปล้นเอาทรัพย์สินและอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้หลาย ๆ คนถึงกับหมดอนาคตก็มี

ส่วนแง่บวกของการมีเพื่อนผ่านโลกไซเบอร์นี้ก็มี หากเรามีสติและใช้ปัญญาในการพิจารณา รวมถึงต้องมีการเปิดเผยมีความจริงใจให้กันอย่างเต็มร้อยและมีระยะเวลาเป็นตัวพิสูจน์ในการรู้จักคบหา ต้องคุยกันสักพักหนึ่งก่อนไม่ใช่แค่เพียงครั้งสองครั้งแล้วนัดออกมาเจอกันก็จะไม่โดนหลอกทำให้เราสามารถมีมิตรแท้จากโลกไซเบอร์แห่งนี้ได้

*** เพลงรางวัลแด่คนช่างฝัน ประกอบภาพยนตร์เรื่อง บุญชูไอเลิฟสระอู ขับร้องโดยกลุ่มนักแสดงรุ่นลูกในเรื่องซึ่งก็คือ อาร์ตี้ , สายป่าน..อภิญญา , ซ่าร่า AF 3 , ว่าน..รัชชุ , แก็ปเปอร์..วรฤทธิ์ ***


































ก้าวย่างที่ 9 ความเอ๋ย..ความรัก  

เขียนโดย อรุณทอแสง

ความรักของคนเราเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก สามารถเกิดขึ้นกับตัวเราได้ในทุกวัน ทุกเวลา และทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างพ่อแม่ เพื่อน พี่น้อง หนุ่มสาว แล้วความรักต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะสอดแทรกเรื่องราวของความทรงจำดี ๆ ระหว่างกันเพื่อให้ระลึกถึงกัน ซึ่งฉันจะใช้คำว่า

“ ลิ้นชักแห่งความทรงจำ ”

แต่ละคนก็จะมีลิ้นชักแห่งความทรงจำที่หลากหลายทั้งด้านสุขและทุกข์ เพื่อให้จดจำเรื่องราวเหล่านั้นอย่างมากมาย ฉันเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ คนที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ก้าวย่างแรกจนถึงก้าวย่างล่าสุดคงอาจจะอยากรู้กันแล้วสินะว่า

“ ลิ้นชักแห่งความทรงจำของความรักของเขา..พี่เถิน นั้นจะเป็นอย่างไร ”

เมื่อตอนสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มวัยเอ๊าะ ๆ อยู่ จะมีเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้แอบอมยิ้มอย่างไรบ้าง ฉันจะขอเริ่มเล่าให้ฟังล่ะกันนะ

แอบนั่งไทม์แม๊กชีนของโดราเอมอนย้อนไปเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ในตอนที่เขายังเป็นเฟรชชี่อยู่ในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเอนทรานซ์ติดเข้ามาเรียน และใช้ชีวิตเป็นเด็กหออยู่ที่กรุงเทพ แรก ๆ เข้ามาก็ยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องราวอะไรสักเท่าไร แถมยังมีอาการติดจะขี้อายเล็ก ๆ ในทุก ๆ วันหลังเลิกเรียนจะเดินกลับหอพักซึ่งต้องผ่านหน้าคณะอักษรศาสตร์ ก็เลยมักเจอเด็กอักษรสาว ๆ สวย ๆ กลุ่มใหญ่คอยดักแซวอยู่ทุกวัน ทั้งเรื่องการแต่งกายบ้าง เรื่องหน้าตาบ้าง บางครั้งก็โดนแกล้งเอาของไปซ่อนเวลาที่เขาไปซื้อข้าวที่โรงอาหาร โดนแบบนี้อยู่หลายปี จนในใจเขาก็คิดว่า

“ ทำไมหนอเด็กอักษรปากจัดจัง หน้าตาก็ดี น่าจะเรียบร้อย แต่ไหงชอบมาแซวเราอยู่ได้ ”

ทำให้เขามักหลีกเลี่ยงเดินหนีตลอดด้วยความรู้สึกแอบเคืองและอารมณ์เสียเล็กน้อย แล้ววันที่ได้รู้คำตอบที่สงสัยมาตลอดก็ได้เฉลยออกมาในช่วงหลังจากที่เขาเรียนจบว่า ทำไมเด็กอักษรสาว ๆ สวย ๆ กลุ่มนั้นต้องมาคอยตามแกล้ง ตามแซวเขามาโดยตลอดนั่นก็เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นแอบปิ๊งเขาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนปี 1 เธอคนนั้นได้เก็บสะสมผลงานของเขาไว้เป็นอัลบั้ม แต่ไม่กล้าบอก เพราะทุกคนมองเขาเป็นคนที่หยิ่งและเล่นตัว

พอเขารู้ถึงกับอึ้งและงงเล็กน้อย

“ เอ...ก็แปลกดีน้อ ชอบเราแต่ทำไมไม่ยอมบอกให้เรารู้ล่ะ ทำเอาเราเสียความมั่นใจและความรู้สึกเป็นปี ๆ เลย ”

“ แหม ๆ ใครเขาจะกล้าบอกล่ะคะ เธอคนนั้นคงจะกลัวว่าหากเมื่อบอกออกไปแล้วคุณพี่เถินไม่รับรัก เธอคงจะเสียหน้าและอกหักดังเป๊าะแน่ ๆ ”

แล้วพอเมื่อนึกย้อนกลับไปมองลิ้นชักแห่งความทรงจำเรื่องนี้ก็มักจะมีรอยยิ้มแล้วแอบขำ ๆ เล็กน้อยอยู่เสมอ

“ ป่านนี้ ผู้หญิงคนนั้นคงแต่งงาน มีครอบครัวที่อบอุ่นไปแล้วล่ะ เสียดายที่ไม่ได้เจอกันอีกเลยนะ ”


ตรงนี้เองประกายความคิดของฉันก็สว่างแวบขึ้นมาอีกว่า คนเราส่วนใหญ่มักจะมองแล้วเปรียบคนที่อยู่ในวงการเหมือนกับปลาสวยงามที่แหวกว่ายอยู่ในตู้กระจก ซึ่งมักจะมองว่าดูสวยดี ให้ความเพลิดเพลินใจเพื่อการผ่อนคลายอารมณ์ แต่เมื่อให้นึกถึงการใช้สอยประโยชน์ คือ

หากนำมาทานและประกอบอาหารจริง ๆ แล้วล่ะก็มักจะเลือกปลาอย่างพวกปลาช่อน ปลาดุกหรือปลาที่ทานได้แทน เพราะปลาสวยงามก็คือปลาสวยงามมีไว้สำหรับเพื่อดูเล่นมากกว่าที่จะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเราสามารถมองอีกมุมหนึ่งในเรื่องของปลาสวยงามให้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องความรักได้ว่า

“ คนที่อยู่ในวงการแต่ละคนมีความสวย หล่อ ดูดี แต่มองผิวเผินก็จะเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินตัว และในสายตาของคนทั่วไปก็ไม่กล้าที่จะเข้าหาเพราะกลัวจะต้องเจ็บปวดหัวใจหรืออาจจะเป็นเพราะความสวย ความหล่อที่มีมากเกินกว่าระดับของคนปกติ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะมองและชื่นชมอยู่ภายนอก แทนที่การเข้ามาทำความรู้จักถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา ฟังดูแล้วก็เหมือนจะไม่ดีเลยนะ ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเขาเหล่านั้นอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้พวกเราค้นหาอย่างจริงใจมากกว่าสิ่งที่เราเห็นภายนอกรอบ ๆ ตัวก็เป็นได้ ”

เขาเองก็ถือว่าเป็นคนที่อยู่ในวงการคนหนึ่งเช่นกัน ด้วยการทำงานที่ทำให้ต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา หลากหลายรูปแบบ มุมมองความรักของเขาจึงเป็นเรื่องที่ออกแนวขำ ๆ และน่าจดจำ แล้วการที่เขาเป็นคนเข้ากับคนง่าย มีความขี้เล่นเป็นกันเอง มีความจริงใจในการพูดคุย และให้ความสำคัญกับทุกคน มองดูภายนอกเหมือนกับผู้ชายเจ้าชู้ บ่อยครั้งจึงทำให้มีเรื่องราวสนุก ๆ จากความเข้าใจผิดของสาว ๆ ทั้งหลายเกิดขึ้นว่า

“ เขาเข้ามาจีบและให้ความหวัง ”

มีสาว ๆ หลายคนต้องไปเดินหาซื้อน้ำใบบัวบกมาดื่มเพื่อให้หายจากอาการอกหักรักคุด ส่วนตัวเขาก็มักจะมานั่งเกาหัวที่หลังพร้อมกับย้อนถามตัวเองเสมอ ๆ

“ เฮ้ย!! เราเผลอไปจีบสาว ๆ ทั้งหลายตอนไหนหว่า ทำไมเราถึงจำไม่ได้อ่ะ ”

จริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวเขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงม้าก..มาก ลึกซึ้งในปรัชญาการดำรงชีวิต มองดูภายนอกเหมือนเป็นคนง่าย ๆ กันเองสบาย ๆ แต่หารู้ไม่ว่าไอ้เจ้าท่าทางแบบนี้แหล่ะที่ทำให้คนมักจะเดาได้ยากว่า ณ ขณะนั้นในใจของเขาคิดอะไรอยู่กันแน่

ดังนั้นความรักส่วนใหญ่ของเขาจึงออกมาเป็นแนวมิตรภาพมากกว่าความรักในเชิงหนุ่มสาว ส่วนสาว ๆ บางคนหากมีการคบหากันชัดเจนก็จะแบ่งชัดเหมือนเพื่อนที่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน และกับบางคนที่ทำความเข้าใจกันไม่ได้ก็จะเลือนหายไปจากลิ้นชักแห่งความทรงจำ

และมีอยู่ครั้งหนึ่งฉันเคยได้อ่านคำถามและพูดคุยกันที่อีเมล์ของแก๊งค์ 4 เฮง ทันทีทันใดนั้นเองทำให้เกิดความอยากรู้ขึ้นมาจึงได้ลองนำคำถามนี้ไปพูดคุยกับเขาที่อีเมล์ในฐานะที่เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งว่าจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างแล้วก็ได้คำตอบกลับมา

“ ในความผิดหวังระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายใครเจ็บช้ำมากกว่ากัน และคนทิ้งกับคนโดนทิ้งใครจะเจ็บช้ำได้มากกว่ากัน ”

ความรู้สึกของฉัน ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเจ็บช้ำและเจ็บปวดเท่าเทียมกันบอกไม่ได้หรอกว่าใครจะเจ็บปวดมากกว่ากัน ผู้หญิงอาจจะมีวิธีการกับการขจัดความเจ็บปวดโดยการระบายออกมาได้ดีกว่าผู้ชาย เช่น ร้องไห้ เป็นต้น ส่วนผู้ชายเขาก็มีความเจ็บปวดเหมือนกันแต่อาจจะเก็บความรู้สึกได้ดีกว่าผู้หญิง ไม่แสดงออกมาให้คนภายนอกรู้ อย่างตอนที่เจ้าก้องเพื่อนสนิทของฉันอีกคนหนึ่งอกหัก เขาจะนิ่งเฉยมากเก็บความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดไว้ข้างในแล้วต่อหน้าเพื่อน ๆ ก็แสดงออกมาเป็นกิริยาที่สนุกร่าเริง พอลับหลังเพื่อน ๆ ฉันรู้ว่าเลยเขาบอบช้ำมากแทบจะไม่กินไม่นอนและร้องไห้อยู่คนเดียวบ่อยครั้ง ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรกับเพื่อนมาก นอกจากปลอบใจให้กำลัง

“ เจ้าก้องไม่ว่าเพื่อนจะทุกข์มากแค่ไหนพูดระบายออกมาล่ะกัน เรื่องความเจ็บปวดมันต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาฉันเข้าใจและสงสารเพื่อนนะ ถึงแม้จะช่วยเพื่อนไม่ได้มากแต่ก็เป็นผู้รับฟังที่ดีแล้วคอยอยู่ข้าง ๆ เพื่อนตลอดเวลานะ ”

แล้วในกรณีที่สองนี้ขอตอบจากประสบการณ์เลยว่า

“ คนถูกทิ้งต้องเจ็บปวดมากกว่าอยู่แล้วแต่อาจจะเป็นได้อีกกรณีหนึ่งก็ได้ ที่คนทิ้งอาจจะมีเหตุและผลว่าทำไมต้องเป็นฝ่ายทิ้งก่อน สรุปอาจจะเจ็บช้ำได้พอกันทั้งสองฝ่าย ^_* ”


ส่วนคำตอบของเขาที่ตอบกลับมาก็คือ

“ ความผิดหวังสามารถทำให้คนเราเจ็บปวดได้เท่ากันขึ้นอยู่กับความคาดหวังนั้นมีมากหรือน้อยเพียงใด หากคนเรามีความคาดหวังมากก็เจ็บปวดมากและมีความคาดหวังน้อยก็เจ็บปวดน้อย ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับความเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ถ้าให้มองลึกลงไปจะแตกต่างกันตรงที่หลังจากเกิดความผิดหวังขึ้นมาแล้ว ผู้ชายจะยอมรับกับความผิดหวังปล่อยวางได้เร็วและพร้อมที่จะก้าวเดินต่อหรือทำผิดกับเรื่องเดิม ๆ ได้ง่ายกว่าผู้หญิง ส่วนผู้หญิงมักจะมีความอ่อนโยน อ่อนไหวและละเอียดอ่อนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงใส่ใจต่อความทรงจำต่าง ๆ ดีกว่าผู้ชายทำให้ปล่อยวางได้ยาก โอกาสที่จะเกิดความผิดหวังในเรื่องเดิม ๆ จึงมีน้อยกว่าผู้ชาย แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะเจ็บปวดมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็สามารถเจ็บปวดได้เท่า ๆ กันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ”


ส่วนคำตอบกรณีหลังนี้ขอเน้นไปในเรื่องของความรักว่า


“ คนทิ้งก็มีเหตุผลที่จะทิ้ง คนโดนทิ้งอาจจะไม่รู้ตัวมาก่อนเพราะมีความคาดหวังที่แตกต่างจากคนทิ้ง เริ่มต้นจาก ทำไมคนโดนทิ้งถึงเจ็บปวดก็เพราะไม่รู้ตัวว่าเราไม่เป็นที่ต้องการหรืออาจจะมีคุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการของผู้ทิ้งเหมือนความต้องการซื้อ(Demand) กับความต้องการขาย(Supply) ถ้าเรามีความต้องการที่จะคบใครสักคนก็จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เราเป็นสิ่งที่เขาต้องการหรือไม่และไม่ได้หมายความว่าเรามีคุณค่าน้อยเกินไป เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง คือ การให้ความสำคัญกับชีวิตที่แตกต่างกันทั้งเรื่องของครอบครัว ความรัก การงาน เงินทอง หรือความเสน่หา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคนโดนทิ้งมักจะมีคำถามให้เราได้ยินอยู่เสมอ


“ เบื่อเขาแล้วเหรอ ”

นั่นก็แสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คนทิ้งเกิดความรู้สึกรำคาญ มองดูเพียงผิวเผินอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่พอสะสมเข้าไปนานวันก็อาจทำให้ตัดสินใจขอเลิก มาถึงที่คนทิ้งบ้างจะมีหลายระดับตั้งแต่ พวกแรกเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องของตัวเองเป็นหลัก ตอนชอบก็ทำให้ได้ทุกอย่างแบบถึงไหนถึงกันแต่เมื่อคบกันสักระยะหนึ่งพอมีเรื่องราวเกิดขึ้นหรือไม่พอใจอะไรนิดหน่อยก็สักแต่จะขอบอกเลิกและก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่ใส่ใจหรือรู้สึกอะไรกับอดีตแสดงว่าคนทิ้งไม่เกิดความเจ็บปวดอย่างแน่นอน พวกที่สอง คนพวกนี้จะดีขึ้นมาหน่อย คือคนทิ้งแคร์ความรู้สึกของคนรักและมีเหตุผลส่วนตัวลึก ๆ ที่ไม่สามารถบอกใครได้แล้วลองพยายามหาวิธีต่าง ๆ เพื่อปรับตัวเข้าหากันแต่สุดท้ายก็ไปด้วยกันไม่ได้ กรณีนี้เกิดความเจ็บปวดเท่า ๆ กันทั้งคนทิ้งและคนโดนทิ้ง พวกสุดท้ายนี้คนทิ้งใช้ความพยายามอย่างมากที่จะอยู่ด้วยกันพากันเดินจับมือไปจนสุดปลายทางแล้วไม่เห็นทางออกและวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือการขอเลิก ซึ่งผลของเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของการเข้ากันไม่ได้จริง ๆ แล้วทั้งสองฝ่ายยอมรับที่จะแยกทาง กรณีนี้คนทิ้งก็เจ็บปวดกว่าคนโดนทิ้งแน่นอน ”

ทั้งหมดนี้ก็เพราะเขาเคยเจ็บปวดอย่างมากมายกับการเป็นคนที่คาดหวัง แล้วอยู่มาวันหนึ่งการคาดหวังไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดทำให้เกิดความเจ็บปวด จึงเป็นบทเรียนสอนชีวิตได้เป็นอย่างดีว่า หากไม่มีการคาดหวังกับเรื่องต่าง ๆ ความเจ็บปวดนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ฉันเลยได้เรียนรู้การใช้ชีวิตต่อจากเขาอีกทีว่า

“ คนเราหากกลัวความผิดหวัง เราก็อย่าตั้งความหวังไว้ เมื่อเราไม่ตั้งความหวังไว้ความผิดหวังก็จะไม่เกิดขึ้น และหากเรามีสติและรู้เท่าทันความรักแล้วล่ะก็ ปัญหาต่าง ๆ เช่น การฆ่าตัวตาย เรียนหนังสือไม่จบ หรือบางคนหมดอนาคตเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ”

เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงเพลง ๆ หนึ่งขึ้นมาในทันที

“ เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝันและทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด” ***


อดีตต่าง ๆ ที่ผ่านมา ทำให้การย่างก้าวเดินแต่ละก้าวของเขาได้เรียนรู้และนำมาใช้เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต ทุกวันนี้เขาถึงไม่เคยพบกับเรื่องราวของความผิดหวังเลย จากเดิมเคยเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากจะทำอะไรต้องมุ่งมั่นทำให้ได้ ไม่ปล่อยวางกับทุกเรื่องที่ทำอยู่ การปรับตัวจากการเรียนรู้ทำให้เขาเลือกทำแต่เฉพาะในสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จโดยไม่มีปัจจัยอื่นที่จะมาทำให้เกิดความผิดหวัง แล้วถ้าหากมีเหตุการณ์ที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นหรือแอบชอบสาว ๆ เขาจะยอมรับในความเป็นตัวตนของแต่ละคน มองดูอย่างเข้าใจ ไม่คาดหวังที่จะได้รับสิ่งตอบแทนจากคนรอบข้าง ทำความเข้าใจกับตัวเองว่าไม่มีใครดีพร้อมและสมบูรณ์แบบ เป็นกำลังใจและดึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนให้แสดงออกมาว่าตัวเขาเองนั้นมีคุณค่ามากเพียงใด พร้อมทั้งมองสิ่งรอบข้างอย่างมีความสุขที่ได้เกิดมามีชีวิตอยู่ มีรอยยิ้ม ได้ทำความรู้จัก พูดคุยและยินดีกับความสุขของคนที่เรารู้จักก็เพียงพอ

เพราะโลกนี้มีความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและหอมหวาน แต่หากวันหนึ่งความสุข สวยงามและหอมหวานมันแปรเปลี่ยนมาเป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งมีแต่ความขมขื่น ผิดหวัง มีน้ำตาและความเสียใจแล้ว เราจะจัดการกับความรักแบบนี้ได้ยังไง และจากคำตอบต่าง ๆ ของเขาทำให้ฉันสัมผัสและรู้เพิ่มเติมอีก

“ เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยพบกับความเจ็บปวดมาแล้วอย่างหนักในเรื่องของความรัก ”
“ และการที่คนเรามีความรักพร้อมกับมีวัยที่เติบโตขึ้น มุมมองของความรักก็จะแตกต่างออกไปจากเดิมมากขึ้น ”


บทเรียนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของคนเราแม้ว่าจะเคยทำให้เกิดความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่เมื่อเราสามารถเดินก้าวข้ามผ่านมันมาได้ แล้วหันย้อนกลับไปมองก็จะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อชีวิตอย่างมหาศาล และทำให้มุมการมองความรักของเขาแตกต่างไปจากเดิม


“ เรื่องราวความรักต่าง ๆ ที่ผ่านเข้าในชีวิต ทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อหัวใจก็จริงแต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นมันไม่ทำให้เรารู้สึกทรมาน ”

เขาจึงก้าวเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จโดยการนำเอาบทเรียนจากความเจ็บปวดต่าง ๆ นั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการผลักดันชีวิตแทน ทำให้ลิ้นชักแห่งความทรงจำอันหนักอึ้งของเขาจากด้านลบกลายเป็นด้านบวก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นลิ้นชักแห่งความทรงจำในเรื่องราวของความรักอันน่ารัก ๆ ของเขา..พี่เถิน

*** เพลง Life & Learn ร้องโดยกมลา สุขโกศล ***

ก้าวย่างที่ 8 คอตโต้..สปีดบาธรูม (Cotto Speed Bathroom)  

เขียนโดย อรุณทอแสง


ยามค่ำคืนแสงจันทร์สาดส่องมีดวงดาวสุกสกาวพราวแสงอยู่บนท้องฟ้า เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองก็จะเห็นพระจันทร์ดวงกลมโต มีดวงดาวรายล้อมรอบอยู่นับสิบดวง อากาศไม่ร้อนจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้เย็นจัดจนหนาว เรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างโรแมนติกสำหรับใคร ๆ อีกหลายคน

แต่ความรู้สึกของฉันในตอนนี้ แทบอยากจะหายหน้าหายตาออกไปจากแวดวงสังคมทั้งยังไม่อยากจะเจอหน้าพบปะและพูดคุยกับใครเลย เรื่องมันก็มีอยู่ว่า

เจ๊ใหญ่..พี่ดาวของแก๊งค์เราแอบหนีน้อง ๆ ไปเที่ยวแล้วส่งข้อความมาแหย่ฉันทางโทรศัพท์มือถือว่าได้ดูโฆษณาคอตโต้สปีดบาธรูมที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์แล้ว ทำให้ฉันเกิดอาการอยากดูมากและไม่ได้ดูสักทีเพราะที่บ้านไม่ได้ติดเคเบิ้ลทีวีลำพังรายการโทรทัศน์ปกติทั่วไปก็ไม่ค่อยจะได้ดู

“ กี้นี้พี่นั่งดูละครอยู่แล้วคั่นโฆษณาก็เห็นโฆษณาคอตโต้สปีดบาธรูมที่พี่เถินเป็นพรีเซ็นเตอร์น่ารักมาก ดูจากทางเคเบิ้ลทีวีจ้า ”

พอทิ้งเวลาสักพักใหญ่ฉันได้คุยโทรศัพท์กับเจ้าหนูอ้อนแล้วมีการพูดกันถึงโฆษณาตัวนี้ เจ้าน้องตัวแสบได้ทีเลยคุยทับถมอวดฉันใหญ่

“ เจ้ ๆ ได้ดูโฆษณาตัวที่พี่เถินเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือยังอ่ะ ”

“ เดี๋ยว ๆ โฆษณาตัวไหนเหรอ ใช่คอตโต้สปีดบาธรูมป่ะ ”

“ อืมมมม..นั่นแหละเจ้ ”

“ ยังไม่ได้ดูเลยอ่ะ อยากดูอยู่เหมือนกันเห็นเมื่ออาทิตย์ก่อนโน้นเจ๊ใหญ่ก็ส่งข้อความมาให้เหมือนกันว่า เห็นพี่เถินในตัวโฆษณาคอตโต้แล้วน่ารักมาก ”

“ อ้าวแล้วหนูได้ดูจากไหนอ่ะ ”

“ วันก่อนหนูขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส แล้วเขาเปิดพอดีก็เลยได้ดู ”

“ เจ้เคยถามพี่เถินนะเห็นพี่เขาบอกว่าตอนที่ถ่าย ๆ ไว้ 3 เวอร์ชั่นแล้วก็เบลอมาก หนูเห็นทั้ง 3 เวอร์ชั่นเลยป่ะ ”

“ อืมใช่แล้วทั้ง 3 เวอร์ชั่นเลยค่ะเจ้ ”

“ อยากดู๊..อยากดูอ่ะ =O= ”

“ พี่เถินน่ารักมากมายเลยล่ะเจ้ ถ้าเจ้อยากดูจริงก็ไปขึ้นรถไฟฟ้าดิ 555 ”

“ อ้าวเฮ้ย..คุณน้องหาเรื่องให้เจ้ลำบากแล้วไหมล่ะ มีรถขับเองอยู่แล้วจะให้ไปขึ้นรถไฟฟ้าทำไมฟ่ะ คิดได้ไงเนี๊ยะเดี๋ยวจะโดนอัด ”

“ 555…ก็เผื่อเจ้จะได้ดูไงล่ะ ”

“ ไม่เอาอ่ะ ไม่มีความพยายามขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวลองถามพี่เถินดูก็ได้เผื่อจะมีโฆษณาตัวนี้เก็บไว้ *_* ”

“ อ่ะนะ ” หลังจากนั้นก็วางสายโทรศัพท์เจ้าหนูอ้อน

“ ฮือออออ...อยากดูจังทำไมมีแต่คนพูดถึงโฆษณาตัวนี้นะ มันต้องมีอะไรแน่ ๆ ”

แล้วหลังจากที่ฉันคุยกับเจ้าหนูอ้อนได้ไม่นานน้องกลาง..เจ้าหนุงหนิงก็มาแนวเดียวกับเจ้าหนูอ้อนเลย ทำไมเจ้าเด็กพวกนี้ชอบแกล้งพี่สาวที่แสนดีอย่างฉันแบบนี้ด้วยน้า..โหดร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย

“ หนิง ๆ ได้ดูโฆษณาคอตโต้ที่พี่เถินเป็นพรีเซ็นเตอร์รึยังอ่ะวันก่อนโน้นพี่ได้คุยกะเจ้าหนูอ้อนเห็นบอกว่าได้ดูโฆษณาคอตโต้แล้ว ” ส่วนในใจฉันก็นึกว่า

“ สงสัยเจ้าน้องกลางต้องไม่ได้ดูเหมือนกันแน่ ๆ เลย ไม่เป็นไรเรายังมีเพื่อนไม่ได้เชยคนเดียวนี่หว่า 5555 ”

“ ได้ดูแล้วค่า หนิงเห็นที่รถไฟฟ้าบีทีเอสแบบผ่าน ๆ ค่ะ แล้วเมื่อวันก่อน หนิงไปนอนหอพี่ชายมา เขาติดยูบีซี กดรีโมตเปลี่ยนช่องไปเรื่อยเปื่อยแล้วก็เจอโฆษณาคอตโต้ของพี่เถินเข้าพอดีค่ะ ”

“ แป่ว ๆ ไม่ย๊อม..ไม่ยอมอ่ะ ทุกคนได้ดูกันหมดแล้วสงสัยมีพี่กะน้องเล็ก..เจ้าหนูอีฟอยู่ 2 คนแน่เลยที่ยังไม่ได้ดูแล้วหนิงได้ดูเวอร์ชั่นไหนล่ะ มีตั้ง 3 เวอร์ชั่น ”

“ ไม่รู้ว่าเป็นเวอร์ชั่นไหน ตอนแรกหนิงก็จำไม่ได้หรอกค่ะเห็นเป็นโฆษณาพี่เถินเลยหยุดดู ”

“ แล้วพี่เถินเป็นไงบ้างล่ะเห็นเจ๊ใหญ่ได้ดูแล้วบอกว่าโฆษณาตัวนี้พี่เถินน่ารักมาก ”

“ น่ารักมากกกกกกกกกกกก ” เจ้าน้องกลางลากเสียงยาว ๆ แหย่ ๆ ฉัน

“ ใจร้ายยยยยยยยยยย ทำไมพี่ถึงไม่ได้ดูอยู่คนเดียวเนี่ย ”

“ เฮ้อ...สงสัยจะไม่มีบุญได้ดูแน่ ๆ เลยฉัน ”

“ หนิงเปิดเรื่อย ๆ น่ะค่ะ แล้วเจอพอดีก็หยุดดูแล้วนั่งยิ้มคนเดียว พี่เถินน่ารักดี ”

“ อ่ะนะ เจ้าเด็กพวกนี้ รู้ว่าคนยิ่งอยากดูอยู่เอาแหย่กันเข้าไป ”

“ เผอิญหนิงนั่งดูแล้วนั่งยิ้มเพลินไปหน่อย พี่โน้ตเดินผ่านมาก็เลยถามว่า ดูอะไรอยู่? หนิงตอบไปว่าดูโฆษณาโดยที่ไม่หันไปมองหน้า เขาก็เลยสงสัยว่าดูอะไรอยู่พอจะเดินมาดูโฆษณานั้นก็จบแล้ว ”

“ โอ๊ย!! แม้แต่พี่โน้ต..พี่ชายหนิงก็ได้ดูแล้วนะ ก่อนพี่อีก งืออออออออออ ”

“ ค๊า..ใช่แล้ว ^^ ”

“ แล้วพี่โน้ตว่าไงบ้างล่ะ ”

“ พี่โน้ตก็ถามหนิงว่า โฆษณาตัวนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร? ทำไมหนิงถึงยิ้มมากขนาดนั้น? มันผิดปกติมากมีอะไรหรือเปล่า? ” ตามภาษาพี่ชายหวงก้างน้องสาว

“ แต่หนิงยังไม่ทันได้ตอบพี่โน้ตหรอกนะคะ พอดีหันไปเห็นที่จอโทรทัศน์โฆษณาของพี่เถินก็ฉายอีกรอบ พี่โน้ตเลยไม่ไปไหนนั่งดูอยู่ด้วยซะเลยพร้อมกับตั้งคำถามว่า ทำไมรู้จักเขาเหรอ? ”

หนิงก็ตอบพี่ชายหนิงไปว่า

“ รู้จักแถมทำหน้าอวด ๆ แบบภูมิใจเล็กน้อยด้วยค่ะ พี่โน้ตก็แสดงอาการอยากรู้มากถามต่อ แล้วเราไปรู้จักเขาได้ไง หนิงก็บอกไปว่ารู้จักเพราะเจ๊รองไง พี่โน้ตเลยแซว ๆ เจ๊รองสุดสวยนั้นเอง...แอบดีใจเล็กน้อยที่พี่โน้ตชมเพราะปกติฉันรู้จักกับเจ้าน้องกลางมาปีนี้เข้าปีที่ 6 ได้ยินกิตติศัพท์ความร้ายกาจของพี่โน้ตมาเยอะมาก ”

“ ไงต่อล่ะ ”

“ พี่โน้ตบอกว่า คราวนี้คอตโต้มาแปลกเปลี่ยนแนวพรีเซ็นเตอร์เลยเนอะ ตามปกติเขาจะต้องเลือกนายแบบนางแบบจำพวกคนที่เข้าถึงยาก ๆ แต่ละคนสวยหล่อเกินมาตรฐานคนปกติทั่วไปมาเป็น พรีเซ็นเตอร์ ไหงโฆษณาครั้งนี้ทำไมถึงเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่ดูจับต้องได้ล่ะ อืมมมแต่ก็ดูดีนะ แถมมีภาพดูเป็นผู้เชี่ยวชาญอีกต่างหาก ”

“ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!! เจ้าหนิงเอ้ย..พี่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยอ่ะหูพี่ไม่ฝาดแน่นะ ว่าอย่างพี่โน้ตจะชมใครเป็น แสดงว่าพี่เถินอ่ะต้องมีรังสีออร่าอะไรบางอย่างฉายออกมาทำให้อาเฮียแกเอ่ยปากชมออกมาได้ ”

น๊าน..นานมากที่จะได้ยินพี่โน้ตเอ่ยชมใครสักคนหนึ่ง ปกติเฮียแกมีแต่จะบ่น ๆ และวิจารณ์คนโน้นคนนี้ในทางที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ตลอดเรียกว่าเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างจะปากจัดมาก

“ อืมมมมใช่ค่ะ อย่าว่าแต่เจ๊รองเลยค่ะหนิงเองซึ่งเป็นน้องสาวแท้ ๆ ยังแปลกใจมากเลยค่ะก็เลยถามย้ำไปอีกรอบหนึ่ง จริงเหรอที่บอกว่านายแบบดูดี พี่โน้ตก็บอกว่า อืมก็ดูดีดูเข้าถึงได้ หนิงถามย้ำไปย้ำมาจนพี่ชายหนิงรำคาญแล้วก็เกิดอาการเริ่มมีน้ำโหแทนค่ะ ”

“ 555..แล้วหนิงยังไม่ชินอีกเหรอเป็นเรื่องปกติของพี่ชายหนิงไม่ใช่เหรอ วัน ๆ ไม่ทำอะไรชอบทะเลาะและแกล้งน้องสาว ”

“ อันนี้หนิงเห็นด้วยเป็นอย่างมากเลยค่ะ ^O^ ”

“ พี่ฟังแล้วยังดีใจแทนพี่เถินเลยล่ะ หนิงลองพิมพ์บทสนทนาของหนิงกะพี่ชายให้พี่เขาอ่านดิ จะได้เป็นกำลังใจให้พี่เขาด้วย นี่พี่กำลังจะตอบอีเมล์ข้อความของพี่เขาพอดี พิมพ์มาเลยนะ ”

“ ได้เลยค่ะ เดี๋ยวหนิงจะพิมพ์คืนนี้แล้วฝากพี่ก็อบข้อความไปล่ะกันนะคะ ”

“ จ้า..ไม่มีปัญหา ”

“ ขอบคุณค๊าพี่สาว ”

หลังจากที่ส่งอีเมล์ตอบเขาฉบับนั้น งานก็เข้าฉันอีกหนเลยล่ะและนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องเขียนก้าวย่างนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษค๊า

พอฉันคุยกับเจ้าน้องกลางจบมีเวลาว่างความอยากรู้ทำให้ทนไม่ได้ว่า ฉันจะเป็นคนเดียวในแก๊งค์รึเปล่าที่ยังไม่ได้ดูโฆษณาตัวนี้เลยกดโทรศัพท์ไปหาเจ้าน้องเล็ก แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย

“ อีฟเจ๊ถามไรหน่อยดิ หนูได้ดูโฆษณาตัวที่พี่เถินเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือยังอ่ะอยากบอกนะว่าได้ดูแล้ว ”

“ อ่ะค่ะเจ๊..เอ่อ ๆ อีฟได้ดูแล้วแบบผ่าน ๆ ที่รถไฟฟ้า ”

“ งั้นเจ๊ก็เป็นคนเดียวอ่ะดิที่ยังไม่ได้ดู นี่โดนเจ๊ใหญ่ เจ้าหนูอ้อน เจ้าน้องกลางแหย่มาอยู่นี่ว่าโฆษณาตัวนี้ทั้ง 3 เวอร์ชั่น โอ มาก ๆ อยากดู๊..อยากดูอ่ะ ไม่ยอม ๆ อีฟก็ได้ดูแล้ว สงสัยว่าเจ้าหนูเกตุคงไม่ได้ดูเหมือนกัน >_< ”

“ อ่า..เจ๊คะเอางี้ไหมเดี๋ยวอีฟจะโหลดจากยูทูบแล้วส่งให้ล่ะกันนะ ”

“ โอเชเลย น้องฉันน่ารักจริง ๆ แต่สงสัยว่าหนูคงรำคาญที่เจ๊บ่นใช่รึเปล่า ”

“ เปล่าหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูหาให้นะค๊า ”

“ ขอบใจมากจ๊ะ ”

ฉันก็นั่งรอเวลาให้เจ้าน้องเล็กส่งไฟล์มาให้จากความพยายามของน้อง ทำให้ฉันได้ดูโฆษณาตัวนี้ครบทั้ง 3 เวอร์ชั่น ครั้งแรกที่เจ้าน้องเล็กส่งไฟล์มาให้ฉันเปิดไฟล์ไม่ได้เพราะว่าไม่ได้ลงโปรแกรมตัวเดียวกันกับที่ส่งมา ทำให้เจ้าน้องเล็กต้องไปนั่งแปลงไฟล์เป็น .avi แล้วส่งมาให้อีกรอบกว่าจะโหลดแล้วได้ดูก็นานมาก

“ เฮ้อ...ทำไมกว่าจะได้ดูช่างลำบากยากเย็นแสนเข็ญแบบนี้กันนะ ”
และก็เพิ่งมารู้ในช่วงหลังว่าตัวเขาเองก็ยังไม่ได้ดูโฆษณาตัวนี้เหมือนกัน..ดีใจเล็กน้อยมีเพื่อนที่ไม่ได้ดูด้วยเหมือนกัน...อิอิอิ

“ นั่งดูไปเรื่อย ๆ ทีล่ะเวอร์ชั่นจนถึงเวอร์ชั่นสุดท้ายเวอร์ชั่นที่ 3 เป็นเวอร์ชั่นที่ฉันชอบมากที่สุดเพราะเขาดูเป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะเช็ตเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ ทำให้ภาพที่ออกมาดูเท่ห์และสมาร์ทขึ้น ตัวผลิตภัณฑ์ก็สวยงามมาก ”

สำหรับใครที่ยังไม่ได้มีโอกาสดูโฆษณาตัวนี้ ฉันก็จะขอบอกว่าคุณเป็นคนที่เชยมาก 555+ ((อ่ะ..ล้อเล่นค่า)) แต่ฉันจะบอกเล่านิดหน่อยพอเป็นการเรียกน้ำย่อยละกัน คอนเซ็ปต์ของโฆษณาคอตโต้สปีด-บาธรูม จะเป็นการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ Smart Frame , Smart Broad , Smart GRIP มาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบของห้องน้ำ ให้ความสะดวกรวดเร็ว ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก ใช้พื้นที่น้อย ดูอินเทรนด์ และช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ซ่อนความลึกซึ้งด้วยคำพูดส่งผ่านอารมณ์ผ่านสายตาดูมีความจริงใจไม่จริงจังมากนักให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนมาให้คำแนะนำเรื่องการออกแบบ ทั้ง 3 เวอร์ชั่นมีความแตกต่างกัน โดย

เวอร์ชั่นแรก..เวอร์ชั่นคณบดี มีลักษณะภูมิฐาน เป็นอาจารย์ที่แฝงด้วยความใจดีและอยากถ่ายทอดความรู้

เวอร์ชั่นที่ 2..เวอร์ชั่นนักออกแบบ เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ มีความคิดที่อินเทรนด์และสร้างความน่าเชื่อถือ

เวอร์ชั่นที่ 3..เวอร์ชั่นนักแสดง เป็นตัวของเขาเอง ร่าเริงออกลักษณะแนวขี้เล่นและนำแฟชั่นเสื้อผ้ามาเปรียบเทียบกับการตกแต่งเปลี่ยนแปลงผนังของห้องน้ำ

แล้วหากมีโอกาสคุณลองไปหาโฆษณาตัวนี้มาดูกันน้า ฉันขอคอนเฟิร์มค่ะว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับพรีเซ็นเตอร์คนนี้อย่างแน่นอนค่ะ คอตโต้สปีดบาธรูม..Cotto Speed Bathroom!



























ก้าวย่างที่ 7 หัวใจที่ยังเด็ก..Young at Heart  

เขียนโดย อรุณทอแสง

ดวงตะวันสาดแสงขึ้นยามเช้า ฝูงนกกาเริงร่าโผบินออกจากรัง ผู้คนมากมายเตรียมตัวออกจากบ้าน เพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ความสุข ความสว่างสดใสก็เริ่มต้นขึ้น กาลเวลาก็หมุนเปลี่ยนเวียนไปเรื่อย ๆ จากยามเช้าก็เปลี่ยนเป็นยามเย็น จากกลางวันกลายเป็นกลางคืน ปีเก่าก็ขึ้นเป็นปีใหม่ ทำให้เวลาล่วงเลยมาหลายเพลา เฉกเช่นเดียวกับนาฬิกาชีวิตของคนเราที่เดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง หากคุณกำลังนอนหลับฝันหวานอยู่บนเตียงนอนแล้วต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา เตรียมตัวออกไปทำงาน คุณเดินงัวเงียลงจากเตียงอย่างไม่เต็มใจระหว่างนั้นก็เดินผ่านกระจกในห้องน้ำ ทันใดนั้นก็เกิดอาการตาสว่างแล้วมายืนจ้องอยู่ที่หน้ากระจกแทนการอาบน้ำ เพราะเงาสะท้อนที่เห็นอยู่ในกระจกนั้น คือ ใบหน้าของตัวเองจากหน้าที่เคยอ่อนเยาว์ผิวพรรณเต่งตึงในตอนนี้กลับมีริ้วรอย เดินอยู่รอบ ๆ ใบหน้าเต็มไปหมด

“ คุณจะทำอย่างไรรู้สึกยังไงแล้วจะยอมรับกับมันได้ไหม และหากย้อนดูอายุประกอบด้วยว่าในขณะนี้คุณมีอายุที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่หลักสี่แล้ว ”

หลาย ๆ คนคงจะทำใจยอมรับกับมันไม่ได้อย่างแน่นอนหรือหากทำใจยอมรับได้ก็คงจะต้องใช้เวลานานพอสมควร ตัวฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งล่ะที่ไม่ค่อยจะยอมรับเรื่องอายุสักเท่าไหร่
หากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

“ ฉันคงจะร้องกรี๊ดลั่นบ้าน ปลุกให้คนทั้งบ้านตื่นแล้วพากันวิ่งมาดูที่ห้องว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันอย่างแน่นอน ”

ลำพัง ณ ทุกวันนี้ฉันมักจะบอกกับตัวเองและคนรอบข้างเสมอว่า

“ หยุดอายุไว้ที่แค่ 18 ปีเท่านั้น แถมกำชับบรรดาพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ไว้อีกต่าง หากมีลูกให้หลานเรียกว่า พี่ก็พอแล้ว อย่าเรียก ป้า น้า อา ฉันรับไม่ได้ 55555 ”

แต่ในที่สุดแล้ว ฉันก็คงต้องยอมรับและทำใจให้ได้ว่า

“ อายุเรา ร่างกายเรา เป็นเพียงแค่สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ”

แม้แต่ผู้ชายชื่อ..เถินเองในช่วงแรกก็ไม่ยอมรับและรับไม่ได้ในเรื่องของอายุว่าตัวเองเข้าสู่หลักสี่ สภาพจิตใจห่อเหี่ยวมาก ลืมแม้กระทั่งวันเกิดแล้วแทบจะไม่มองกระจกและไม่ดูแลใส่ใจตัวเองเลย เมื่อเวลาผ่านไปสักพักคนรอบข้างก็ให้กำลังใจพร้อมกับบอกเขาว่า

“ ตัวเขาดูดีและดูเด็กกว่าตอนอายุ 30 ปี ซะอีก ทำให้เกิดอาการอมยิ้มได้ ”

พอเขาเริ่มยอมรับกับตัวเองได้แล้วก็หันมาใส่ใจดูแลตัวเองด้วยการหันมาออกกำลังกายและดูแลอาหาร ตัวเลขอายุที่มากขึ้นอาหารก็เป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้ต้องใส่ใจดูแลหากเราไม่ดูแลตรงจุดนี้อาจจะทำให้เราเกิดอาการแพ้อะไรได้ง่ายเหมือนกัน อย่างตัวเขาเองกว่าจะรู้ว่าตัวเองแพ้กุ้งและอาหารทะเลก็อายุปาเข้าไปที่วัย 35 ปีแล้ว ...ฮ่าๆๆๆ

ตัวฉันก็มีเคล็ดลับง่ายในการดูแลตัวเองมาเล่าสู่กันฟังเหมือนกัน เคล็ดลับนี้ได้มาจากเพื่อนสมัยเรียนปริญญาตรี ด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้นของฉันทำให้ค่อนข้างแพ้อะไรได้ง่ายมาก ผิวก็จะค่อนข้างแห้งไม่ชุ่มชื้นเหมือนตอนสมัยยังสาว ๆ อยู่ การทานอาหารเลยต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษโดยจะพยายามทานครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อเน้นผักและผลไม้เป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร

แล้วในแต่ละวันฉันก็จะดื่มน้ำเปล่าเป็นน้ำอุ่นต้มสุกให้ได้วันละ 2-3 ลิตร เพราะน้ำเปล่าจะช่วยให้ผิวเราสดใสเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน และยังช่วยล้างพิษในร่างกาย น้ำอุ่นจะช่วยให้ไขมันในร่างกายไม่จับตัว ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเจ้าน้ำเปล่านี่ล่ะยังสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกด้วยน๊า..ขอบอก @_@

ฉันเคยแอบกระซิบบอกเล่าเคล็ดลับนี้ให้กับเขาฟัง ซึ่งเขาเองก็ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูเหมือนกันทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่ก่อนเขาจะชอบดื่มน้ำส้มคั้นสด ๆ มาก ไอ้เจ้าน้ำผลไม้ต่าง ๆ ไม่ได้ให้คุณประโยชน์อะไรมากมายเลยกลับเป็นโทษ เมื่อเราดื่มเข้าไปแล้วร่างกายเราจะได้น้ำตาลแทนไม่ได้กากใยและหากดื่มมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดโรคเบาหวานก็เป็นได้

การดูแลตัวเองของเขาแค่นี้ยังไม่เพียงพอจะทำให้มีความสุขและมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ เขาจะต้องดูแลสภาพของจิตใจควบคู่ไปด้วยพร้อม ๆ กันอย่างที่เคยบอกเล่าว่า

“ สภาพของจิตใจเป็นส่วนสำคัญ จิตใจของเราต้องคิดดี คิดแง่บวกไม่คิดร้ายต่อใคร มองโลกในทางสวยงามแล้วมีหัวใจที่มีความเป็นเด็ก..หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Young at Heart เพราะว่าเด็กจะมองโลกในมุมที่สดใส ไม่คิดอะไรมาก มีแต่ความซุกซน ร่าเริง ตื่นเต้น มีความทะเยอทะยาน ให้ความสนใจตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ”

ทำให้ฉันมีความคิดว่า

“ หากคนเราไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สภาพของจิตใจก็จะมีแต่ความกังวล คิดมาก แล้วอาจจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นความเครียด นอนไม่หลับ และส่งผลให้สภาพร่างกายของเราดูแย่ ไม่สดชื่น ใบหน้าก็จะมีริ้วรอย ดูแก่ไม่น่ามองอีกด้วย ”

คนเราทุกคนเมื่อเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วก็มักจะมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเสมอกันทุกคน แต่การแสดงออกของแต่ละคนจะแสดงออกมาได้ไม่เหมือนกัน อาจจะเนื่องด้วยสถานภาพทางสังคมและวุฒิภาวะที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความเป็นเด็กนั้นจำต้องถูกเก็บงำไว้ในมุมเล็ก ๆ ของจิตใจ และสถานการณ์ความเป็นเด็กของเขาก็สามารถทำให้คนอึ้งไปได้ อาทิเรื่อง การคิดบวกมองโลกในแง่ดีไม่คิดมาก หากเราเจอสถานการณ์ที่ย่ำแย่แบบนี้ จะทำยังไงกันน้อ เมื่อเราผ่านพ้นไปได้และมองย้อนกลับไปก็คงจะได้หัวเราะขำจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลได้แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงแบบนั้นคงจะยิ้มไม่ออกไปสักพักใหญ่ได้เหมือนกัน




เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนสมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเวียนนาจะต้องไปทำโปรเจ็กต์นานาชาติที่ประเทศสโลวาเกีย วันแรกที่ไปถึงเขาก็พยายามผูกมิตรทำการสื่อสารกับเพื่อนที่เป็นรูมเมทชาวรัสเซีย แต่ปรากฏว่าเพื่อนของเขาไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลย ภาษาเยอรมันก็พูดได้นิด ๆ หน่อย ๆ ตัวเขาเองลืมเตรียมยาสีฟันมากะว่าจะขอยืมของเพื่อนใช้ พอเดินเข้ามาที่ห้องน้ำเขาก็เห็นหลอดสีครีมคล้ายกับยาสีฟันวางอยู่เลยขอแอบยืมใช้โดยที่เพื่อนไม่รู้ ใช้มื้อป้าย ๆ เอามาถู ๆ ที่ฟันรสชาติออกฝาด ๆ ขม ๆ ใจก็คิดว่า

“ วันนี้เป็นวันที่เราช่างโชคดีจังเลยเนอะ แต่รสชาติมันแปลก ๆ จังอ่ะ สงสัยยาสีฟันของรัสเซียคงมีสารป้องกันฟันผุล่ะมั้ง ”


แต่หารู้ไม่ครีมหลอดนั้นที่เขานำมาแปรงฟันมันคือ น้ำยาขัดรองเท้า ทำให้ทั้งวันเขาทานอะไรเข้าไปไม่มีรสชาติของความอร่อย เรื่องนี้พอนึกย้อนกลับเขายังฮา ๆ ตัวเองพร้อมกับมีอาการอยากจะอาเจียนอยู่ไม่หายทุกครั้ง

ส่วนเรื่องการทานอาหาร ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับคำชมเชยมากว่ามีทักษะในการทานอาหารแขกจากการไปร่วมทานข้าวกับรัฐมนตรีของการ์ต้า เขาสามารถทานได้คล่องใช้มือทั้งห้านิ้วกวาดข้าวสวยกับแกงอย่างเอร็ดอร่อยออกรสชาติจนคนรอบข้างอยากมาทานร่วมด้วย แต่คนส่วนใหญ่จะรู้ไม่ว่าการที่เขาทานได้คล่องสาเหตุมาจากเวลาอยู่ในกองชอบปั้นข้าวเหนียวจ้ำทานกับส้มตำมือมันทั้งสิบนิ้ว แล้วอาหารก็จะเลอะที่ปากและที่จานทำให้คนในกองต้องคอยหาผ้ากันเปื้อนมาผูกให้ที่คอเหมือนเด็ก ๆ เวลาที่นั่งทานอาหาร

“ ฉันเองตอนดูรายการที่เขาเป็นพิธีกรพาไปชิมอาหาร เห็นแล้วต้องแอบกลืนน้ำลายตาม เขาเป็นคนที่ทานอาหารแล้วทำให้คนอื่นอยากทานด้วยมาก ”

การที่เขาทานง่ายอยู่ง่ายไม่ค่อยห่วงภาพของความเป็นคณบดีเท่าไหร่ เมื่อเวลาว่างจากการพักกองจะหาที่หลบมุมแอบงีบหลับไม่ห่วงว่าเสื้อผ้าจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแค่ไหน ถึงขนาดพอกลับถึงบ้านก็มักจะโดนคุณแหม่มซึ่งเป็นแม่บ้านบ่นอยู่เสมอว่า

“ คุณเถินนี่ ช่างเหมือนกับเด็กอนุบาลเสียจริง ๆ แอบไปแวะเล่นซนที่สนามเด็กเล่น ก่อนกลับมาบ้านหรือเปล่าคะ เสื้อผ้าเปื้อนมากจนแทบจะซักไม่ออกเลยนะเนี๊ยะ ”

หรือแม้แต่ตอนที่เขาไปทำงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อเครื่องบินรันเวย์แตะพื้นถึงท่าอากาศเชียงใหม่ปุ๊บก็ตรงเข้าไปที่มหาวิทยาลัยเลยโดยเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นแนวแบบสบาย ๆ กางเกงยีนส์เสื้อเชิ้ตดูเรียบง่าย พอนักศึกษาเข้าห้องเรียนเขาต้องทำหน้าที่เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เมื่อกล่าวเสร็จพักทานอาหารว่าง เด็กมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เดินตรงเข้ามาถามว่า

“ อาจารย์เถินคะ อาจารย์เป็นคณบดี จริง ๆ เหรอ ”

“ คับผม ”

“ นู๋นึกว่าอาจารย์เป็นดาราซะอีก 555 ”

“ ^__^ ”

แล้วตกเย็นก็นัดกับลูกศิษย์สามารถตะลุยเที่ยวจนเกือบเช้าได้อีก ระหว่างนั้นสาว ๆ ก็เข้ามาทักทายว่า

“ มาเที่ยวเชียงใหม่เหรอคะ ”

ลูกศิษย์ก็ตอบว่า

“ มาทำสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คับ ”

“ แล้วเพื่อนเรียนอยู่เหรอคะ ”

“ คนไหนคับผม ”

สาว ๆ ก็ชี้มาทางเขา ด้วยลักษณะนิสัยขี้เล่นชอบแกล้งคนเขาก็เลยตอบกลับ

“ คับผมเรียนอยู่ ”

เลยทำให้ถูกแซวต่ออีก

“ หน้าแก่แบบนี้น่าจะเรียนปริญญาโทมากกว่าล่ะมั้ง ”

“ -_-; ” คำตอบจากสาว ๆ ทำเขาอึ้งและหน้าแตก

และถึงแม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่หลักสี่แล้ว แต่หัวใจของเขายังเป็นหนุ่มประสบการณ์หล่อหลอมตัวเขา ทำให้มีความสดชื่นรื่นเริง มีพลังชีวิตที่มักจะหาสิ่งท้าทายมาทำอยู่เรื่อย ๆ มีจินตนาการมุมมองความคิดที่สร้างสรรค์ คิดทำอะไรรวดเร็ว แม้บางครั้งร่างกายอาจจะรับไม่ไหว เพราะถ้าเทียบกับคนที่อายุเท่ากันในวัยนี้คนส่วนใหญ่มักจะทำงานเก็บเงินให้เวลากับครอบครัวพาลูกไปเที่ยว เข้าวัดฟังธรรมหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ส่วนเขากลับทำโน้นทำนี่อย่างไม่ยอมหยุดและไม่ยอมเหนื่อย

คนเราหากสภาพภายในร่างกายมีจิตใจที่ดีก็ย่อมจะส่งผลออกมาทางภายนอกร่างกายทำให้เห็นถึงใบหน้าที่อ่อนเยาว์แลดูอายุน้อยกว่าความเป็นจริง ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และจะเห็นถึงความรื่นเริงอยู่เสมอ หากรักษาหัวใจของเราให้ดีไม่ให้เฉาเหมือนใบไม้ที่มีสีน้ำตาลแดงรอเวลาร่วงหล่นลงมาจากต้นแล้ว พยายามทำตัวเองให้เป็นใบไม้สีเขียวมีแต่ความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เราก็จะคงไว้ซึ่งความเป็นเด็ก..Young at Heart อยู่ในตัวของเราได้ตราบนานเท่านานเช่นกัน

ก้าวย่างที่ 6 สายใยแห่งมิตรภาพ  

เขียนโดย อรุณทอแสง

การที่ฉันได้คลอดผลงาน “ ผู้ชายธรรมดาที่..ไม่ธรรมดา ” ออกมานั้น ผลตอบรับที่ฉันได้จากผู้ชายชื่อ..เถินก็คือ คำว่ามิตรภาพ แล้วยังเป็นจุดกำเนิดของสายใยแห่งมิตรภาพอีกเส้นหนึ่งชื่อว่า “ แก๊งค์ 4 เฮง ” มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายทำให้สายใยเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ เส้นนี้ก่อเกิดเป็นความผูกพันถักทอพวกเราเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจอย่างมากสำหรับฉันถึงแม้จะมีเงินทองมากมายเพียงใดก็ไม่อาจจะหาซื้อได้

ในชีวิตเคยมีสักครั้งหนึ่งไหมที่คุณเกิดคำถามขึ้นในใจว่า

“ การที่คน ๆ หนึ่งเกิดมารู้จักกันแล้วได้รับมิตรภาพและความรู้สึกที่ดีจากใครสักคนนั้นมันเป็นเรื่องง่ายหรือเรื่องยาก ”


ฉันเคยอ่านเจอในเรื่องเล่าผ่านทางอินเตอร์เน็ตและมีคำพูดหนึ่งกล่าวไว้

“ การที่คนเราได้มาเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อแม่ , พี่น้อง , ญาติ , เพื่อน , ศัตรู และคนรัก ไม่ใช่ของเลื่อนลอย เมื่อมีวาสนาถึงเวลาที่เหมาะสมก็มาเจอกันโดยไม่ต้องเรียกร้อง เมื่อสิ้นวาสนาต่อกันทำให้ต้องจากกันเราจะรั้งอย่างไรก็ไม่อยู่ ”


และนั่นทำให้ฉันมีความรู้สึกว่า

“ การที่คนเราได้มาพบเจอแล้วคบหาเป็นเพื่อนกันนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่เราจะทำอย่างไรที่จะรักษามิตรภาพความเป็นเพื่อนให้คงอยู่ยั่งยืนตลอดไปนั่นต่างหากเป็นเรื่องที่ยากกว่า หากว่าการคบหากันนั้นไม่มีความจริงใจให้แก่กันก็คงจะทำให้เราคบกันไม่รอด ”


อย่างเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนสมัยเรียนหนังสือการคบหาใครสักคนเป็นเพื่อนสนิทกันก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียน หรือติดต่อกันทางจดหมายและโทรศัพท์บ้าน พอมาถึงทุกวันนี้โลกใบน้อย ๆ ของเราก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้พัฒนาไปอย่างล้ำสมัยเข้าสู่ยุคของการสื่อสาร อินเตอร์เน็ต , Wi-Fi , GPRS เข้ามาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นจากโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลก็กลายเป็นโลกใบจิ๋ว ทำให้การมีเพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องเรียนเหมือนแต่ก่อนแล้ว เราสามารถรู้จักและมีเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นได้จากโลกอินเตอร์เน็ต

“ แล้วคุณล่ะรู้จักเพื่อนสนิทของคุณด้วยวิธีใดบ้าง ”

โลกใบจิ๋วในยุคของการสื่อสาร มีช่องทางหลายช่องในการติดต่อและทำความรู้จักกัน วิธีที่ได้รับความนิยมฮอทฮิตติดลมบนอันดับหนึ่งเลย ได้แก่ โลกของการสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์นั้นเอง ความสัมพันธ์นี้ใช่ว่าทุกคนจะเจอเพื่อนแท้กันได้ง่าย ๆ การพัฒนาความสัมพันธ์จากคนรู้จักคนหนึ่งค่อย ๆ กลายมาเป็นเพื่อนสนิทก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เช่นกัน ซึ่งฉันขอเรียกมิตรภาพแบบนี้ว่า มิตรภาพเสมือนจริง อย่างที่ความสัมพันธ์ของฉันกับเขาก็ก่อเกิดจากมิตรภาพเสมือนจริง เริ่มต้นจากการเขียนอีเมล์คุยกันทางฮอทเมล์ ต่อมาเป็นไฮไฟว์และทางเอ็มเอสเอ็น จนเกิดเป็นมิตรภาพของความเป็นจริง มีการเปิดเผยคุยกันในเรื่องส่วนตัวมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่เคยพบเจอตัวจริงกันก็ตามที

แล้วเมื่อเริ่มเกิดเป็นมิตรภาพของความเป็นจริง ความสนิทสนมก็มีเพิ่มมากขึ้นทำให้ค้นพบตัวตนบางอย่างของเขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย


อย่างเรื่องของความไฮเปอร์ในการทำงานของเขา เขาจะมีความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง ทำงานรวดเร็วคล่องแคล่วว่องไว บางครั้งก็ทำให้ฉันเกิดอาการมึนงงและขำ ๆ เสมอ ส่วนเรื่องของฉันกับพวกน้อง ๆ ในแก๊งค์ 4 เฮงก็เหมือนกัน เขาเคยบอกว่า

“ เรื่องน้อง ๆ นี่พี่เถินรู้สึกเหมือนหนังเรื่องชาลีแองเจิลเลยอะ เพียงแต่มีนางเอกหลายคนมาก น่าเอาไปทำหนังน้อ แบบเป็นเรื่องของสาว ๆ ต่างใจ ต่างวัย แต่รวมตัวกันได้พี่ก็จะอยู่เบื้องหลัง คอยคุยด้วย แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นตัวจริง ”

" ท่านพี่จ๋า..คิดได้ไงคะเนี๊ยะ ข้าน้อยขอคารวะ O__O "

" ความคิดของเขาเจ๋งมาก โดนใจฉันสุด ๆ เป็นนางเอก..ว๊าว OoO ส่วนจะให้ยอมรับเป็นสาวต่างวัยคงยอมไม่ได้ ต้องขอแก้ต่างว่าเป็นสาว ๆ วัยเดียวกันถึงจะถูกเรื่องอื่น ๆ รับได้หมดน๊า แต่กับเรื่องอายุไม่ขอยอมค่ะ แล้วเมื่อเอ่ยถึงเรื่องอายุทีไรน้องกลาง..เจ้าหนุงหนิงมักจะมีอาการกรี๊ดกร๊าดลมจะใส่ทุกครั้งไม่ใช่เพราะความดีใจเป็นความเสียใจมาก ๆ ที่ในช่วงแรก ๆ ของการคุยกันเขาเดาอายุเจ้าน้องกลางผิด คิดว่าอายุ 24 ปีซึ่งแก่กว่าอายุจริง 1 ปี 555 ^_* "

" ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ค่อยจะยอมน้อยหน้าเรื่องของอายุเหมือนกัน คิดว่าเป็นวัยเดียวกับพวกฉันซะแล้ว ^O^ "

ความคิดของเขาในเรื่องนี้เจ้าหนูอ้อนก็เอาไปเพ้อฝันคิดพล็อตเรื่องต่อยอดได้อีก

“ เจ้ ๆ แก๊งค์เรามีใครเขียนนิยายได้บ้างหรือเปล่า ”


“ ไมเหรอ..หนูมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ” ฉันถามด้วยความงุนงงเต็มที่ +_+

“ อ๋อ ๆ หนูคิดพล็อตเรื่องจากข้อความที่พี่เถินเขียนมาได้ค่ะ เลยอยากหาคนมาเขียนพล็อตเรื่องที่หนูคิดออกมาเป็นนิยายอ่ะ ”

“ เอ่อ..หวังว่าคงไม่ใช่เจ้นะเจ้าหนูอ้อน ลำพังแค่เขียนเรื่องให้พี่เถินไม่เสร็จเลย =_= ”

“ โห..เจ้รีบปฏิเสธเลยนะ แล้วมีใครพอที่จะเขียนได้ไหม ”

“ 555…ไอ้มีก้อมีอยู่น้า เจ๊ใหญ่..พี่ดาว กะน้องกลาง อ้าวทำไมตัวหนูไม่เขียนเองอ่ะ ”

“ เจ้ หนูคิดได้แต่พล็อตเรื่องให้เขียนเองคงจะไม่ไหว ลำพังแค่เขียนเมล์คุยกันก็จะแย่อยู่แล้ว หนูเป็นคนเขียนแบบวน ๆ หาทางออกไม่ได้ คนมาอ่านงานที่หนูเขียนก็คงจะงง ๆ ไม่เข้าใจเรื่องที่หนูจะสื่อออกมาหรอกนะ ”

“ อืมมมมม..แล้วเจ้จะบอกให้แล้วกันแต่ไม่รู้นะว่าจะมีใครร่วมมือกับหนูด้วยหรือเปล่านะ ”

“ โอเชเลยเจ้ ”

เมื่อเรานำพล็อตเรื่องนี้ไปคุยกันในแก๊งค์แล้ว น้องกลางเป็นคนรับปากเจ้าหนูอ้อนว่าจะลงมือเขียนให้ โดยพล็อตเรื่องที่เจ้าหนูอ้อนคิดไว้มีเรื่องราวอยู่ว่า

พี่เถิน พระเอกและนายใหญ่ที่คอยสั่งการทางโทรศัพท์ ควบคุมปฏิบัติการต่าง ๆ ทั้งหมดผ่านคอมพิวเตอร์ อยู่เบื้องหลังไม่มีใครเคยพบเห็นตัวจริง รู้จักตัวตนของลูกน้องทุกคนแอบแวบมาดูบ่อย ๆ แต่ไม่มีใครรู้จัก

เจ๊ใหญ่ จะรับบทเป็นกุนซือใหญ่ คอยรับคำสั่งมาจากนายใหญ่อีกที คอยวางแผนงาน กำกับดูแลพวกฉันทั้งหมดทุก ๆ เรื่อง ในเรื่องจะเป็นหญิงสาวสวย ลุย ๆ มาดนิ่งมีความจริงจังในการทำงานแต่เรื่องของหัวใจมีบาดแผลเจ็บลึกมากเนื่องจากแฟนโดนตัวร้ายฆ่าตายทั้ง ๆ ที่กำลังจะแต่งงานกันทำให้เข็ดขยาดในเรื่องของความรัก ไม่มีแฟนและใช้ชีวิตอยู่คนเดียว

เจ๊รอง..รึก็คือฉันเองค๊า คอยดูแลระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทคทุกชนิด แล้วประสานงานให้น้อง ๆ ในแก๊งค์ ออกปฏิบัติการลับได้อย่างราบรื่น


น้องกลาง คนสืบราชการลับ เรียบร้อยมีเสน่ห์แพรวพราว วางแผนแยบยลและใช้เสน่ห์ที่มีอยู่ในตัวให้เกิดประโยชน์ในการเข้าไปล้วงข้อมูลของคนร้าย

น้องเล็ก..เจ้าหนูอีฟ หน่วยปฏิบัติการบู๊ล้างผลาญ เวลาทำงานออกไปต่อสู้กับคนร้ายจะมีความจริงจังแต่นอกเวลาจะออกแนวแก่น ๆ ซน ๆ กล้าพูดกล้าทำ ทั้งยังกล้าได้กล้าเสียทำให้พวกพี่ ๆ ต้องคอยเป็นห่วงและตามดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ


เจ้าหนูอ้อน หน่วยปฏิบัติการบู๊ล้างผลาญ ค่อนข้างใจร้อนทั้งในเวลาและนอกเวลาทำงานทำให้เกิดความผิดพลาดในการต่อสู้อยู่บ่อยครั้ง แต่มีจิตใจที่มุ่งมั่นเข้มแข็งอดทนต่ออุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

เจ้าหนูเกตุ หน่วยปฏิบัติการบู๊ล้างผลาญ ออกแนวซื่อ ๆ ร่าเริง เรียบร้อยแบบโก๊ะ ๆ ชีวิตมีแต่ความรื่นรมย์ไม่เครียดทำให้เวลาทำงานในการออกไปต่อสู้กับตัวร้ายมีแต่ความสนุกสนาน

และที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ ตัวร้ายจะเป็นแก๊งค์กระบวนการข้ามชาติ มีลูกสมุนไม่ต่ำกว่าร้อยคน


คนอ่านหลายคนคงอยากจะรู้กันแล้วสิน้อว่าเรื่องราวมันจะเป็นอย่างไร เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่ว่า ฉันและน้อง ๆ ในก๊วนหนอนไหม ได้ไปแสดงความ..(ฝีปาก) กล้าอย่างไม่กลัวอันตรายถกเถียงกันในประเด็นของเรื่องว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “ ขบวนการแก๊งค์ดาวลูกเป็ด ” ซึ่งจะมีสัญลักษณ์เป็นดาวลูกเป็ดตัวน้อยทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้ากลางร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ส่งผลให้เจ๊ใหญ่เจ้าของร้านผู้ที่มีเบื้องหลังเป็นหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับเห็นแววของพวกเธอเหล่านั้นจึงให้ความสนใจ ประกอบกับเป็นช่วงที่กำลังมองหาผู้กล้ามาเข้าร่วมเป็นทีมงานเลยเปิดโอกาสให้ก๊วนหนอนไหม ได้ทดลองเข้ามาเป็นนักสืบมือสมัครเล่น โดยออกมาภาคสนามสืบเรื่องอย่างจริง ๆ จังเป็นภารกิจแรกในภารกิจที่เจ๊ใหญ่ได้รับมอบหมายมา หีบเพลงเป็นสมบัติอันล้ำค่าประจำตระกูล กุ๊กกุ๊กกรู่ มีตำนานมาหลายชั่วอายุคนแล้วพวกเธอเหล่านั้นมีหน้าที่เข้าไปสืบเสาะและขัดขวางแผนการอันชั่วร้ายของแก๊งค์ดาวลูกเป็ด งานนี้ไม่อู๊ด ๆ ..หมู ๆ อย่างที่คิดสำหรับสาว ๆ บอบบางอ่อนไหวทั้ง 5 คน เมื่อสิ่งที่พวกเธอต้องเผชิญดูจะมีอันตรายเกินตัวแล้วยังจะความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องบอสใหญ่ ผู้ทำตัวแสนลึกลับของพวกเธอซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคชิ้นโต ความพยายามของสาว ๆ ตั้งใจจะสืบเรื่องนี้มากกว่าเรื่องของแก๊งค์ดาวลูกเป็ดซะอีก ภารกิจของพวกเธอจะทำสำเร็จหรือไม่? ต้องรอลุ้นและเอาใจช่วยกันนะคะ


นอกจากความไฮเปอร์แล้วใครจะเชื่อบ้างว่า เขาก็มีมุมโก๊ะ ๆ และความจำสั้น อยู่ด้วยเหมือนกัน ซึ่งนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะค่อนข้างคล้ายกับฉันมาก และในมุมนี้หลายคนอาจจะเถียงกับฉันก็ได้


“ ไม่จริง..เป็นไปไม่ได้หรอก เขาดูกระฉับกระเฉงในการทำงานซะขนาดนั้น จะโก๊ะ ๆ หรือขี้ลืมได้ไงกัน ”

“ ขอบอกเลยว่าจริงค่ะ ทุกวันนี้หากลองแกล้ง ๆ ถามดูว่าฉันกับเขารู้จักกันทางไหน คุณเชื่อไหมว่า เขาต้องตอบกลับมาแบบมั่นใจว่าเป็นทางไฮไฟว์ ถ้าไม่เชื่อก็ลองถามดูสิคะ ”


แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันพบ ก็คือ หากเขามีความประทับใจ , ความพอใจอะไรก็ตามในทุก ๆ สิ่งเขาจะไม่บอกกล่าวหรือถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นรับรู้หรอก แต่จะเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้เงียบ ๆ อยู่ในใจคนเดียวแล้วจะใช้เวลาทั้งหมดเป็นเครื่องพิสูจน์ อย่างเช่น การคบเพื่อนหรือการจะให้ความเป็นมิตรกับใครสักคน เขาจะใช้เวลานานพอสมควรว่าคนเหล่านั้นที่จะก้าวเข้ามาเป็นเพื่อนกับเขา มีความจริงใจ ความสม่ำเสมอให้เขากับแค่ไหน หากพวกเขาไม่มีสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเขาก็จะคบเพียงผิวเผินหรืออาจจะไม่สนใจคบหาหรือสุงสิงด้วย ทำให้ฉันคิดได้ว่าประโยคคำพูดนี้น่าจะเหมาะกับตัวเขาที่สุด

“ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ”


เรื่องนี้ฉันก็เคยเจอมากับตัวเองแล้วเหมือนกัน วันหนึ่งฉันคุยกับเขาทางไฮไฟว์ ในวันนั้นทำหลายอย่างพร้อม ๆ กันรวมทั้งการคุยกับเขาด้วย ทำให้ฉันพิมพ์ข้อความคุยกับเขาแบบมึน ๆ และอาการนี้เองทำให้ข้อความสุดท้ายเกิดการผิดพลาดขึ้น

“ ตอนนี้หนูก็มึนมั่ก ๆ ค่ะ นั่งตอบเมล์เพื่อน ตอบข้อความพี่เถิน คุยกะพี่สาวด้วย งงไปหมดแล้ว (หุหุหุ) พี่สาวเค้าบอกว่า Ad. น่ารักนะคะแต่ว่าหนูยังไม่เห็นค่ะ จริง ๆ พี่เค้าบอกมากกว่านั้นอีกค่ะว่านอกจากพี่เถิน ดูเป็นคนอบอุ่น น่ารัก ใจดี อ่อนโยน ในบางมุมบางครั้ง ตัวจริงก็ออกจะเป็นคนที่ดูดุ ๆ เงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด ด้วยซ้ำ ...แต่ในงานพี่ต้องแสดงออกมา ว่าเป็นคนค่อนข้างสนุก พูดเก่ง ไม่รู้จริงมั้ยนะคะ (อันนี้พี่สาวหนูบอกมานะคะ) สรุปว่าก็น่ารักดีค่ะ ^^ เหอๆๆๆๆ ”


“ เอ..สงสัยว่าเขาโกรธแน่ ๆ ไม่ตอบกลับ หายไปเลย ”

“ หรือจะไม่พอใจในสิ่งที่เราพิมพ์ไปหรือเปล่าน้า ”

เขาถึงไม่ตอบกลับมา เล่นเอาฉันรู้สึกไม่ดีและไม่สบายใจมากไปหลายวัน แต่ตอนหลังเขาเพิ่งมาบอกให้ฉันฟังว่าเขาพอใจ เพียงแต่ตอนนั้นกำลังยุ่ง ๆ อยู่ก็เลยไม่ได้ตอบกลับข้อความของฉันมา ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นที่เขาไม่ได้โกรธฉัน


ยังมีอีกหลายอย่างที่ฉันได้เรียนรู้จากเขา แม้บางข้อความที่เราคุยกันแบบผิวเผินมองดูแล้วเป็นเรื่องสนุกขบขัน สบาย ๆ แต่หากอ่านแล้วพิจารณ์ตามไปด้วยจะรู้ว่ามีสาระมากมายที่นำเอามาปรับใช้ในชีวิตส่วนตัวได้ และยังค้นพบได้อีกว่า

ความมีน้ำใสใจจริง ก่อให้เกิดเป็นมิตรภาพได้ และหากคนเรามีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีน้ำใสใจจริงให้แก่กัน เราก็จะสามารถมีมิตรภาพที่ดีได้เหมือนกัน

ข้อความของเรื่องในตอนนี้ทำให้ฉันนึกถึงเพลง ๆ หนึ่งเคยได้ยินครั้งแรกตอนเรียนปริญญาโทที่งานปัจฉิมนิเทศน์ต้อนรับรุ่นน้องรุ่น 2 ของพวกฉัน ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะมากให้ความรู้สึกและใช้แทนความหมายของคำว่า สายใยแห่งมิตรภาพได้เป็นอย่างดี


อยากจะมีคำพูดสักคำที่แทนความจริงจากใจที่มี อยากจะสื่อความหมายดี ๆ ที่พอจะทำให้เธอได้เข้าใจ คำบางคำที่ดีสักคำหนึ่ง คำบางคำที่จะซึ้งกินใจที่จะพอจะใช้แทนใจจากฉัน แต่จะมีคำพูดคำใดที่แทนความจริงจากใจให้กัน ต่อให้คำเป็นร้อยเป็นพันก็คงบรรยายไม่พอได้เหมือนใจ ความเป็นจริงที่เห็นที่เป็นอยู่คงจะดีกว่าคำพูดใด ๆ และไม่มีสิ่งไหนมากมายกว่านั้น แทนสัญญาแทนสายใยในหัวใจที่นิรันดร์ ก็คือความจริงใจที่คงมั่นที่ตัวฉันนั้นมีให้เธอ มีหัวใจและสายตาแทนสัญญาว่ารักเธอและจะมีเพียงพอมาให้เธอผู้เดียว ***

*** เพลงแทนคำนั้น ศิลปิน อัสนี-วสันต์ โชติกุล