ก้าวย่างสุดท้าย แด่..คำขอบคุณ  

เขียนโดย อรุณทอแสง

นาฬิกายังคงส่งเสียงติ๊กต่อก ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะเวลาเดินไปอย่างไม่มีวันหยุด ทำให้การก้าวเดินแต่ละก้าวได้เดินมาจนถึงก้าวย่างสุดท้ายนี้ อาจจะมีคนอ่านอีกหลาย ๆ คนที่ยังอยู่ในอารมณ์เอ๋อ ๆ เล็กน้อย เมื่อได้มาอ่านร้อยเรียงเรื่องราวของผู้ชายชื่อ..เถิน หลายคนอาจจะรู้จักหรือไม่รู้จัก อาจจะเคยหรือไม่เคยได้ยินว่าในเมืองไทยมีอำเภอชื่อเถินอยู่ด้วยเหรอ แล้วเจ้าอำเภอเถินนี่อยู่ในจังหวัดอะไร มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง งั้นฉันจะขอเล่าให้ฟังตามข้อมูลที่หามาได้เป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยล่ะกันนะจ๊ะ

“ ส้มเกลี้ยงฉ่ำ น้ำตกงาม โป่งข่ามขลัง วังหินอ่อน ”

ฉันอยากให้คุณผู้อ่านลองเดาดูกันเล่น ๆ นะคะว่าประโยคที่เห็นเป็นคำขวัญประจำจังหวัดหรืออำเภออะไร เดากันถูกหรือเปล่าเอ่ย คนที่เดากันถูกฉันขอตบมือให้ 1 ครั้งเก่งมาก ๆ ค่ะ สำหรับคนที่ยังเดากันไม่ถูกฉันขอเฉลยให้ฟังล่ะกันนะว่า ประโยคที่เห็นข้างต้นเป็นคำขวัญประจำอำเภอเถิน..ของจังหวัดลำปางซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย

อำเภอเถินเป็นอำเภอเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในจังหวัดลำปาง ซึ่งจังหวัดนี้จะมีอำเภออยู่ทั้งหมด 13 อำเภอ คือ อำเภอเมือง แม่เมาะ เกาะคา เสริมงาม งาว แจ้ห่ม วังเหนือ แม่พริก แม่ทะ สบปราบ ห้างฉัตร เมืองปานและเถิน

ปัจจุบันมีประชากรอยู่อาศัยทั้งหมด 62,025 คน (จากข้อมูลในปีพ.ศ. 2550) มีพื้นที่ทั้งหมด 1,634.8 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองลำปางมีระยะห่างจากตัวเมืองประมาณ 90 กิโลเมตรหากวิ่งมาตามถนนพหลโยธินสายลำปาง – ตาก มีพื้นที่มากเป็นอันดับที่ 2 ของจังหวัดต่อจากอำเภองาวและมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอต่าง ๆ โดย ทิศเหนือติดต่อกับอำเภอเสริมงาม อำเภอสบปราบ และอำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอทุ่งเสลี่ยมและอำเภอบ้านด่านลานหอยจังหวัดสุโขทัย อำเภอบ้านตากและอำเภอสามเงาในจังหวัดตาก ทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอศรีสัชนาลัยและอำเภอทุ่งเสลี่ยมจังหวัดสุโขทัย และทิศตะวันตกติดต่อกับอำเภอแม่พริก อำเภอลี้ อำเภอทุ่งหัวช้างจังหวัดลำพูน

ในส่วนของการปกครอง อำเภอเถินจะมีการปกครองแบบส่วนภูมิภาคโดยการแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 8 ตำบล 88 หมู่บ้าน ซึ่งได้แก่ ตำบลล้อมแรดมี 14 หมู่บ้าน ตำบลแม่วะมี 7 หมู่บ้าน ตำบลแม่ปะมี 9 หมู่บ้าน ตำบลแม่มอกมี 9 หมู่บ้าน ตำบลเวียงหมอกมี 11 หมู่บ้าน ตำบลนาโป่งมี 12 หมู่บ้าน ตำบลแม่ถอด มี 12 หมู่บ้าน และตำบลเถินบุรีมี 14 หมู่บ้าน

และนอกจากนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็นการปกครองท้องถิ่นซึ่งจะประกอบด้วยองค์กรปกครอง 8 แห่ง คือ เทศบาลตำบลล้อมแรด เทศบาลตำบลเวียงมอก องค์การบริหารส่วนตำบลแม่วะ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ปะ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่มอก องค์การบริหารส่วนตำบลนาโป่ง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ถอด และองค์กรสุดท้าย องค์การบริหารส่วนตำบลเถินบุรี

ส่วนต้นกำเนิดของอำเภอเถินนั้นเริ่มต้นขึ้นจากการ เป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรล้านนาก่อนจะถึงเมืองลำปาง ยามศึกสงครามกองทัพกรุงศรีอยุธยาและกองทัพพม่าจะใช้เป็นเส้นทางผ่านในการเดินทัพ และเนื่องด้วยมีกำลังพลน้อยไม่เพียงพอที่จะต่อสู้จึงต้องยอมให้กองทัพทั้งสองใช้เป็นเส้นทางผ่าน ชาวบ้านเห็นว่าตัวเองมักจะได้รับความเดือดร้อนจากศึกสงครามเสมอจึงได้ทิ้งเมืองไว้ให้กลายเป็นเมืองร้างและหนีเข้าไปอยู่ในป่า

จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงให้แก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมไพร่ฟ้าเพื่อกอบกู้เอกราชได้สำเร็จ และขับไล่ทหารพม่าจนพ้นจากกรุงแล้วพระองค์มีพระราชดำริจะยกทัพมาขับไล่พม่าที่ครองเมืองเชียงใหม่อยู่ ระหว่างทางเจ้านายล้านนาไทยมีพระเจ้ากาวิละเป็นปฐมทรงทราบข่าวได้รวบรวมกำลังเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ระหว่างการหยุดพักเดินทัพเพื่อระดมพลที่เมืองเถิน หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ทยอยตีเมืองขึ้นที่พม่าปกครองอยู่ตั้งแต่ลำปาง ลำพูน จนกระทั่งถึงนครเชียงใหม่ พระองค์ได้ตีทัพพม่าจนได้รับชัยชนะ พม่าถอนกำลังถอยทัพออกไปจากแผ่นดินล้านนา

ต่อมาเมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้โปรดเกล้าสถาปนาพระเจ้ากาวิละขึ้นเป็นพระเจ้าเชียงใหม่พระองค์แรก และได้ทยอยนำผู้คนที่หลบหนีภัยสงครามรวมทั้งข้าต่างเมืองเข้ามาอยู่ในเมืองเถิน ทำให้มีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่งของล้านนาและลำปางจนถึงปัจจุบัน ณ ปัจจุบันนี้อำเภอเถินมีพื้นที่อยู่ติดกับจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดตาก

หากว่าผู้อ่านได้มีโอกาสผ่านไปเที่ยวจังหวัดลำปางก็ลองแวะเข้าไปเที่ยวที่อำเภอเถินดูนะคะ เพราะว่าที่อำเภอเถินมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลากหลายแห่ง คือ

แก้วโป่งข่ามยักษ์ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านนาบ้านไร่ ตำบลแม่ถอด เป็นของดีที่อยู่คู่กับคนเมืองเถินมาช้านาน

แก้วโป่งข่ามจะมีลักษณะเป็นหินแก้วตระกูลแร่ควอทซ์ผุดขึ้นมาจากช่องดินจะมีเฉพาะที่อำเภอเถินเท่านั้น แล้วมีความเชื่อกันว่าหากใครได้ครอบครองจะมีความสุขความเจริญ มีโชคลาภ ป้องกันให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่าง ๆ ถือเป็นอัญมณีดังที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้สวยงามทั้งจี้สร้อย แหวน ต่างหู

วัดถ้ำสุขเกษมสวรรค์ ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ตำแบลแม่ถอด เป็นวัดที่มีประวัติเก่าแก่มายาวนานและมีพื้นรายล้อมด้วยป่า ต้นไม้ใหญ่และภูเขาจำนวน 120 ไร่โดยวัดนี้จะซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มไม้เชิงเขามีความสงบร่มรื่นเหมาะสำหรับผู้ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนและปฏิบัติธรรม ปากทางเข้าด้านหน้าของวัดจะมีรูปปนพระพุทธเจ้าและพญานาค มีพระประธานประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถที่สร้างจากไม้สักทองทั้งหลัง ภายในบริเวณวัดมีองค์เจ้าแม่กวนอิมให้สักการะบูชา บริเวณปากทางเข้าถ้ำจะมีพระนอนและภายในบริเวณถ้ำจะมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ มีแนวทางเดินให้ขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาท เมื่อมองจากด้านบนลงมาจะเห็นโบสถ์ไม้สักทองที่มีความสวยงามและมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่หลายองค์อยู่บนหน้าผาสูง

วัดนาบ้านไร่ ตั้งอยู่ตำบลแม่ถอด เป็นวัดเล็ก ๆ ที่ดูสงบสวยงามอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ภายในพระวิหารของวัดมีพระแก้วโป่งข่ามที่ทำจากก้อนโป่งข่าม และตรงผนังเหนือหน้าต่างวิหารมีลวดลายจิตรกรรมฝาผนังที่ผู้เขียนจงใจจะบอกเล่าเรื่องราวให้ได้รู้ถึงวิถีการใช้ชีวิตของชาวบ้านแถบนี้
วัดเวียง เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในอำเภอเถินมีอายุมากว่า 1,000 ปี ภายในพระวิหารจะมีศิลปะแบบล้านนาไทยและมีพระเพชรประดิษฐานอยู่ บริเวณรอบ ๆ วัดจะมีประตูโขงซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมของชาวพม่าประตูนี้ในสมัยก่อนชาวบ้านทั่วไปไม่มีสิทธิ์เดินผ่านเข้าออกเพราะเป็นทางเดินของเชื้อพระวงศ์เท่านั้น มีพระเจดีย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากในอดีตเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่าบนยอดของพระเจดีย์นี้จะมีลูกแก้วซึ่งจริงแล้ว คือ กระดูกของพระพุทธเจ้าและในบางครั้งจะมีผู้คนพบเห็นลำแสงประหลาดลอยออกมาจากยอดเจดีย์ด้วย และบริเวณหน้าวัดมีต้นศรีมหาโพธิ์ที่มีความสูงและยาวมาก

วัดบ้านอุมลอง ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลล้อมแรด เป็นวัดที่มีอายุประมาณ 800-900 ปีมาแล้วมีพระพุทธรูปโบราณที่มีความเก่าแก่โดยมีอายุมากว่า 500 ปี มีหอเก็บวัตถุโบราณ ภายในจะเป็นที่เก็บวัตถุโบราณมากมายหลายชนิดอาทิเช่น ภาพวาดของพระพุทธเจ้า บาตรเก่า มีด ปืน และยังมีพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งที่มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องลูกแก้วที่ลอยออกมาจากยอดพระเจดีย์ซึ่งกล่าวกันว่า เจดีย์นี้มีทั้งหมด 3 องค์ คือ เจดีย์พระธาตุวัดเวียง พระธาตุวัดอุมลอง พระธาตุวัดดอยป่าตาล ซึ่งมีคำกล่าวไว้ว่าเจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้ เป็นพี่น้องกัน
อ่างเก็บน้ำแม่มอก ตั้งอยู่ตำบลเวียงมอก เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ทำจากทำนบดิน สามารถเก็บกักน้ำได้ 96 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ใช้สอยประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค 2 จังหวัด คือ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย และพื้นที่ท้ายอ่าง 3 หมู่บ้าน ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง อ่างเก็บน้ำนี้อยู่บริเวณหุบเขาบรรยากาศโดยรอบเป็นธรรมชาติมีความสวยงามและมีบ้านพักเปิดไว้ให้บริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แล้วบริเวณสันเขื่อนมีถนนให้รถยนต์วิ่งผ่านได้

สวนหิน ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนเถินวิทยา เป็นสวนที่จัดทำขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากทางจังหวัดลำปาง ธรณีวิทยาและนักเรียนของโรงเรียนทุกคน

สวนสาธารณะเมืองเถิน เป็นแหล่งรวมกิจกรรมของคนเมืองเถินในตอนเย็นหลังจากเลิกงานแล้วในทุก ๆ เย็น มีทั้งเต้นแอโรบิค โยคะ เล่นกระบอง


บริษัทแม่วังหินอ่อน จำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตหินอ่อนขึ้นมาออกจำหน่ายเนื่องจากหินอ่อนเป็นของดีทางธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่พบมากทางตอนบนของอำเภอเพราะทิวเขาบริเวณนั้นเป็นภูเขาสูง เขาทั้งลูกจึงเป็นหินอ่อนทั้งหมด

อุทยานแห่งชาติแม่วะ ครอบคลุมอยู่ในบริเวณพื้นที่ตำบลแม่วะ ตำบลเถินบุรี ตำบลล้อมแรด ตำบลแม่ปะ ตำบลแม่มอก ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง และตำบลวังจันทร์ อำเภอสามเงา ตำบลแม่สลิด อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก บริเวณโดยรอบประกอบด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสัตว์ป่าหลายชนิด มีทิวทัศน์ที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 589 ตารางกิโลเมตร หรือ 368,125 ไร่ มีสถานที่ท่องเที่ยวภายในอุทยานดังนี้ น้ำตกแม่วะ อยู่ในเขตพื้นที่บ้านน้ำดิบ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่วะ บรรยากาศโดยรอบของน้ำตกประกอบด้วยภูเขาสูงชันมีดอยแปลหลวงเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกนี้และจะไหลลงสู่แม่น้ำวัง มีน้ำตกตามชั้นต่าง ๆ ทั้งหมด 9 ชั้นแต่ละชั้นมีความงามแบบต่าง ๆ กันมีทางเดินขึ้นน้ำตกถึงแค่ชั้นที่ 8 น้ำตกชั้นที่ 9 มีชื่อเรียกว่า ตาดหลวง มีความสูงประมาณ 100 เมตร ต้องปีนจากหน้าผาชั้นที่ 8 ขึ้นไป ต่อมาถ้ำพระเจดีย์จะอยู่ในเขตท้องที่บ้านน้ำดิบ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่วะ เป็นถ้ำหินปูนขนาดกลาง ภายในถ้ำมี หินงอก รูปทรงเจดีย์อยู่บนพื้น และรูปอ่างเก็บน้ำเป็นชั้นๆ ราษฎรบ้านน้ำดิบได้ร่วมกันพัฒนาบริเวณถ้ำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำหมู่บ้าน ส่วนบริเวณใกล้เคียงกับถ้ำพระเจดีย์ยังมีถ้ำช้างและถ้ำเล็กถ้ำน้อยอีกหลายแห่ง ซึ่งถ้ำเหล่านี้อยู่ห่างจากบ้านน้ำดิบประมาณ 3 กิโลเมตร และถ้ำน้ำป่าผางาม อยู่ในเขตท้องที่บ้านวังสำราญ ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ มีทางสลับซับซ้อนและมีความลึกมาก บริเวณภายในถ้ำมีน้ำไหลผ่านและมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามมาก
และเมื่อเราไปเที่ยวแล้วต้องหาของฝากติดไม้ติดมือกลับมาฝากคนทางบ้าน ในส่วนผลิตภัณฑ์ของอำเภอเถินที่น่าสนใจที่สามารถจะซื้อนำมาเป็นของฝากได้ก็มีหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น กล้วยอบน้ำผึ้ง กระหรี่พัพฟ์ แก้วโป่งข่าม ขนมกลีบลำดวน ขนมเปี๊ยะ ขนมโมจิ ข้าวแต๋นน้ำส้มเกลี้ยง คุ้กกี้เนย คุ้กกี้สอดไส้ ผ้าทอต่าง ๆ ไวน์สมุนไพร ยาดมสมุนไพร ยาสมุนไพร พิมเสนน้ำ ยาหม่องแผนโบราณ

แล้วนี่ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับอำเภอเถินเล็ก ๆ น้อยทั้งหมดที่ฉันพอจะหาได้นำเอามาฝากผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน
และการนำเรื่องราวของพี่เถินมาเรียงร้อยเป็นตัวอักษรได้เป็นเรื่องเป็นราวในแต่ละก้าวย่างจนมาถึง ณ บรรทัดนี้ ฉันขอขอบคุณบุคคลเหล่านี้ทั้งหมด

ขอบคุณปะป๊า มะม้า เจ้าน้องหนูและทุก ๆ คนในครอบครัวที่คอยบ่มเพาะอบรมให้เติบโตขึ้นมาให้คำปรึกษา เป็นกำลังใจ ในทุก ๆ เรื่อง

ขอบคุณเจ้าหนูน้ำฝน ที่เป็นกำลังใจและเป็นที่ปรึกษาที่ดีในทุก ๆ เรื่องให้กับฉันถึงแม้ว่า ณ ตอนที่ฉันเขียนงานเรื่องนี้อยู่เจ้าหนูน้ำฝนจะยังไม่รู้ก็ตามว่าฉันแอบนำเอาเรื่องที่เราคุยกันมาเล่าให้ผู้อ่านฟัง

ขอบคุณพี่กูเกิ้ลสุดหล่อจ๋าที่ช่วยเอื้อเฟื้อข้อมูลทั้งหมดของพี่เถินและรายละเอียดต่าง ๆ ที่ฉันต้องการ

ขอบคุณข้อมูลทุก ๆ ข้อมูลที่เกี่ยวกับอำเภอเถินซึ่งฉันอ้างอิงมาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เหล่านี้ คือ
-
http://th.wikipedia.org/wiki/
-
http://www.geocities.com/anchalee_tipinto/tuan.htm
-
http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/thoen.htm
-
http://www.tws.ac.th/poxy/files
-
http://www.tws.ac.th/student48/part2/402/buay402w7/po.htm
-
http://www.lifeearth.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=335174&Ntype=1
-
http://lampang-kan.th.gs/web-l/ampang-kan/
-
http://www.thaitambon.com/Tambon/ttrvlist.asp?ID=520805&page=2
-
http://www.tourinthai.com/sitetravel/travel-detail.php?travel_id=327
-
http://pirun.ku.ac.th/~b4803057/history.html
- http://www.thaitambon.com/tambon/tcatampprodt.asp?PROVCODE=52&AMPCODE=08

ขอบคุณเจ๊ใหญ่..พี่ดาว พี่สาวที่แสนดีซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอาจารย์คนแรกที่คอยสั่งสอน ให้คำแนะนำ คำปรึกษาต่าง ๆ สำหรับการเขียนงาน

ขอบคุณเจ้าหนุงหนิง..น้องกลางเปรียบเสมือนมือขวาของฉัน และเจ้าหนูอีฟ..น้องเล็ก เปรียบเสมือนมือซ้ายของฉัน หากเราขาดมือข้างใดข้างหนึ่งงานแต่ละก้าวย่างคงจะไม่มีทางสำเร็จออกมาได้

ขอบคุณเจ้าหนูอ้อน เจ้าหนูเกตุ ที่คอยให้คำแนะนำ วิจารณ์ และคอยเป็นกำลังใจให้ตลอดมา

ขอบคุณพี่นี..Bookmark พี่ปุ้ย..ฌามิวอาห์ สำหรับคำแนะนำดี ๆ ฉันขอมอบตำแหน่งที่พิเศษสุดให้เลย คือ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ค๊า

ขอบคุณเจ๊แมว อาเฮียต้น เจ้าหนูกิ๊ฟ เจ้าแอ๋ว สำหรับการอนุญาตที่ให้เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามได้ถึงแม้บางคนจะมารับรู้เรื่องราวเหล่านี้ที่หลัง หลังจากที่ได้อ่านงานนี้แล้วก็ตาม ก็ยังคอยเป็นกำลังใจและให้ความช่วยเหลือเสมอมา

ขอบคุณเจ้าปู..เพื่อนรักและพี่วุฒิ..พ่อมดที่แสนดีของน้อง ๆ ที่ช่วยกันระดมความคิดผนึกกำลังกันสองคนในการคิดนามปากกา “ อรุณทอแสง ” และคอยเป็นที่ปรึกษาที่ดีและเป็นกำลังใจให้ด้วยดีอยู่ตลอดมา

ขอบคุณก๊วนเพื่อนสนิทและเจ้ามิ้นท์หลานรัก ที่เป็นกำลังใจให้และคอยอยู่เคียงกันตลอดมาไม่เคยทิ้งกันแม้ยามที่ฉันจะหกล้มลง

ขอบคุณพี่ตู๋..ดร.วลัยภรณ์ นาคพันธุ์ พี่สาวคนใหม่อีกหนึ่งคนของฉันที่คอยกระตุ้นและเป็นกำลังใจให้ฉันตลอดเวลาในการเขียนงาน

ขอบคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านที่คอยเสียสละเวลามาติดตามอ่านผลงานของฉันในทุก ๆ ก้าวย่าง

และอีกคนหนึ่งที่ฉันจะลืมไม่ได้ในการที่จะขอบคุณก็คือ..พี่เถิน ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ผู้ที่ถือว่าเป็นคนจุดประกายความเป็นนักเขียนในตัวของฉันให้เกิดขึ้นมาแล้วยังเป็นที่ปรึกษา คอยให้ความช่วยเหลือ ร่วมมือและให้คำแนะนำดี ๆ อีกทั้งยังเป็นกำลังใจให้ด้วยดีเสมอมา

ขอบคุณสำหรับคำว่ามิตรภาพที่มอบให้และสิ่งดี ๆ ทุก ๆ สิ่งนะคะพี่เถิน @_@

ก้าวย่างที่ 10 ณ วันนี้  

เขียนโดย อรุณทอแสง




สังคมยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงและก้าวเดินหน้าไปอย่างไม่มีวันหยุด ผู้คนทุก ๆ วัยย่อมต้องรู้จักสนิทสนมกับคำว่าคอมพิวเตอร์และเครือข่ายใยแมงมุมกันเป็นอย่างดี แล้วความก้าวหน้าของเครือข่ายใยแมงมุมก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้คนเรามีการเปิดโลกทัศน์ทางความคิดที่กว้างขึ้น และเจ้าเครือข่ายใยแมงมุมตัวนี้ล่ะ ได้ชักใยเชื่อมโยงนำพาฉันให้ได้รู้จักกับเขา..ผู้ชายที่ชื่อ นฤพนธ์ ไชยยศ อย่างไม่ได้ตั้งใจซึ่งก็นับเป็นความโชคดีของฉันอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

แม้ในความรู้สึกครั้งแรกของการที่เห็นเขาผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์และพิมพ์อีเมล์คุยกันนั้น ฉันมองว่าเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ห่างไกลเราเกินเอื้อม มีช่องว่างและระยะห่างในการทำความรู้จัก เข้าถึงตัวยาก ดูหยิ่งถือตัว ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยหรือเล่นด้วย เหมือนภาพวาดที่อยู่ในกรอบรูปแต่เราไม่สามารถจับต้องได้มองดูได้อย่างเดียวคล้ายกับความฝันหรือละครที่เรานั่งดูอยู่หน้าจอโทรทัศน์

แต่เมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึง ณ วันนี้แง่คิด ความรู้สึก มุมมองต่าง ๆ ของฉันก็เปลี่ยนแปรไปจากคนที่อยู่ห่างไกลก็เป็นคนที่สามารถเอื้อมถึง แล้วจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันก็มาเป็นคนที่รู้จักให้ความสนิทสนม เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เดินอยู่ในโลกใบนี้บนพื้นแผ่นดินไทย มีตัวตน เข้าถึงง่ายสามารถจับต้องได้เป็นภาพที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นผู้ชายที่ชื่อ นฤพนธ์ ไชยยศในแง่มุมของฉัน เขาเป็นเพียงสองคำสั้น ๆ คือ พี่เถิน ผู้ชายคนหนึ่งที่ซ่อนความเป็นเด็กชายเถินเอาไว้..เกือบจะ..มิดชิด มีความสดใส เริงร่าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้บ้างครั้งจะเหนื่อยล้า ท้อแท้มากมายกับการทำงานในแต่ละวันที่ต้องรับผิดชอบมากขนาดไหน เขาก็ไม่ได้สวมภาพของบทบาทอะไรเลยนอกจากเป็นตัวของตัวเองในการพูดคุยกับฉัน แล้วเขายังเป็นคนที่ฉันให้ความนับถือเหมือนพี่ชายและญาติสนิทคนหนึ่ง สามารถพูดคุยปรึกษาได้ทุกเรื่อง เมื่อยามมีความสุขก็รับรู้และดีใจไปพร้อมกัน แต่เมื่อยามมีความทุกข์หรือปัญหาเกิดขึ้นก็พร้อมที่จะให้คำแนะนำและความช่วยเหลือ


“ บนทางเดินที่มีขวากหนาม ถ้าเธอค้านถอยไปฉันคงเก้อ ฉันยังพร้อมช่วยเธอเสมอเพียงตัวเธอไม่หนีไปเสียก่อน จะปลอบดวงใจให้เธอหายร้าวรานจะเป็นสะพานให้เธอเดินไปแน่นอนจะเป็นสายน้ำเย็นดับกระหายยามโหยอ่อนคอยอวยพรให้เธอสมดังหวังได้นิรันดร์ ” ***

และเขาก็เป็นคน ๆ หนึ่ง เป็นคนธรรมดา ๆ ที่มีความสามารถรอบตัวมากมาย สามารถจัดสรรเวลาได้อย่างลงตัวพร้อมทั้งทำความฝันของตัวเองไปด้วย แล้วเขายังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอีกหลาย ๆ คน การที่ฉันได้พูดคุยกับเขาทำให้สามารถเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเขาทีละเล็กทีละน้อยเพื่อมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแล้วได้เห็นถึงมุมมองใหม่ ๆ อีกหลายแง่มุม

อย่างเรื่องของ “ ความรับผิดชอบและใส่ใจต่องานที่ทำ หากเราคิดว่ามันสนุกเราก็จะสนุกกับงานที่เราทำไปด้วย ”

เมื่อก่อนฉันก็มีอาการเบื่อหน่ายกับงานที่ต้องรับผิดชอบบ้างเล็กน้อยแต่เดี๋ยวนี้มีมุมมองในการทำงานใหม่ก็คือ


ฉันจะมีความรู้สึกสนุก มีความสุขกับการทำงานในทุก ๆ ชิ้นและใส่หัวใจลงไปในงานด้วย ทำให้แต่ละชิ้นประสบผลสำเร็จออกมาด้วยความตั้งใจ


อีกเรื่องหนึ่งคือ คนเราทุกคนเกิดมาไม่มีใครสมบูรณ์แบบแต่เราจะดึงความเป็นตัวตนของแต่ละคนออกมาได้อย่างไรเพื่อทำให้เกิดคุณค่า เรื่องนี้ทำให้นำมาเรียนรู้และหันกลับมามอง ทำความเข้าใจคนรอบข้างได้มากขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่เมื่อเวลาเผชิญกับปัญหาหรือแม้แต่เรื่องราวของมิตรภาพ

ทุก ๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นฉันจึงรู้สึกได้ว่า โลกแห่งไซเบอร์ไม่ได้น่ากลัวอย่างใคร ๆ หลาย ๆ คนคิดถึงแม้ว่าเราจะสามารถแสดงความเป็นตัวตนออกมาเองได้ พฤติกรรม ความรู้สึก ความคิดสามารถถ่ายทอดออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้สามารถเชื่อมโยงเราไว้ได้ทั่วโลกแล้ว

ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดสื่อสารได้พัฒนาความสัมพันธ์ในการทำความรู้จักกับผู้คน จนพบกับมิตรแท้ในโลกแห่งนี้ได้เหมือนอย่างเขากับฉันและไม่เพียงแต่เขากับฉันเท่านั้นที่ได้รู้จักกันผ่านโลกไซเบอร์นี้ ยังมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ อีกมากหลายคนที่รู้จักแล้วได้มาเป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกัน ติดต่อคบหากันมายาวนานถึง ณ ทุกวันนี้ มิตรแท้อย่างพี่ ๆ น้อง ๆ ในแก๊งค์ 4 เฮง..ซึ่งฉันเคยกล่าวถึงมาแล้วในก้าวย่างที่ 4 hi5..thoen หรือแม้แต่กับพี่นี..Bookmark , พี่ปุ้ย..ฌามิวอาห์ก็เกิดจากโลกไซเบอร์แห่งนี้เหมือนกัน

แล้วฉันก็อยากจะบอกอีกนะว่า การที่เราจะรู้จักใครสักคนหนึ่งแล้วต้องการคบหาพูดคุยกันเราต้องมีข้อระมัดระวังตัวเองด้วย อาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ก็มีให้พบเห็นกันเยอแยะมากมายไม่เว้นแต่ละวันบนหน้าข่าวตามหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ มักจะมีข่าวออกมาในแง่ลบทั้งหลอกลวงเงิน ฆ่าข่มขืน วางยาเพื่อปล้นเอาทรัพย์สินและอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้หลาย ๆ คนถึงกับหมดอนาคตก็มี

ส่วนแง่บวกของการมีเพื่อนผ่านโลกไซเบอร์นี้ก็มี หากเรามีสติและใช้ปัญญาในการพิจารณา รวมถึงต้องมีการเปิดเผยมีความจริงใจให้กันอย่างเต็มร้อยและมีระยะเวลาเป็นตัวพิสูจน์ในการรู้จักคบหา ต้องคุยกันสักพักหนึ่งก่อนไม่ใช่แค่เพียงครั้งสองครั้งแล้วนัดออกมาเจอกันก็จะไม่โดนหลอกทำให้เราสามารถมีมิตรแท้จากโลกไซเบอร์แห่งนี้ได้

*** เพลงรางวัลแด่คนช่างฝัน ประกอบภาพยนตร์เรื่อง บุญชูไอเลิฟสระอู ขับร้องโดยกลุ่มนักแสดงรุ่นลูกในเรื่องซึ่งก็คือ อาร์ตี้ , สายป่าน..อภิญญา , ซ่าร่า AF 3 , ว่าน..รัชชุ , แก็ปเปอร์..วรฤทธิ์ ***


































ก้าวย่างที่ 9 ความเอ๋ย..ความรัก  

เขียนโดย อรุณทอแสง

ความรักของคนเราเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก สามารถเกิดขึ้นกับตัวเราได้ในทุกวัน ทุกเวลา และทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างพ่อแม่ เพื่อน พี่น้อง หนุ่มสาว แล้วความรักต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะสอดแทรกเรื่องราวของความทรงจำดี ๆ ระหว่างกันเพื่อให้ระลึกถึงกัน ซึ่งฉันจะใช้คำว่า

“ ลิ้นชักแห่งความทรงจำ ”

แต่ละคนก็จะมีลิ้นชักแห่งความทรงจำที่หลากหลายทั้งด้านสุขและทุกข์ เพื่อให้จดจำเรื่องราวเหล่านั้นอย่างมากมาย ฉันเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ คนที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ก้าวย่างแรกจนถึงก้าวย่างล่าสุดคงอาจจะอยากรู้กันแล้วสินะว่า

“ ลิ้นชักแห่งความทรงจำของความรักของเขา..พี่เถิน นั้นจะเป็นอย่างไร ”

เมื่อตอนสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มวัยเอ๊าะ ๆ อยู่ จะมีเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้แอบอมยิ้มอย่างไรบ้าง ฉันจะขอเริ่มเล่าให้ฟังล่ะกันนะ

แอบนั่งไทม์แม๊กชีนของโดราเอมอนย้อนไปเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ในตอนที่เขายังเป็นเฟรชชี่อยู่ในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเอนทรานซ์ติดเข้ามาเรียน และใช้ชีวิตเป็นเด็กหออยู่ที่กรุงเทพ แรก ๆ เข้ามาก็ยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องราวอะไรสักเท่าไร แถมยังมีอาการติดจะขี้อายเล็ก ๆ ในทุก ๆ วันหลังเลิกเรียนจะเดินกลับหอพักซึ่งต้องผ่านหน้าคณะอักษรศาสตร์ ก็เลยมักเจอเด็กอักษรสาว ๆ สวย ๆ กลุ่มใหญ่คอยดักแซวอยู่ทุกวัน ทั้งเรื่องการแต่งกายบ้าง เรื่องหน้าตาบ้าง บางครั้งก็โดนแกล้งเอาของไปซ่อนเวลาที่เขาไปซื้อข้าวที่โรงอาหาร โดนแบบนี้อยู่หลายปี จนในใจเขาก็คิดว่า

“ ทำไมหนอเด็กอักษรปากจัดจัง หน้าตาก็ดี น่าจะเรียบร้อย แต่ไหงชอบมาแซวเราอยู่ได้ ”

ทำให้เขามักหลีกเลี่ยงเดินหนีตลอดด้วยความรู้สึกแอบเคืองและอารมณ์เสียเล็กน้อย แล้ววันที่ได้รู้คำตอบที่สงสัยมาตลอดก็ได้เฉลยออกมาในช่วงหลังจากที่เขาเรียนจบว่า ทำไมเด็กอักษรสาว ๆ สวย ๆ กลุ่มนั้นต้องมาคอยตามแกล้ง ตามแซวเขามาโดยตลอดนั่นก็เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นแอบปิ๊งเขาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนปี 1 เธอคนนั้นได้เก็บสะสมผลงานของเขาไว้เป็นอัลบั้ม แต่ไม่กล้าบอก เพราะทุกคนมองเขาเป็นคนที่หยิ่งและเล่นตัว

พอเขารู้ถึงกับอึ้งและงงเล็กน้อย

“ เอ...ก็แปลกดีน้อ ชอบเราแต่ทำไมไม่ยอมบอกให้เรารู้ล่ะ ทำเอาเราเสียความมั่นใจและความรู้สึกเป็นปี ๆ เลย ”

“ แหม ๆ ใครเขาจะกล้าบอกล่ะคะ เธอคนนั้นคงจะกลัวว่าหากเมื่อบอกออกไปแล้วคุณพี่เถินไม่รับรัก เธอคงจะเสียหน้าและอกหักดังเป๊าะแน่ ๆ ”

แล้วพอเมื่อนึกย้อนกลับไปมองลิ้นชักแห่งความทรงจำเรื่องนี้ก็มักจะมีรอยยิ้มแล้วแอบขำ ๆ เล็กน้อยอยู่เสมอ

“ ป่านนี้ ผู้หญิงคนนั้นคงแต่งงาน มีครอบครัวที่อบอุ่นไปแล้วล่ะ เสียดายที่ไม่ได้เจอกันอีกเลยนะ ”


ตรงนี้เองประกายความคิดของฉันก็สว่างแวบขึ้นมาอีกว่า คนเราส่วนใหญ่มักจะมองแล้วเปรียบคนที่อยู่ในวงการเหมือนกับปลาสวยงามที่แหวกว่ายอยู่ในตู้กระจก ซึ่งมักจะมองว่าดูสวยดี ให้ความเพลิดเพลินใจเพื่อการผ่อนคลายอารมณ์ แต่เมื่อให้นึกถึงการใช้สอยประโยชน์ คือ

หากนำมาทานและประกอบอาหารจริง ๆ แล้วล่ะก็มักจะเลือกปลาอย่างพวกปลาช่อน ปลาดุกหรือปลาที่ทานได้แทน เพราะปลาสวยงามก็คือปลาสวยงามมีไว้สำหรับเพื่อดูเล่นมากกว่าที่จะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเราสามารถมองอีกมุมหนึ่งในเรื่องของปลาสวยงามให้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องความรักได้ว่า

“ คนที่อยู่ในวงการแต่ละคนมีความสวย หล่อ ดูดี แต่มองผิวเผินก็จะเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินตัว และในสายตาของคนทั่วไปก็ไม่กล้าที่จะเข้าหาเพราะกลัวจะต้องเจ็บปวดหัวใจหรืออาจจะเป็นเพราะความสวย ความหล่อที่มีมากเกินกว่าระดับของคนปกติ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะมองและชื่นชมอยู่ภายนอก แทนที่การเข้ามาทำความรู้จักถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา ฟังดูแล้วก็เหมือนจะไม่ดีเลยนะ ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเขาเหล่านั้นอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้พวกเราค้นหาอย่างจริงใจมากกว่าสิ่งที่เราเห็นภายนอกรอบ ๆ ตัวก็เป็นได้ ”

เขาเองก็ถือว่าเป็นคนที่อยู่ในวงการคนหนึ่งเช่นกัน ด้วยการทำงานที่ทำให้ต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา หลากหลายรูปแบบ มุมมองความรักของเขาจึงเป็นเรื่องที่ออกแนวขำ ๆ และน่าจดจำ แล้วการที่เขาเป็นคนเข้ากับคนง่าย มีความขี้เล่นเป็นกันเอง มีความจริงใจในการพูดคุย และให้ความสำคัญกับทุกคน มองดูภายนอกเหมือนกับผู้ชายเจ้าชู้ บ่อยครั้งจึงทำให้มีเรื่องราวสนุก ๆ จากความเข้าใจผิดของสาว ๆ ทั้งหลายเกิดขึ้นว่า

“ เขาเข้ามาจีบและให้ความหวัง ”

มีสาว ๆ หลายคนต้องไปเดินหาซื้อน้ำใบบัวบกมาดื่มเพื่อให้หายจากอาการอกหักรักคุด ส่วนตัวเขาก็มักจะมานั่งเกาหัวที่หลังพร้อมกับย้อนถามตัวเองเสมอ ๆ

“ เฮ้ย!! เราเผลอไปจีบสาว ๆ ทั้งหลายตอนไหนหว่า ทำไมเราถึงจำไม่ได้อ่ะ ”

จริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวเขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงม้าก..มาก ลึกซึ้งในปรัชญาการดำรงชีวิต มองดูภายนอกเหมือนเป็นคนง่าย ๆ กันเองสบาย ๆ แต่หารู้ไม่ว่าไอ้เจ้าท่าทางแบบนี้แหล่ะที่ทำให้คนมักจะเดาได้ยากว่า ณ ขณะนั้นในใจของเขาคิดอะไรอยู่กันแน่

ดังนั้นความรักส่วนใหญ่ของเขาจึงออกมาเป็นแนวมิตรภาพมากกว่าความรักในเชิงหนุ่มสาว ส่วนสาว ๆ บางคนหากมีการคบหากันชัดเจนก็จะแบ่งชัดเหมือนเพื่อนที่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน และกับบางคนที่ทำความเข้าใจกันไม่ได้ก็จะเลือนหายไปจากลิ้นชักแห่งความทรงจำ

และมีอยู่ครั้งหนึ่งฉันเคยได้อ่านคำถามและพูดคุยกันที่อีเมล์ของแก๊งค์ 4 เฮง ทันทีทันใดนั้นเองทำให้เกิดความอยากรู้ขึ้นมาจึงได้ลองนำคำถามนี้ไปพูดคุยกับเขาที่อีเมล์ในฐานะที่เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งว่าจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างแล้วก็ได้คำตอบกลับมา

“ ในความผิดหวังระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายใครเจ็บช้ำมากกว่ากัน และคนทิ้งกับคนโดนทิ้งใครจะเจ็บช้ำได้มากกว่ากัน ”

ความรู้สึกของฉัน ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเจ็บช้ำและเจ็บปวดเท่าเทียมกันบอกไม่ได้หรอกว่าใครจะเจ็บปวดมากกว่ากัน ผู้หญิงอาจจะมีวิธีการกับการขจัดความเจ็บปวดโดยการระบายออกมาได้ดีกว่าผู้ชาย เช่น ร้องไห้ เป็นต้น ส่วนผู้ชายเขาก็มีความเจ็บปวดเหมือนกันแต่อาจจะเก็บความรู้สึกได้ดีกว่าผู้หญิง ไม่แสดงออกมาให้คนภายนอกรู้ อย่างตอนที่เจ้าก้องเพื่อนสนิทของฉันอีกคนหนึ่งอกหัก เขาจะนิ่งเฉยมากเก็บความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดไว้ข้างในแล้วต่อหน้าเพื่อน ๆ ก็แสดงออกมาเป็นกิริยาที่สนุกร่าเริง พอลับหลังเพื่อน ๆ ฉันรู้ว่าเลยเขาบอบช้ำมากแทบจะไม่กินไม่นอนและร้องไห้อยู่คนเดียวบ่อยครั้ง ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรกับเพื่อนมาก นอกจากปลอบใจให้กำลัง

“ เจ้าก้องไม่ว่าเพื่อนจะทุกข์มากแค่ไหนพูดระบายออกมาล่ะกัน เรื่องความเจ็บปวดมันต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาฉันเข้าใจและสงสารเพื่อนนะ ถึงแม้จะช่วยเพื่อนไม่ได้มากแต่ก็เป็นผู้รับฟังที่ดีแล้วคอยอยู่ข้าง ๆ เพื่อนตลอดเวลานะ ”

แล้วในกรณีที่สองนี้ขอตอบจากประสบการณ์เลยว่า

“ คนถูกทิ้งต้องเจ็บปวดมากกว่าอยู่แล้วแต่อาจจะเป็นได้อีกกรณีหนึ่งก็ได้ ที่คนทิ้งอาจจะมีเหตุและผลว่าทำไมต้องเป็นฝ่ายทิ้งก่อน สรุปอาจจะเจ็บช้ำได้พอกันทั้งสองฝ่าย ^_* ”


ส่วนคำตอบของเขาที่ตอบกลับมาก็คือ

“ ความผิดหวังสามารถทำให้คนเราเจ็บปวดได้เท่ากันขึ้นอยู่กับความคาดหวังนั้นมีมากหรือน้อยเพียงใด หากคนเรามีความคาดหวังมากก็เจ็บปวดมากและมีความคาดหวังน้อยก็เจ็บปวดน้อย ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับความเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ถ้าให้มองลึกลงไปจะแตกต่างกันตรงที่หลังจากเกิดความผิดหวังขึ้นมาแล้ว ผู้ชายจะยอมรับกับความผิดหวังปล่อยวางได้เร็วและพร้อมที่จะก้าวเดินต่อหรือทำผิดกับเรื่องเดิม ๆ ได้ง่ายกว่าผู้หญิง ส่วนผู้หญิงมักจะมีความอ่อนโยน อ่อนไหวและละเอียดอ่อนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงใส่ใจต่อความทรงจำต่าง ๆ ดีกว่าผู้ชายทำให้ปล่อยวางได้ยาก โอกาสที่จะเกิดความผิดหวังในเรื่องเดิม ๆ จึงมีน้อยกว่าผู้ชาย แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะเจ็บปวดมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็สามารถเจ็บปวดได้เท่า ๆ กันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ”


ส่วนคำตอบกรณีหลังนี้ขอเน้นไปในเรื่องของความรักว่า


“ คนทิ้งก็มีเหตุผลที่จะทิ้ง คนโดนทิ้งอาจจะไม่รู้ตัวมาก่อนเพราะมีความคาดหวังที่แตกต่างจากคนทิ้ง เริ่มต้นจาก ทำไมคนโดนทิ้งถึงเจ็บปวดก็เพราะไม่รู้ตัวว่าเราไม่เป็นที่ต้องการหรืออาจจะมีคุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการของผู้ทิ้งเหมือนความต้องการซื้อ(Demand) กับความต้องการขาย(Supply) ถ้าเรามีความต้องการที่จะคบใครสักคนก็จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เราเป็นสิ่งที่เขาต้องการหรือไม่และไม่ได้หมายความว่าเรามีคุณค่าน้อยเกินไป เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง คือ การให้ความสำคัญกับชีวิตที่แตกต่างกันทั้งเรื่องของครอบครัว ความรัก การงาน เงินทอง หรือความเสน่หา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคนโดนทิ้งมักจะมีคำถามให้เราได้ยินอยู่เสมอ


“ เบื่อเขาแล้วเหรอ ”

นั่นก็แสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คนทิ้งเกิดความรู้สึกรำคาญ มองดูเพียงผิวเผินอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่พอสะสมเข้าไปนานวันก็อาจทำให้ตัดสินใจขอเลิก มาถึงที่คนทิ้งบ้างจะมีหลายระดับตั้งแต่ พวกแรกเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องของตัวเองเป็นหลัก ตอนชอบก็ทำให้ได้ทุกอย่างแบบถึงไหนถึงกันแต่เมื่อคบกันสักระยะหนึ่งพอมีเรื่องราวเกิดขึ้นหรือไม่พอใจอะไรนิดหน่อยก็สักแต่จะขอบอกเลิกและก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่ใส่ใจหรือรู้สึกอะไรกับอดีตแสดงว่าคนทิ้งไม่เกิดความเจ็บปวดอย่างแน่นอน พวกที่สอง คนพวกนี้จะดีขึ้นมาหน่อย คือคนทิ้งแคร์ความรู้สึกของคนรักและมีเหตุผลส่วนตัวลึก ๆ ที่ไม่สามารถบอกใครได้แล้วลองพยายามหาวิธีต่าง ๆ เพื่อปรับตัวเข้าหากันแต่สุดท้ายก็ไปด้วยกันไม่ได้ กรณีนี้เกิดความเจ็บปวดเท่า ๆ กันทั้งคนทิ้งและคนโดนทิ้ง พวกสุดท้ายนี้คนทิ้งใช้ความพยายามอย่างมากที่จะอยู่ด้วยกันพากันเดินจับมือไปจนสุดปลายทางแล้วไม่เห็นทางออกและวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือการขอเลิก ซึ่งผลของเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของการเข้ากันไม่ได้จริง ๆ แล้วทั้งสองฝ่ายยอมรับที่จะแยกทาง กรณีนี้คนทิ้งก็เจ็บปวดกว่าคนโดนทิ้งแน่นอน ”

ทั้งหมดนี้ก็เพราะเขาเคยเจ็บปวดอย่างมากมายกับการเป็นคนที่คาดหวัง แล้วอยู่มาวันหนึ่งการคาดหวังไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดทำให้เกิดความเจ็บปวด จึงเป็นบทเรียนสอนชีวิตได้เป็นอย่างดีว่า หากไม่มีการคาดหวังกับเรื่องต่าง ๆ ความเจ็บปวดนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ฉันเลยได้เรียนรู้การใช้ชีวิตต่อจากเขาอีกทีว่า

“ คนเราหากกลัวความผิดหวัง เราก็อย่าตั้งความหวังไว้ เมื่อเราไม่ตั้งความหวังไว้ความผิดหวังก็จะไม่เกิดขึ้น และหากเรามีสติและรู้เท่าทันความรักแล้วล่ะก็ ปัญหาต่าง ๆ เช่น การฆ่าตัวตาย เรียนหนังสือไม่จบ หรือบางคนหมดอนาคตเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ”

เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงเพลง ๆ หนึ่งขึ้นมาในทันที

“ เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝันและทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด” ***


อดีตต่าง ๆ ที่ผ่านมา ทำให้การย่างก้าวเดินแต่ละก้าวของเขาได้เรียนรู้และนำมาใช้เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต ทุกวันนี้เขาถึงไม่เคยพบกับเรื่องราวของความผิดหวังเลย จากเดิมเคยเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากจะทำอะไรต้องมุ่งมั่นทำให้ได้ ไม่ปล่อยวางกับทุกเรื่องที่ทำอยู่ การปรับตัวจากการเรียนรู้ทำให้เขาเลือกทำแต่เฉพาะในสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จโดยไม่มีปัจจัยอื่นที่จะมาทำให้เกิดความผิดหวัง แล้วถ้าหากมีเหตุการณ์ที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นหรือแอบชอบสาว ๆ เขาจะยอมรับในความเป็นตัวตนของแต่ละคน มองดูอย่างเข้าใจ ไม่คาดหวังที่จะได้รับสิ่งตอบแทนจากคนรอบข้าง ทำความเข้าใจกับตัวเองว่าไม่มีใครดีพร้อมและสมบูรณ์แบบ เป็นกำลังใจและดึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนให้แสดงออกมาว่าตัวเขาเองนั้นมีคุณค่ามากเพียงใด พร้อมทั้งมองสิ่งรอบข้างอย่างมีความสุขที่ได้เกิดมามีชีวิตอยู่ มีรอยยิ้ม ได้ทำความรู้จัก พูดคุยและยินดีกับความสุขของคนที่เรารู้จักก็เพียงพอ

เพราะโลกนี้มีความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและหอมหวาน แต่หากวันหนึ่งความสุข สวยงามและหอมหวานมันแปรเปลี่ยนมาเป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งมีแต่ความขมขื่น ผิดหวัง มีน้ำตาและความเสียใจแล้ว เราจะจัดการกับความรักแบบนี้ได้ยังไง และจากคำตอบต่าง ๆ ของเขาทำให้ฉันสัมผัสและรู้เพิ่มเติมอีก

“ เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยพบกับความเจ็บปวดมาแล้วอย่างหนักในเรื่องของความรัก ”
“ และการที่คนเรามีความรักพร้อมกับมีวัยที่เติบโตขึ้น มุมมองของความรักก็จะแตกต่างออกไปจากเดิมมากขึ้น ”


บทเรียนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของคนเราแม้ว่าจะเคยทำให้เกิดความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่เมื่อเราสามารถเดินก้าวข้ามผ่านมันมาได้ แล้วหันย้อนกลับไปมองก็จะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อชีวิตอย่างมหาศาล และทำให้มุมการมองความรักของเขาแตกต่างไปจากเดิม


“ เรื่องราวความรักต่าง ๆ ที่ผ่านเข้าในชีวิต ทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อหัวใจก็จริงแต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นมันไม่ทำให้เรารู้สึกทรมาน ”

เขาจึงก้าวเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จโดยการนำเอาบทเรียนจากความเจ็บปวดต่าง ๆ นั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการผลักดันชีวิตแทน ทำให้ลิ้นชักแห่งความทรงจำอันหนักอึ้งของเขาจากด้านลบกลายเป็นด้านบวก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นลิ้นชักแห่งความทรงจำในเรื่องราวของความรักอันน่ารัก ๆ ของเขา..พี่เถิน

*** เพลง Life & Learn ร้องโดยกมลา สุขโกศล ***

ก้าวย่างที่ 8 คอตโต้..สปีดบาธรูม (Cotto Speed Bathroom)  

เขียนโดย อรุณทอแสง


ยามค่ำคืนแสงจันทร์สาดส่องมีดวงดาวสุกสกาวพราวแสงอยู่บนท้องฟ้า เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองก็จะเห็นพระจันทร์ดวงกลมโต มีดวงดาวรายล้อมรอบอยู่นับสิบดวง อากาศไม่ร้อนจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้เย็นจัดจนหนาว เรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างโรแมนติกสำหรับใคร ๆ อีกหลายคน

แต่ความรู้สึกของฉันในตอนนี้ แทบอยากจะหายหน้าหายตาออกไปจากแวดวงสังคมทั้งยังไม่อยากจะเจอหน้าพบปะและพูดคุยกับใครเลย เรื่องมันก็มีอยู่ว่า

เจ๊ใหญ่..พี่ดาวของแก๊งค์เราแอบหนีน้อง ๆ ไปเที่ยวแล้วส่งข้อความมาแหย่ฉันทางโทรศัพท์มือถือว่าได้ดูโฆษณาคอตโต้สปีดบาธรูมที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์แล้ว ทำให้ฉันเกิดอาการอยากดูมากและไม่ได้ดูสักทีเพราะที่บ้านไม่ได้ติดเคเบิ้ลทีวีลำพังรายการโทรทัศน์ปกติทั่วไปก็ไม่ค่อยจะได้ดู

“ กี้นี้พี่นั่งดูละครอยู่แล้วคั่นโฆษณาก็เห็นโฆษณาคอตโต้สปีดบาธรูมที่พี่เถินเป็นพรีเซ็นเตอร์น่ารักมาก ดูจากทางเคเบิ้ลทีวีจ้า ”

พอทิ้งเวลาสักพักใหญ่ฉันได้คุยโทรศัพท์กับเจ้าหนูอ้อนแล้วมีการพูดกันถึงโฆษณาตัวนี้ เจ้าน้องตัวแสบได้ทีเลยคุยทับถมอวดฉันใหญ่

“ เจ้ ๆ ได้ดูโฆษณาตัวที่พี่เถินเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือยังอ่ะ ”

“ เดี๋ยว ๆ โฆษณาตัวไหนเหรอ ใช่คอตโต้สปีดบาธรูมป่ะ ”

“ อืมมมม..นั่นแหละเจ้ ”

“ ยังไม่ได้ดูเลยอ่ะ อยากดูอยู่เหมือนกันเห็นเมื่ออาทิตย์ก่อนโน้นเจ๊ใหญ่ก็ส่งข้อความมาให้เหมือนกันว่า เห็นพี่เถินในตัวโฆษณาคอตโต้แล้วน่ารักมาก ”

“ อ้าวแล้วหนูได้ดูจากไหนอ่ะ ”

“ วันก่อนหนูขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส แล้วเขาเปิดพอดีก็เลยได้ดู ”

“ เจ้เคยถามพี่เถินนะเห็นพี่เขาบอกว่าตอนที่ถ่าย ๆ ไว้ 3 เวอร์ชั่นแล้วก็เบลอมาก หนูเห็นทั้ง 3 เวอร์ชั่นเลยป่ะ ”

“ อืมใช่แล้วทั้ง 3 เวอร์ชั่นเลยค่ะเจ้ ”

“ อยากดู๊..อยากดูอ่ะ =O= ”

“ พี่เถินน่ารักมากมายเลยล่ะเจ้ ถ้าเจ้อยากดูจริงก็ไปขึ้นรถไฟฟ้าดิ 555 ”

“ อ้าวเฮ้ย..คุณน้องหาเรื่องให้เจ้ลำบากแล้วไหมล่ะ มีรถขับเองอยู่แล้วจะให้ไปขึ้นรถไฟฟ้าทำไมฟ่ะ คิดได้ไงเนี๊ยะเดี๋ยวจะโดนอัด ”

“ 555…ก็เผื่อเจ้จะได้ดูไงล่ะ ”

“ ไม่เอาอ่ะ ไม่มีความพยายามขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวลองถามพี่เถินดูก็ได้เผื่อจะมีโฆษณาตัวนี้เก็บไว้ *_* ”

“ อ่ะนะ ” หลังจากนั้นก็วางสายโทรศัพท์เจ้าหนูอ้อน

“ ฮือออออ...อยากดูจังทำไมมีแต่คนพูดถึงโฆษณาตัวนี้นะ มันต้องมีอะไรแน่ ๆ ”

แล้วหลังจากที่ฉันคุยกับเจ้าหนูอ้อนได้ไม่นานน้องกลาง..เจ้าหนุงหนิงก็มาแนวเดียวกับเจ้าหนูอ้อนเลย ทำไมเจ้าเด็กพวกนี้ชอบแกล้งพี่สาวที่แสนดีอย่างฉันแบบนี้ด้วยน้า..โหดร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย

“ หนิง ๆ ได้ดูโฆษณาคอตโต้ที่พี่เถินเป็นพรีเซ็นเตอร์รึยังอ่ะวันก่อนโน้นพี่ได้คุยกะเจ้าหนูอ้อนเห็นบอกว่าได้ดูโฆษณาคอตโต้แล้ว ” ส่วนในใจฉันก็นึกว่า

“ สงสัยเจ้าน้องกลางต้องไม่ได้ดูเหมือนกันแน่ ๆ เลย ไม่เป็นไรเรายังมีเพื่อนไม่ได้เชยคนเดียวนี่หว่า 5555 ”

“ ได้ดูแล้วค่า หนิงเห็นที่รถไฟฟ้าบีทีเอสแบบผ่าน ๆ ค่ะ แล้วเมื่อวันก่อน หนิงไปนอนหอพี่ชายมา เขาติดยูบีซี กดรีโมตเปลี่ยนช่องไปเรื่อยเปื่อยแล้วก็เจอโฆษณาคอตโต้ของพี่เถินเข้าพอดีค่ะ ”

“ แป่ว ๆ ไม่ย๊อม..ไม่ยอมอ่ะ ทุกคนได้ดูกันหมดแล้วสงสัยมีพี่กะน้องเล็ก..เจ้าหนูอีฟอยู่ 2 คนแน่เลยที่ยังไม่ได้ดูแล้วหนิงได้ดูเวอร์ชั่นไหนล่ะ มีตั้ง 3 เวอร์ชั่น ”

“ ไม่รู้ว่าเป็นเวอร์ชั่นไหน ตอนแรกหนิงก็จำไม่ได้หรอกค่ะเห็นเป็นโฆษณาพี่เถินเลยหยุดดู ”

“ แล้วพี่เถินเป็นไงบ้างล่ะเห็นเจ๊ใหญ่ได้ดูแล้วบอกว่าโฆษณาตัวนี้พี่เถินน่ารักมาก ”

“ น่ารักมากกกกกกกกกกกก ” เจ้าน้องกลางลากเสียงยาว ๆ แหย่ ๆ ฉัน

“ ใจร้ายยยยยยยยยยย ทำไมพี่ถึงไม่ได้ดูอยู่คนเดียวเนี่ย ”

“ เฮ้อ...สงสัยจะไม่มีบุญได้ดูแน่ ๆ เลยฉัน ”

“ หนิงเปิดเรื่อย ๆ น่ะค่ะ แล้วเจอพอดีก็หยุดดูแล้วนั่งยิ้มคนเดียว พี่เถินน่ารักดี ”

“ อ่ะนะ เจ้าเด็กพวกนี้ รู้ว่าคนยิ่งอยากดูอยู่เอาแหย่กันเข้าไป ”

“ เผอิญหนิงนั่งดูแล้วนั่งยิ้มเพลินไปหน่อย พี่โน้ตเดินผ่านมาก็เลยถามว่า ดูอะไรอยู่? หนิงตอบไปว่าดูโฆษณาโดยที่ไม่หันไปมองหน้า เขาก็เลยสงสัยว่าดูอะไรอยู่พอจะเดินมาดูโฆษณานั้นก็จบแล้ว ”

“ โอ๊ย!! แม้แต่พี่โน้ต..พี่ชายหนิงก็ได้ดูแล้วนะ ก่อนพี่อีก งืออออออออออ ”

“ ค๊า..ใช่แล้ว ^^ ”

“ แล้วพี่โน้ตว่าไงบ้างล่ะ ”

“ พี่โน้ตก็ถามหนิงว่า โฆษณาตัวนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร? ทำไมหนิงถึงยิ้มมากขนาดนั้น? มันผิดปกติมากมีอะไรหรือเปล่า? ” ตามภาษาพี่ชายหวงก้างน้องสาว

“ แต่หนิงยังไม่ทันได้ตอบพี่โน้ตหรอกนะคะ พอดีหันไปเห็นที่จอโทรทัศน์โฆษณาของพี่เถินก็ฉายอีกรอบ พี่โน้ตเลยไม่ไปไหนนั่งดูอยู่ด้วยซะเลยพร้อมกับตั้งคำถามว่า ทำไมรู้จักเขาเหรอ? ”

หนิงก็ตอบพี่ชายหนิงไปว่า

“ รู้จักแถมทำหน้าอวด ๆ แบบภูมิใจเล็กน้อยด้วยค่ะ พี่โน้ตก็แสดงอาการอยากรู้มากถามต่อ แล้วเราไปรู้จักเขาได้ไง หนิงก็บอกไปว่ารู้จักเพราะเจ๊รองไง พี่โน้ตเลยแซว ๆ เจ๊รองสุดสวยนั้นเอง...แอบดีใจเล็กน้อยที่พี่โน้ตชมเพราะปกติฉันรู้จักกับเจ้าน้องกลางมาปีนี้เข้าปีที่ 6 ได้ยินกิตติศัพท์ความร้ายกาจของพี่โน้ตมาเยอะมาก ”

“ ไงต่อล่ะ ”

“ พี่โน้ตบอกว่า คราวนี้คอตโต้มาแปลกเปลี่ยนแนวพรีเซ็นเตอร์เลยเนอะ ตามปกติเขาจะต้องเลือกนายแบบนางแบบจำพวกคนที่เข้าถึงยาก ๆ แต่ละคนสวยหล่อเกินมาตรฐานคนปกติทั่วไปมาเป็น พรีเซ็นเตอร์ ไหงโฆษณาครั้งนี้ทำไมถึงเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่ดูจับต้องได้ล่ะ อืมมมแต่ก็ดูดีนะ แถมมีภาพดูเป็นผู้เชี่ยวชาญอีกต่างหาก ”

“ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!! เจ้าหนิงเอ้ย..พี่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยอ่ะหูพี่ไม่ฝาดแน่นะ ว่าอย่างพี่โน้ตจะชมใครเป็น แสดงว่าพี่เถินอ่ะต้องมีรังสีออร่าอะไรบางอย่างฉายออกมาทำให้อาเฮียแกเอ่ยปากชมออกมาได้ ”

น๊าน..นานมากที่จะได้ยินพี่โน้ตเอ่ยชมใครสักคนหนึ่ง ปกติเฮียแกมีแต่จะบ่น ๆ และวิจารณ์คนโน้นคนนี้ในทางที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ตลอดเรียกว่าเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างจะปากจัดมาก

“ อืมมมมใช่ค่ะ อย่าว่าแต่เจ๊รองเลยค่ะหนิงเองซึ่งเป็นน้องสาวแท้ ๆ ยังแปลกใจมากเลยค่ะก็เลยถามย้ำไปอีกรอบหนึ่ง จริงเหรอที่บอกว่านายแบบดูดี พี่โน้ตก็บอกว่า อืมก็ดูดีดูเข้าถึงได้ หนิงถามย้ำไปย้ำมาจนพี่ชายหนิงรำคาญแล้วก็เกิดอาการเริ่มมีน้ำโหแทนค่ะ ”

“ 555..แล้วหนิงยังไม่ชินอีกเหรอเป็นเรื่องปกติของพี่ชายหนิงไม่ใช่เหรอ วัน ๆ ไม่ทำอะไรชอบทะเลาะและแกล้งน้องสาว ”

“ อันนี้หนิงเห็นด้วยเป็นอย่างมากเลยค่ะ ^O^ ”

“ พี่ฟังแล้วยังดีใจแทนพี่เถินเลยล่ะ หนิงลองพิมพ์บทสนทนาของหนิงกะพี่ชายให้พี่เขาอ่านดิ จะได้เป็นกำลังใจให้พี่เขาด้วย นี่พี่กำลังจะตอบอีเมล์ข้อความของพี่เขาพอดี พิมพ์มาเลยนะ ”

“ ได้เลยค่ะ เดี๋ยวหนิงจะพิมพ์คืนนี้แล้วฝากพี่ก็อบข้อความไปล่ะกันนะคะ ”

“ จ้า..ไม่มีปัญหา ”

“ ขอบคุณค๊าพี่สาว ”

หลังจากที่ส่งอีเมล์ตอบเขาฉบับนั้น งานก็เข้าฉันอีกหนเลยล่ะและนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องเขียนก้าวย่างนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษค๊า

พอฉันคุยกับเจ้าน้องกลางจบมีเวลาว่างความอยากรู้ทำให้ทนไม่ได้ว่า ฉันจะเป็นคนเดียวในแก๊งค์รึเปล่าที่ยังไม่ได้ดูโฆษณาตัวนี้เลยกดโทรศัพท์ไปหาเจ้าน้องเล็ก แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย

“ อีฟเจ๊ถามไรหน่อยดิ หนูได้ดูโฆษณาตัวที่พี่เถินเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือยังอ่ะอยากบอกนะว่าได้ดูแล้ว ”

“ อ่ะค่ะเจ๊..เอ่อ ๆ อีฟได้ดูแล้วแบบผ่าน ๆ ที่รถไฟฟ้า ”

“ งั้นเจ๊ก็เป็นคนเดียวอ่ะดิที่ยังไม่ได้ดู นี่โดนเจ๊ใหญ่ เจ้าหนูอ้อน เจ้าน้องกลางแหย่มาอยู่นี่ว่าโฆษณาตัวนี้ทั้ง 3 เวอร์ชั่น โอ มาก ๆ อยากดู๊..อยากดูอ่ะ ไม่ยอม ๆ อีฟก็ได้ดูแล้ว สงสัยว่าเจ้าหนูเกตุคงไม่ได้ดูเหมือนกัน >_< ”

“ อ่า..เจ๊คะเอางี้ไหมเดี๋ยวอีฟจะโหลดจากยูทูบแล้วส่งให้ล่ะกันนะ ”

“ โอเชเลย น้องฉันน่ารักจริง ๆ แต่สงสัยว่าหนูคงรำคาญที่เจ๊บ่นใช่รึเปล่า ”

“ เปล่าหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูหาให้นะค๊า ”

“ ขอบใจมากจ๊ะ ”

ฉันก็นั่งรอเวลาให้เจ้าน้องเล็กส่งไฟล์มาให้จากความพยายามของน้อง ทำให้ฉันได้ดูโฆษณาตัวนี้ครบทั้ง 3 เวอร์ชั่น ครั้งแรกที่เจ้าน้องเล็กส่งไฟล์มาให้ฉันเปิดไฟล์ไม่ได้เพราะว่าไม่ได้ลงโปรแกรมตัวเดียวกันกับที่ส่งมา ทำให้เจ้าน้องเล็กต้องไปนั่งแปลงไฟล์เป็น .avi แล้วส่งมาให้อีกรอบกว่าจะโหลดแล้วได้ดูก็นานมาก

“ เฮ้อ...ทำไมกว่าจะได้ดูช่างลำบากยากเย็นแสนเข็ญแบบนี้กันนะ ”
และก็เพิ่งมารู้ในช่วงหลังว่าตัวเขาเองก็ยังไม่ได้ดูโฆษณาตัวนี้เหมือนกัน..ดีใจเล็กน้อยมีเพื่อนที่ไม่ได้ดูด้วยเหมือนกัน...อิอิอิ

“ นั่งดูไปเรื่อย ๆ ทีล่ะเวอร์ชั่นจนถึงเวอร์ชั่นสุดท้ายเวอร์ชั่นที่ 3 เป็นเวอร์ชั่นที่ฉันชอบมากที่สุดเพราะเขาดูเป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะเช็ตเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ ทำให้ภาพที่ออกมาดูเท่ห์และสมาร์ทขึ้น ตัวผลิตภัณฑ์ก็สวยงามมาก ”

สำหรับใครที่ยังไม่ได้มีโอกาสดูโฆษณาตัวนี้ ฉันก็จะขอบอกว่าคุณเป็นคนที่เชยมาก 555+ ((อ่ะ..ล้อเล่นค่า)) แต่ฉันจะบอกเล่านิดหน่อยพอเป็นการเรียกน้ำย่อยละกัน คอนเซ็ปต์ของโฆษณาคอตโต้สปีด-บาธรูม จะเป็นการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ Smart Frame , Smart Broad , Smart GRIP มาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบของห้องน้ำ ให้ความสะดวกรวดเร็ว ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก ใช้พื้นที่น้อย ดูอินเทรนด์ และช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ซ่อนความลึกซึ้งด้วยคำพูดส่งผ่านอารมณ์ผ่านสายตาดูมีความจริงใจไม่จริงจังมากนักให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนมาให้คำแนะนำเรื่องการออกแบบ ทั้ง 3 เวอร์ชั่นมีความแตกต่างกัน โดย

เวอร์ชั่นแรก..เวอร์ชั่นคณบดี มีลักษณะภูมิฐาน เป็นอาจารย์ที่แฝงด้วยความใจดีและอยากถ่ายทอดความรู้

เวอร์ชั่นที่ 2..เวอร์ชั่นนักออกแบบ เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ มีความคิดที่อินเทรนด์และสร้างความน่าเชื่อถือ

เวอร์ชั่นที่ 3..เวอร์ชั่นนักแสดง เป็นตัวของเขาเอง ร่าเริงออกลักษณะแนวขี้เล่นและนำแฟชั่นเสื้อผ้ามาเปรียบเทียบกับการตกแต่งเปลี่ยนแปลงผนังของห้องน้ำ

แล้วหากมีโอกาสคุณลองไปหาโฆษณาตัวนี้มาดูกันน้า ฉันขอคอนเฟิร์มค่ะว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับพรีเซ็นเตอร์คนนี้อย่างแน่นอนค่ะ คอตโต้สปีดบาธรูม..Cotto Speed Bathroom!



























ก้าวย่างที่ 7 หัวใจที่ยังเด็ก..Young at Heart  

เขียนโดย อรุณทอแสง

ดวงตะวันสาดแสงขึ้นยามเช้า ฝูงนกกาเริงร่าโผบินออกจากรัง ผู้คนมากมายเตรียมตัวออกจากบ้าน เพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ความสุข ความสว่างสดใสก็เริ่มต้นขึ้น กาลเวลาก็หมุนเปลี่ยนเวียนไปเรื่อย ๆ จากยามเช้าก็เปลี่ยนเป็นยามเย็น จากกลางวันกลายเป็นกลางคืน ปีเก่าก็ขึ้นเป็นปีใหม่ ทำให้เวลาล่วงเลยมาหลายเพลา เฉกเช่นเดียวกับนาฬิกาชีวิตของคนเราที่เดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง หากคุณกำลังนอนหลับฝันหวานอยู่บนเตียงนอนแล้วต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา เตรียมตัวออกไปทำงาน คุณเดินงัวเงียลงจากเตียงอย่างไม่เต็มใจระหว่างนั้นก็เดินผ่านกระจกในห้องน้ำ ทันใดนั้นก็เกิดอาการตาสว่างแล้วมายืนจ้องอยู่ที่หน้ากระจกแทนการอาบน้ำ เพราะเงาสะท้อนที่เห็นอยู่ในกระจกนั้น คือ ใบหน้าของตัวเองจากหน้าที่เคยอ่อนเยาว์ผิวพรรณเต่งตึงในตอนนี้กลับมีริ้วรอย เดินอยู่รอบ ๆ ใบหน้าเต็มไปหมด

“ คุณจะทำอย่างไรรู้สึกยังไงแล้วจะยอมรับกับมันได้ไหม และหากย้อนดูอายุประกอบด้วยว่าในขณะนี้คุณมีอายุที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่หลักสี่แล้ว ”

หลาย ๆ คนคงจะทำใจยอมรับกับมันไม่ได้อย่างแน่นอนหรือหากทำใจยอมรับได้ก็คงจะต้องใช้เวลานานพอสมควร ตัวฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งล่ะที่ไม่ค่อยจะยอมรับเรื่องอายุสักเท่าไหร่
หากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

“ ฉันคงจะร้องกรี๊ดลั่นบ้าน ปลุกให้คนทั้งบ้านตื่นแล้วพากันวิ่งมาดูที่ห้องว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันอย่างแน่นอน ”

ลำพัง ณ ทุกวันนี้ฉันมักจะบอกกับตัวเองและคนรอบข้างเสมอว่า

“ หยุดอายุไว้ที่แค่ 18 ปีเท่านั้น แถมกำชับบรรดาพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ไว้อีกต่าง หากมีลูกให้หลานเรียกว่า พี่ก็พอแล้ว อย่าเรียก ป้า น้า อา ฉันรับไม่ได้ 55555 ”

แต่ในที่สุดแล้ว ฉันก็คงต้องยอมรับและทำใจให้ได้ว่า

“ อายุเรา ร่างกายเรา เป็นเพียงแค่สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ”

แม้แต่ผู้ชายชื่อ..เถินเองในช่วงแรกก็ไม่ยอมรับและรับไม่ได้ในเรื่องของอายุว่าตัวเองเข้าสู่หลักสี่ สภาพจิตใจห่อเหี่ยวมาก ลืมแม้กระทั่งวันเกิดแล้วแทบจะไม่มองกระจกและไม่ดูแลใส่ใจตัวเองเลย เมื่อเวลาผ่านไปสักพักคนรอบข้างก็ให้กำลังใจพร้อมกับบอกเขาว่า

“ ตัวเขาดูดีและดูเด็กกว่าตอนอายุ 30 ปี ซะอีก ทำให้เกิดอาการอมยิ้มได้ ”

พอเขาเริ่มยอมรับกับตัวเองได้แล้วก็หันมาใส่ใจดูแลตัวเองด้วยการหันมาออกกำลังกายและดูแลอาหาร ตัวเลขอายุที่มากขึ้นอาหารก็เป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้ต้องใส่ใจดูแลหากเราไม่ดูแลตรงจุดนี้อาจจะทำให้เราเกิดอาการแพ้อะไรได้ง่ายเหมือนกัน อย่างตัวเขาเองกว่าจะรู้ว่าตัวเองแพ้กุ้งและอาหารทะเลก็อายุปาเข้าไปที่วัย 35 ปีแล้ว ...ฮ่าๆๆๆ

ตัวฉันก็มีเคล็ดลับง่ายในการดูแลตัวเองมาเล่าสู่กันฟังเหมือนกัน เคล็ดลับนี้ได้มาจากเพื่อนสมัยเรียนปริญญาตรี ด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้นของฉันทำให้ค่อนข้างแพ้อะไรได้ง่ายมาก ผิวก็จะค่อนข้างแห้งไม่ชุ่มชื้นเหมือนตอนสมัยยังสาว ๆ อยู่ การทานอาหารเลยต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษโดยจะพยายามทานครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อเน้นผักและผลไม้เป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร

แล้วในแต่ละวันฉันก็จะดื่มน้ำเปล่าเป็นน้ำอุ่นต้มสุกให้ได้วันละ 2-3 ลิตร เพราะน้ำเปล่าจะช่วยให้ผิวเราสดใสเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน และยังช่วยล้างพิษในร่างกาย น้ำอุ่นจะช่วยให้ไขมันในร่างกายไม่จับตัว ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเจ้าน้ำเปล่านี่ล่ะยังสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกด้วยน๊า..ขอบอก @_@

ฉันเคยแอบกระซิบบอกเล่าเคล็ดลับนี้ให้กับเขาฟัง ซึ่งเขาเองก็ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูเหมือนกันทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่ก่อนเขาจะชอบดื่มน้ำส้มคั้นสด ๆ มาก ไอ้เจ้าน้ำผลไม้ต่าง ๆ ไม่ได้ให้คุณประโยชน์อะไรมากมายเลยกลับเป็นโทษ เมื่อเราดื่มเข้าไปแล้วร่างกายเราจะได้น้ำตาลแทนไม่ได้กากใยและหากดื่มมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดโรคเบาหวานก็เป็นได้

การดูแลตัวเองของเขาแค่นี้ยังไม่เพียงพอจะทำให้มีความสุขและมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ เขาจะต้องดูแลสภาพของจิตใจควบคู่ไปด้วยพร้อม ๆ กันอย่างที่เคยบอกเล่าว่า

“ สภาพของจิตใจเป็นส่วนสำคัญ จิตใจของเราต้องคิดดี คิดแง่บวกไม่คิดร้ายต่อใคร มองโลกในทางสวยงามแล้วมีหัวใจที่มีความเป็นเด็ก..หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Young at Heart เพราะว่าเด็กจะมองโลกในมุมที่สดใส ไม่คิดอะไรมาก มีแต่ความซุกซน ร่าเริง ตื่นเต้น มีความทะเยอทะยาน ให้ความสนใจตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ”

ทำให้ฉันมีความคิดว่า

“ หากคนเราไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สภาพของจิตใจก็จะมีแต่ความกังวล คิดมาก แล้วอาจจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นความเครียด นอนไม่หลับ และส่งผลให้สภาพร่างกายของเราดูแย่ ไม่สดชื่น ใบหน้าก็จะมีริ้วรอย ดูแก่ไม่น่ามองอีกด้วย ”

คนเราทุกคนเมื่อเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วก็มักจะมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเสมอกันทุกคน แต่การแสดงออกของแต่ละคนจะแสดงออกมาได้ไม่เหมือนกัน อาจจะเนื่องด้วยสถานภาพทางสังคมและวุฒิภาวะที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความเป็นเด็กนั้นจำต้องถูกเก็บงำไว้ในมุมเล็ก ๆ ของจิตใจ และสถานการณ์ความเป็นเด็กของเขาก็สามารถทำให้คนอึ้งไปได้ อาทิเรื่อง การคิดบวกมองโลกในแง่ดีไม่คิดมาก หากเราเจอสถานการณ์ที่ย่ำแย่แบบนี้ จะทำยังไงกันน้อ เมื่อเราผ่านพ้นไปได้และมองย้อนกลับไปก็คงจะได้หัวเราะขำจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลได้แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงแบบนั้นคงจะยิ้มไม่ออกไปสักพักใหญ่ได้เหมือนกัน




เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนสมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเวียนนาจะต้องไปทำโปรเจ็กต์นานาชาติที่ประเทศสโลวาเกีย วันแรกที่ไปถึงเขาก็พยายามผูกมิตรทำการสื่อสารกับเพื่อนที่เป็นรูมเมทชาวรัสเซีย แต่ปรากฏว่าเพื่อนของเขาไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลย ภาษาเยอรมันก็พูดได้นิด ๆ หน่อย ๆ ตัวเขาเองลืมเตรียมยาสีฟันมากะว่าจะขอยืมของเพื่อนใช้ พอเดินเข้ามาที่ห้องน้ำเขาก็เห็นหลอดสีครีมคล้ายกับยาสีฟันวางอยู่เลยขอแอบยืมใช้โดยที่เพื่อนไม่รู้ ใช้มื้อป้าย ๆ เอามาถู ๆ ที่ฟันรสชาติออกฝาด ๆ ขม ๆ ใจก็คิดว่า

“ วันนี้เป็นวันที่เราช่างโชคดีจังเลยเนอะ แต่รสชาติมันแปลก ๆ จังอ่ะ สงสัยยาสีฟันของรัสเซียคงมีสารป้องกันฟันผุล่ะมั้ง ”


แต่หารู้ไม่ครีมหลอดนั้นที่เขานำมาแปรงฟันมันคือ น้ำยาขัดรองเท้า ทำให้ทั้งวันเขาทานอะไรเข้าไปไม่มีรสชาติของความอร่อย เรื่องนี้พอนึกย้อนกลับเขายังฮา ๆ ตัวเองพร้อมกับมีอาการอยากจะอาเจียนอยู่ไม่หายทุกครั้ง

ส่วนเรื่องการทานอาหาร ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับคำชมเชยมากว่ามีทักษะในการทานอาหารแขกจากการไปร่วมทานข้าวกับรัฐมนตรีของการ์ต้า เขาสามารถทานได้คล่องใช้มือทั้งห้านิ้วกวาดข้าวสวยกับแกงอย่างเอร็ดอร่อยออกรสชาติจนคนรอบข้างอยากมาทานร่วมด้วย แต่คนส่วนใหญ่จะรู้ไม่ว่าการที่เขาทานได้คล่องสาเหตุมาจากเวลาอยู่ในกองชอบปั้นข้าวเหนียวจ้ำทานกับส้มตำมือมันทั้งสิบนิ้ว แล้วอาหารก็จะเลอะที่ปากและที่จานทำให้คนในกองต้องคอยหาผ้ากันเปื้อนมาผูกให้ที่คอเหมือนเด็ก ๆ เวลาที่นั่งทานอาหาร

“ ฉันเองตอนดูรายการที่เขาเป็นพิธีกรพาไปชิมอาหาร เห็นแล้วต้องแอบกลืนน้ำลายตาม เขาเป็นคนที่ทานอาหารแล้วทำให้คนอื่นอยากทานด้วยมาก ”

การที่เขาทานง่ายอยู่ง่ายไม่ค่อยห่วงภาพของความเป็นคณบดีเท่าไหร่ เมื่อเวลาว่างจากการพักกองจะหาที่หลบมุมแอบงีบหลับไม่ห่วงว่าเสื้อผ้าจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแค่ไหน ถึงขนาดพอกลับถึงบ้านก็มักจะโดนคุณแหม่มซึ่งเป็นแม่บ้านบ่นอยู่เสมอว่า

“ คุณเถินนี่ ช่างเหมือนกับเด็กอนุบาลเสียจริง ๆ แอบไปแวะเล่นซนที่สนามเด็กเล่น ก่อนกลับมาบ้านหรือเปล่าคะ เสื้อผ้าเปื้อนมากจนแทบจะซักไม่ออกเลยนะเนี๊ยะ ”

หรือแม้แต่ตอนที่เขาไปทำงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อเครื่องบินรันเวย์แตะพื้นถึงท่าอากาศเชียงใหม่ปุ๊บก็ตรงเข้าไปที่มหาวิทยาลัยเลยโดยเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นแนวแบบสบาย ๆ กางเกงยีนส์เสื้อเชิ้ตดูเรียบง่าย พอนักศึกษาเข้าห้องเรียนเขาต้องทำหน้าที่เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เมื่อกล่าวเสร็จพักทานอาหารว่าง เด็กมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เดินตรงเข้ามาถามว่า

“ อาจารย์เถินคะ อาจารย์เป็นคณบดี จริง ๆ เหรอ ”

“ คับผม ”

“ นู๋นึกว่าอาจารย์เป็นดาราซะอีก 555 ”

“ ^__^ ”

แล้วตกเย็นก็นัดกับลูกศิษย์สามารถตะลุยเที่ยวจนเกือบเช้าได้อีก ระหว่างนั้นสาว ๆ ก็เข้ามาทักทายว่า

“ มาเที่ยวเชียงใหม่เหรอคะ ”

ลูกศิษย์ก็ตอบว่า

“ มาทำสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คับ ”

“ แล้วเพื่อนเรียนอยู่เหรอคะ ”

“ คนไหนคับผม ”

สาว ๆ ก็ชี้มาทางเขา ด้วยลักษณะนิสัยขี้เล่นชอบแกล้งคนเขาก็เลยตอบกลับ

“ คับผมเรียนอยู่ ”

เลยทำให้ถูกแซวต่ออีก

“ หน้าแก่แบบนี้น่าจะเรียนปริญญาโทมากกว่าล่ะมั้ง ”

“ -_-; ” คำตอบจากสาว ๆ ทำเขาอึ้งและหน้าแตก

และถึงแม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่หลักสี่แล้ว แต่หัวใจของเขายังเป็นหนุ่มประสบการณ์หล่อหลอมตัวเขา ทำให้มีความสดชื่นรื่นเริง มีพลังชีวิตที่มักจะหาสิ่งท้าทายมาทำอยู่เรื่อย ๆ มีจินตนาการมุมมองความคิดที่สร้างสรรค์ คิดทำอะไรรวดเร็ว แม้บางครั้งร่างกายอาจจะรับไม่ไหว เพราะถ้าเทียบกับคนที่อายุเท่ากันในวัยนี้คนส่วนใหญ่มักจะทำงานเก็บเงินให้เวลากับครอบครัวพาลูกไปเที่ยว เข้าวัดฟังธรรมหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ส่วนเขากลับทำโน้นทำนี่อย่างไม่ยอมหยุดและไม่ยอมเหนื่อย

คนเราหากสภาพภายในร่างกายมีจิตใจที่ดีก็ย่อมจะส่งผลออกมาทางภายนอกร่างกายทำให้เห็นถึงใบหน้าที่อ่อนเยาว์แลดูอายุน้อยกว่าความเป็นจริง ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และจะเห็นถึงความรื่นเริงอยู่เสมอ หากรักษาหัวใจของเราให้ดีไม่ให้เฉาเหมือนใบไม้ที่มีสีน้ำตาลแดงรอเวลาร่วงหล่นลงมาจากต้นแล้ว พยายามทำตัวเองให้เป็นใบไม้สีเขียวมีแต่ความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เราก็จะคงไว้ซึ่งความเป็นเด็ก..Young at Heart อยู่ในตัวของเราได้ตราบนานเท่านานเช่นกัน

ก้าวย่างที่ 6 สายใยแห่งมิตรภาพ  

เขียนโดย อรุณทอแสง

การที่ฉันได้คลอดผลงาน “ ผู้ชายธรรมดาที่..ไม่ธรรมดา ” ออกมานั้น ผลตอบรับที่ฉันได้จากผู้ชายชื่อ..เถินก็คือ คำว่ามิตรภาพ แล้วยังเป็นจุดกำเนิดของสายใยแห่งมิตรภาพอีกเส้นหนึ่งชื่อว่า “ แก๊งค์ 4 เฮง ” มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายทำให้สายใยเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ เส้นนี้ก่อเกิดเป็นความผูกพันถักทอพวกเราเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจอย่างมากสำหรับฉันถึงแม้จะมีเงินทองมากมายเพียงใดก็ไม่อาจจะหาซื้อได้

ในชีวิตเคยมีสักครั้งหนึ่งไหมที่คุณเกิดคำถามขึ้นในใจว่า

“ การที่คน ๆ หนึ่งเกิดมารู้จักกันแล้วได้รับมิตรภาพและความรู้สึกที่ดีจากใครสักคนนั้นมันเป็นเรื่องง่ายหรือเรื่องยาก ”


ฉันเคยอ่านเจอในเรื่องเล่าผ่านทางอินเตอร์เน็ตและมีคำพูดหนึ่งกล่าวไว้

“ การที่คนเราได้มาเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อแม่ , พี่น้อง , ญาติ , เพื่อน , ศัตรู และคนรัก ไม่ใช่ของเลื่อนลอย เมื่อมีวาสนาถึงเวลาที่เหมาะสมก็มาเจอกันโดยไม่ต้องเรียกร้อง เมื่อสิ้นวาสนาต่อกันทำให้ต้องจากกันเราจะรั้งอย่างไรก็ไม่อยู่ ”


และนั่นทำให้ฉันมีความรู้สึกว่า

“ การที่คนเราได้มาพบเจอแล้วคบหาเป็นเพื่อนกันนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่เราจะทำอย่างไรที่จะรักษามิตรภาพความเป็นเพื่อนให้คงอยู่ยั่งยืนตลอดไปนั่นต่างหากเป็นเรื่องที่ยากกว่า หากว่าการคบหากันนั้นไม่มีความจริงใจให้แก่กันก็คงจะทำให้เราคบกันไม่รอด ”


อย่างเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนสมัยเรียนหนังสือการคบหาใครสักคนเป็นเพื่อนสนิทกันก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียน หรือติดต่อกันทางจดหมายและโทรศัพท์บ้าน พอมาถึงทุกวันนี้โลกใบน้อย ๆ ของเราก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้พัฒนาไปอย่างล้ำสมัยเข้าสู่ยุคของการสื่อสาร อินเตอร์เน็ต , Wi-Fi , GPRS เข้ามาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นจากโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลก็กลายเป็นโลกใบจิ๋ว ทำให้การมีเพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องเรียนเหมือนแต่ก่อนแล้ว เราสามารถรู้จักและมีเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นได้จากโลกอินเตอร์เน็ต

“ แล้วคุณล่ะรู้จักเพื่อนสนิทของคุณด้วยวิธีใดบ้าง ”

โลกใบจิ๋วในยุคของการสื่อสาร มีช่องทางหลายช่องในการติดต่อและทำความรู้จักกัน วิธีที่ได้รับความนิยมฮอทฮิตติดลมบนอันดับหนึ่งเลย ได้แก่ โลกของการสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์นั้นเอง ความสัมพันธ์นี้ใช่ว่าทุกคนจะเจอเพื่อนแท้กันได้ง่าย ๆ การพัฒนาความสัมพันธ์จากคนรู้จักคนหนึ่งค่อย ๆ กลายมาเป็นเพื่อนสนิทก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เช่นกัน ซึ่งฉันขอเรียกมิตรภาพแบบนี้ว่า มิตรภาพเสมือนจริง อย่างที่ความสัมพันธ์ของฉันกับเขาก็ก่อเกิดจากมิตรภาพเสมือนจริง เริ่มต้นจากการเขียนอีเมล์คุยกันทางฮอทเมล์ ต่อมาเป็นไฮไฟว์และทางเอ็มเอสเอ็น จนเกิดเป็นมิตรภาพของความเป็นจริง มีการเปิดเผยคุยกันในเรื่องส่วนตัวมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่เคยพบเจอตัวจริงกันก็ตามที

แล้วเมื่อเริ่มเกิดเป็นมิตรภาพของความเป็นจริง ความสนิทสนมก็มีเพิ่มมากขึ้นทำให้ค้นพบตัวตนบางอย่างของเขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย


อย่างเรื่องของความไฮเปอร์ในการทำงานของเขา เขาจะมีความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง ทำงานรวดเร็วคล่องแคล่วว่องไว บางครั้งก็ทำให้ฉันเกิดอาการมึนงงและขำ ๆ เสมอ ส่วนเรื่องของฉันกับพวกน้อง ๆ ในแก๊งค์ 4 เฮงก็เหมือนกัน เขาเคยบอกว่า

“ เรื่องน้อง ๆ นี่พี่เถินรู้สึกเหมือนหนังเรื่องชาลีแองเจิลเลยอะ เพียงแต่มีนางเอกหลายคนมาก น่าเอาไปทำหนังน้อ แบบเป็นเรื่องของสาว ๆ ต่างใจ ต่างวัย แต่รวมตัวกันได้พี่ก็จะอยู่เบื้องหลัง คอยคุยด้วย แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นตัวจริง ”

" ท่านพี่จ๋า..คิดได้ไงคะเนี๊ยะ ข้าน้อยขอคารวะ O__O "

" ความคิดของเขาเจ๋งมาก โดนใจฉันสุด ๆ เป็นนางเอก..ว๊าว OoO ส่วนจะให้ยอมรับเป็นสาวต่างวัยคงยอมไม่ได้ ต้องขอแก้ต่างว่าเป็นสาว ๆ วัยเดียวกันถึงจะถูกเรื่องอื่น ๆ รับได้หมดน๊า แต่กับเรื่องอายุไม่ขอยอมค่ะ แล้วเมื่อเอ่ยถึงเรื่องอายุทีไรน้องกลาง..เจ้าหนุงหนิงมักจะมีอาการกรี๊ดกร๊าดลมจะใส่ทุกครั้งไม่ใช่เพราะความดีใจเป็นความเสียใจมาก ๆ ที่ในช่วงแรก ๆ ของการคุยกันเขาเดาอายุเจ้าน้องกลางผิด คิดว่าอายุ 24 ปีซึ่งแก่กว่าอายุจริง 1 ปี 555 ^_* "

" ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ค่อยจะยอมน้อยหน้าเรื่องของอายุเหมือนกัน คิดว่าเป็นวัยเดียวกับพวกฉันซะแล้ว ^O^ "

ความคิดของเขาในเรื่องนี้เจ้าหนูอ้อนก็เอาไปเพ้อฝันคิดพล็อตเรื่องต่อยอดได้อีก

“ เจ้ ๆ แก๊งค์เรามีใครเขียนนิยายได้บ้างหรือเปล่า ”


“ ไมเหรอ..หนูมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ” ฉันถามด้วยความงุนงงเต็มที่ +_+

“ อ๋อ ๆ หนูคิดพล็อตเรื่องจากข้อความที่พี่เถินเขียนมาได้ค่ะ เลยอยากหาคนมาเขียนพล็อตเรื่องที่หนูคิดออกมาเป็นนิยายอ่ะ ”

“ เอ่อ..หวังว่าคงไม่ใช่เจ้นะเจ้าหนูอ้อน ลำพังแค่เขียนเรื่องให้พี่เถินไม่เสร็จเลย =_= ”

“ โห..เจ้รีบปฏิเสธเลยนะ แล้วมีใครพอที่จะเขียนได้ไหม ”

“ 555…ไอ้มีก้อมีอยู่น้า เจ๊ใหญ่..พี่ดาว กะน้องกลาง อ้าวทำไมตัวหนูไม่เขียนเองอ่ะ ”

“ เจ้ หนูคิดได้แต่พล็อตเรื่องให้เขียนเองคงจะไม่ไหว ลำพังแค่เขียนเมล์คุยกันก็จะแย่อยู่แล้ว หนูเป็นคนเขียนแบบวน ๆ หาทางออกไม่ได้ คนมาอ่านงานที่หนูเขียนก็คงจะงง ๆ ไม่เข้าใจเรื่องที่หนูจะสื่อออกมาหรอกนะ ”

“ อืมมมมม..แล้วเจ้จะบอกให้แล้วกันแต่ไม่รู้นะว่าจะมีใครร่วมมือกับหนูด้วยหรือเปล่านะ ”

“ โอเชเลยเจ้ ”

เมื่อเรานำพล็อตเรื่องนี้ไปคุยกันในแก๊งค์แล้ว น้องกลางเป็นคนรับปากเจ้าหนูอ้อนว่าจะลงมือเขียนให้ โดยพล็อตเรื่องที่เจ้าหนูอ้อนคิดไว้มีเรื่องราวอยู่ว่า

พี่เถิน พระเอกและนายใหญ่ที่คอยสั่งการทางโทรศัพท์ ควบคุมปฏิบัติการต่าง ๆ ทั้งหมดผ่านคอมพิวเตอร์ อยู่เบื้องหลังไม่มีใครเคยพบเห็นตัวจริง รู้จักตัวตนของลูกน้องทุกคนแอบแวบมาดูบ่อย ๆ แต่ไม่มีใครรู้จัก

เจ๊ใหญ่ จะรับบทเป็นกุนซือใหญ่ คอยรับคำสั่งมาจากนายใหญ่อีกที คอยวางแผนงาน กำกับดูแลพวกฉันทั้งหมดทุก ๆ เรื่อง ในเรื่องจะเป็นหญิงสาวสวย ลุย ๆ มาดนิ่งมีความจริงจังในการทำงานแต่เรื่องของหัวใจมีบาดแผลเจ็บลึกมากเนื่องจากแฟนโดนตัวร้ายฆ่าตายทั้ง ๆ ที่กำลังจะแต่งงานกันทำให้เข็ดขยาดในเรื่องของความรัก ไม่มีแฟนและใช้ชีวิตอยู่คนเดียว

เจ๊รอง..รึก็คือฉันเองค๊า คอยดูแลระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทคทุกชนิด แล้วประสานงานให้น้อง ๆ ในแก๊งค์ ออกปฏิบัติการลับได้อย่างราบรื่น


น้องกลาง คนสืบราชการลับ เรียบร้อยมีเสน่ห์แพรวพราว วางแผนแยบยลและใช้เสน่ห์ที่มีอยู่ในตัวให้เกิดประโยชน์ในการเข้าไปล้วงข้อมูลของคนร้าย

น้องเล็ก..เจ้าหนูอีฟ หน่วยปฏิบัติการบู๊ล้างผลาญ เวลาทำงานออกไปต่อสู้กับคนร้ายจะมีความจริงจังแต่นอกเวลาจะออกแนวแก่น ๆ ซน ๆ กล้าพูดกล้าทำ ทั้งยังกล้าได้กล้าเสียทำให้พวกพี่ ๆ ต้องคอยเป็นห่วงและตามดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ


เจ้าหนูอ้อน หน่วยปฏิบัติการบู๊ล้างผลาญ ค่อนข้างใจร้อนทั้งในเวลาและนอกเวลาทำงานทำให้เกิดความผิดพลาดในการต่อสู้อยู่บ่อยครั้ง แต่มีจิตใจที่มุ่งมั่นเข้มแข็งอดทนต่ออุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

เจ้าหนูเกตุ หน่วยปฏิบัติการบู๊ล้างผลาญ ออกแนวซื่อ ๆ ร่าเริง เรียบร้อยแบบโก๊ะ ๆ ชีวิตมีแต่ความรื่นรมย์ไม่เครียดทำให้เวลาทำงานในการออกไปต่อสู้กับตัวร้ายมีแต่ความสนุกสนาน

และที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ ตัวร้ายจะเป็นแก๊งค์กระบวนการข้ามชาติ มีลูกสมุนไม่ต่ำกว่าร้อยคน


คนอ่านหลายคนคงอยากจะรู้กันแล้วสิน้อว่าเรื่องราวมันจะเป็นอย่างไร เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่ว่า ฉันและน้อง ๆ ในก๊วนหนอนไหม ได้ไปแสดงความ..(ฝีปาก) กล้าอย่างไม่กลัวอันตรายถกเถียงกันในประเด็นของเรื่องว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “ ขบวนการแก๊งค์ดาวลูกเป็ด ” ซึ่งจะมีสัญลักษณ์เป็นดาวลูกเป็ดตัวน้อยทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้ากลางร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ส่งผลให้เจ๊ใหญ่เจ้าของร้านผู้ที่มีเบื้องหลังเป็นหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับเห็นแววของพวกเธอเหล่านั้นจึงให้ความสนใจ ประกอบกับเป็นช่วงที่กำลังมองหาผู้กล้ามาเข้าร่วมเป็นทีมงานเลยเปิดโอกาสให้ก๊วนหนอนไหม ได้ทดลองเข้ามาเป็นนักสืบมือสมัครเล่น โดยออกมาภาคสนามสืบเรื่องอย่างจริง ๆ จังเป็นภารกิจแรกในภารกิจที่เจ๊ใหญ่ได้รับมอบหมายมา หีบเพลงเป็นสมบัติอันล้ำค่าประจำตระกูล กุ๊กกุ๊กกรู่ มีตำนานมาหลายชั่วอายุคนแล้วพวกเธอเหล่านั้นมีหน้าที่เข้าไปสืบเสาะและขัดขวางแผนการอันชั่วร้ายของแก๊งค์ดาวลูกเป็ด งานนี้ไม่อู๊ด ๆ ..หมู ๆ อย่างที่คิดสำหรับสาว ๆ บอบบางอ่อนไหวทั้ง 5 คน เมื่อสิ่งที่พวกเธอต้องเผชิญดูจะมีอันตรายเกินตัวแล้วยังจะความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องบอสใหญ่ ผู้ทำตัวแสนลึกลับของพวกเธอซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคชิ้นโต ความพยายามของสาว ๆ ตั้งใจจะสืบเรื่องนี้มากกว่าเรื่องของแก๊งค์ดาวลูกเป็ดซะอีก ภารกิจของพวกเธอจะทำสำเร็จหรือไม่? ต้องรอลุ้นและเอาใจช่วยกันนะคะ


นอกจากความไฮเปอร์แล้วใครจะเชื่อบ้างว่า เขาก็มีมุมโก๊ะ ๆ และความจำสั้น อยู่ด้วยเหมือนกัน ซึ่งนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะค่อนข้างคล้ายกับฉันมาก และในมุมนี้หลายคนอาจจะเถียงกับฉันก็ได้


“ ไม่จริง..เป็นไปไม่ได้หรอก เขาดูกระฉับกระเฉงในการทำงานซะขนาดนั้น จะโก๊ะ ๆ หรือขี้ลืมได้ไงกัน ”

“ ขอบอกเลยว่าจริงค่ะ ทุกวันนี้หากลองแกล้ง ๆ ถามดูว่าฉันกับเขารู้จักกันทางไหน คุณเชื่อไหมว่า เขาต้องตอบกลับมาแบบมั่นใจว่าเป็นทางไฮไฟว์ ถ้าไม่เชื่อก็ลองถามดูสิคะ ”


แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันพบ ก็คือ หากเขามีความประทับใจ , ความพอใจอะไรก็ตามในทุก ๆ สิ่งเขาจะไม่บอกกล่าวหรือถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นรับรู้หรอก แต่จะเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้เงียบ ๆ อยู่ในใจคนเดียวแล้วจะใช้เวลาทั้งหมดเป็นเครื่องพิสูจน์ อย่างเช่น การคบเพื่อนหรือการจะให้ความเป็นมิตรกับใครสักคน เขาจะใช้เวลานานพอสมควรว่าคนเหล่านั้นที่จะก้าวเข้ามาเป็นเพื่อนกับเขา มีความจริงใจ ความสม่ำเสมอให้เขากับแค่ไหน หากพวกเขาไม่มีสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเขาก็จะคบเพียงผิวเผินหรืออาจจะไม่สนใจคบหาหรือสุงสิงด้วย ทำให้ฉันคิดได้ว่าประโยคคำพูดนี้น่าจะเหมาะกับตัวเขาที่สุด

“ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ”


เรื่องนี้ฉันก็เคยเจอมากับตัวเองแล้วเหมือนกัน วันหนึ่งฉันคุยกับเขาทางไฮไฟว์ ในวันนั้นทำหลายอย่างพร้อม ๆ กันรวมทั้งการคุยกับเขาด้วย ทำให้ฉันพิมพ์ข้อความคุยกับเขาแบบมึน ๆ และอาการนี้เองทำให้ข้อความสุดท้ายเกิดการผิดพลาดขึ้น

“ ตอนนี้หนูก็มึนมั่ก ๆ ค่ะ นั่งตอบเมล์เพื่อน ตอบข้อความพี่เถิน คุยกะพี่สาวด้วย งงไปหมดแล้ว (หุหุหุ) พี่สาวเค้าบอกว่า Ad. น่ารักนะคะแต่ว่าหนูยังไม่เห็นค่ะ จริง ๆ พี่เค้าบอกมากกว่านั้นอีกค่ะว่านอกจากพี่เถิน ดูเป็นคนอบอุ่น น่ารัก ใจดี อ่อนโยน ในบางมุมบางครั้ง ตัวจริงก็ออกจะเป็นคนที่ดูดุ ๆ เงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด ด้วยซ้ำ ...แต่ในงานพี่ต้องแสดงออกมา ว่าเป็นคนค่อนข้างสนุก พูดเก่ง ไม่รู้จริงมั้ยนะคะ (อันนี้พี่สาวหนูบอกมานะคะ) สรุปว่าก็น่ารักดีค่ะ ^^ เหอๆๆๆๆ ”


“ เอ..สงสัยว่าเขาโกรธแน่ ๆ ไม่ตอบกลับ หายไปเลย ”

“ หรือจะไม่พอใจในสิ่งที่เราพิมพ์ไปหรือเปล่าน้า ”

เขาถึงไม่ตอบกลับมา เล่นเอาฉันรู้สึกไม่ดีและไม่สบายใจมากไปหลายวัน แต่ตอนหลังเขาเพิ่งมาบอกให้ฉันฟังว่าเขาพอใจ เพียงแต่ตอนนั้นกำลังยุ่ง ๆ อยู่ก็เลยไม่ได้ตอบกลับข้อความของฉันมา ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นที่เขาไม่ได้โกรธฉัน


ยังมีอีกหลายอย่างที่ฉันได้เรียนรู้จากเขา แม้บางข้อความที่เราคุยกันแบบผิวเผินมองดูแล้วเป็นเรื่องสนุกขบขัน สบาย ๆ แต่หากอ่านแล้วพิจารณ์ตามไปด้วยจะรู้ว่ามีสาระมากมายที่นำเอามาปรับใช้ในชีวิตส่วนตัวได้ และยังค้นพบได้อีกว่า

ความมีน้ำใสใจจริง ก่อให้เกิดเป็นมิตรภาพได้ และหากคนเรามีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีน้ำใสใจจริงให้แก่กัน เราก็จะสามารถมีมิตรภาพที่ดีได้เหมือนกัน

ข้อความของเรื่องในตอนนี้ทำให้ฉันนึกถึงเพลง ๆ หนึ่งเคยได้ยินครั้งแรกตอนเรียนปริญญาโทที่งานปัจฉิมนิเทศน์ต้อนรับรุ่นน้องรุ่น 2 ของพวกฉัน ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะมากให้ความรู้สึกและใช้แทนความหมายของคำว่า สายใยแห่งมิตรภาพได้เป็นอย่างดี


อยากจะมีคำพูดสักคำที่แทนความจริงจากใจที่มี อยากจะสื่อความหมายดี ๆ ที่พอจะทำให้เธอได้เข้าใจ คำบางคำที่ดีสักคำหนึ่ง คำบางคำที่จะซึ้งกินใจที่จะพอจะใช้แทนใจจากฉัน แต่จะมีคำพูดคำใดที่แทนความจริงจากใจให้กัน ต่อให้คำเป็นร้อยเป็นพันก็คงบรรยายไม่พอได้เหมือนใจ ความเป็นจริงที่เห็นที่เป็นอยู่คงจะดีกว่าคำพูดใด ๆ และไม่มีสิ่งไหนมากมายกว่านั้น แทนสัญญาแทนสายใยในหัวใจที่นิรันดร์ ก็คือความจริงใจที่คงมั่นที่ตัวฉันนั้นมีให้เธอ มีหัวใจและสายตาแทนสัญญาว่ารักเธอและจะมีเพียงพอมาให้เธอผู้เดียว ***

*** เพลงแทนคำนั้น ศิลปิน อัสนี-วสันต์ โชติกุล


ก้าวย่างที่ 5 MSN Dr. Narupon  

เขียนโดย อรุณทอแสง

คุณ ๆ ขา..ขา คุณเคยเกิดอาการแบบนี้ขึ้นกับตัวคุณในเวลาเดียวกันรึเปล่า ดีใจ , ตื่นเต้น , เครียด , มึนงง แล้วก้ออีกสารพัดอาการ ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยมีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นมาแล้ว ในความเป็นจริงหากว่าคนที่คุณชื่นชมเขาอยู่มองเขาเป็นไอดอล ดูห่างไกลเกินกว่าที่จะทำความรู้จักได้ แต่อยู่มาวันหนึ่งคุณได้คุยกับเขา เท่านั้นยังไม่พอเหมือนสวรรค์เล่นตลก เมื่อเขายื่นงานมาให้คุณทำหนึ่งชิ้นโดยงานชิ้นนั้นเป็นงานเขียนซึ่งคุณไม่ถนัดและไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้มาให้คุณลองเขียน โดยให้เขียนเรื่องราวของเขาในมุมมองของตัวคุณเอง คุณจะทำยังไงและจะเป็นเหมือนฉันรึเปล่า แล้วเหตุการณ์ก็มันมีอยู่ว่า


ช่วงบ่ายวันเสาร์กลางเดือนตุลาคม 2551 ฉันมีนัดกับปะป๊าและน้องสาวเพื่อไปตะลุยช็อปปิ้งหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ แล้วก็นัดกับพี่ ๆ น้อง ๆ นักเขียนของเว็บแจ่มใส และเจ้าหนูเกตุ เพื่อมาเจอกันและเอาของให้ปรากฏว่าเมื่อไปถึงที่งานก็เจอพี่ ๆ น้อง ๆ นักเขียนบางคน ส่วนเจ้าหนูเกตุกลับหนีฉันกลับบ้านก่อนซะนี่ได้แต่ฝากของเอาไว้กับพี่อีกคนหนึ่งโดยที่ไม่ยอมรอเจอตัวกันก่อน มันน่างอนดีไหมเนี่ย?

ในวันนั้นฉันใช้เวลาเดินดูและซื้อหนังสืออยู่ในงานประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงจนหมดแรงและกลับมาถึงบ้านประมาณสองทุ่มกว่า หลังจากทำกิจวัตรประจำวันเสร็จเรียบร้อยก็เกือบจะสามทุ่มครึ่ง เลยมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานและต่อเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อเช็ค – ตอบ อีเมล์และเข้าไฮไฟว์ ระหว่างนั้นมือของฉันเผลอไปกดโดนตัวออนไลน์ของเอ็มเอสเอ็นเข้า ตอนแรกฉันกะว่าจะกดปิดด้วยซ้ำ เผอิญหน้าต่างเอ็มเอสเอ็นเด้งขึ้นมาเสียก่อน ฉันก็สงสัยว่า “ เอ..วันนี้เป็นไรน้าเข้าได้ไม่ถึง 2 นาทีด้วยซ้ำแถมไม่มีอาการเกเรอีกต่างหาก ” >.,<

หากใครที่เป็นสมาชิกอีเมล์ฮอทเมล์คงจะต้องรู้จักโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นกันเป็นอย่างดี สำหรับฉันเอ็มเอสเอ็นเป็นตัวกำเนิดของจุดเริ่มต้นอะไรหลายอย่างทั้งคำว่า มิตรภาพ , ความสนิทสนม ตามปกติแล้วเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านมักจะมีปัญหามากในการออนไลน์เอ็มเอสเอ็นเข้ายากและบางทีพอเข้าได้ก็มักจะเกเรอยู่บ่อย ๆ แต่ครั้งนี้คงเป็นเพราะคำว่าโอกาสล่ะมั้งเลยทำให้เข้าได้ง่าย

เมื่อเข้าได้แล้วก็นั่งกดคลิกเมาส์ดูว่ามีใครออนไลน์อยู่บ้าง ความที่ไม่ได้ออนไลน์เอ็มเอสเอ็นมานานหลายเดือนทำให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ เข้ามาทักทายกันเยอะมาก เผอิญว่าสายตาฉันเหลือบไปเห็นคำว่า Dr.Narupon มีสัญลักษณ์เป็นตัวสีเขียวออนไลน์อยู่ด้วย ก็นึกในใจว่า “ เอ..วันนี้เกิดไรขึ้นน้อปกติไม่ค่อยจะเห็นเขาออนไลน์เอ็มเอสเอ็นเท่าไรเลย ตั้งแต่ได้อีเมล์มาไม่เคยเห็นออนไลน์ซะที หากว่าทักทายแล้วเขาจะคุยและจำฉันได้ไหมน๊า ”

ถึงตัวจะห่างไกล แต่หัวใจเราเชื่อมถึงกันเสมอ says:
หวัดดีค่าพี่เถิน

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
บายดีนะคะ

Dr.Narupon says:
ใครคับ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
นู๋..เองค่า

Dr.Narupon says:
วันหยุดไม่ไปไหนเหรอ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
เพิ่งกลับมาจากงานสัปดาห์หนังสือค่า

Dr.Narupon says:
พรุ่งนี้พี่ก้อจะไปเหมือนกัน ไปให้สัมภาษณ์

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
หว้า...เสียดายจังอดเจอเลย

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
จริง ๆ ตอนแรกกะว่าจะไปพรุ่งนี้เหมือนกันแต่ว่าพี่ ๆ น้อง ๆ ทั้งนักเขียน , แฟนคลับเค้ามาและนัดเจอกันวันนี้ทั้งหมดเลยต้องไป เพราะนู๋ต้องเอาของไปให้เค้าด้วย แต่ปรากฏว่าไปถึงไม่เจอใครเลย น้องที่เป็นแฟนคลับด้วยกันฝากของไว้กับพี่นักเขียนแล้วตัวเค้าก้อหนีกลับไปก่อนไม่ยอมอยู่เจอเรา

Dr.Narupon says:
พี่ไปแป๊บเดียวเอง ให้สัมภาษณ์แล้วก้อกลับ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
อืมม...ค่า แล้วหนังสือชื่อว่าไรคะ

Dr.Narupon says:
ผู้ชายหลายบทบาท

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
หนังสือออกเมื่อไหร่บอกด้วยนะคะ จะไปตามหามาอ่านค่า

Dr.Narupon says:
ยังไม่เสร็จ เพิ่งเขียนไปได้นิดเดียวเอง

Dr.Narupon says:
อายจัง เวลาพูดถึงเรื่องของตัวเอง

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
อายทำไมคะ..นู๋เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของพี่ รู้สึกดีมากค่ะพี่เป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงานให้กับคนอีกหลาย ๆ คนนะคะ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
ว่าจะถามหลายทีแล้วค่ะ แต่ก็ลืม พี่เถินหายป่วยแล้วรึยังคะ

Dr.Narupon says:
เข้ายังชั่วขึ้นมากแล้วคับ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
พี่เข้ายังชั่ว แต่นู๋ป่วยแทนพี่ ไปทำฟันอุดฟันมาสองซี่ ทานไรไม่ได้ แถมเจ็บคอเป็นหวัดต่ออีก เป็นอาทิตย์แล้วยังไม่หายซะที

Dr.Narupon says:
พักผ่อนมาก ๆ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
ขอบคุณค่า

ระหว่างที่เราคุยกันฉันต้องรวบรวมสมาธิเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าอุ้มเพื่อนสนิทในกลุ่มก๊วนเพื่อนรักของฉัน กำลังป่วนและง่วนอยู่กับเรื่องการจัดทริปไปเที่ยวในช่วงปลายปี เจ้าอุ้มกำลังบ่น ๆ ถึงการจัดทริปแต่ละครั้งของเพื่อน ๆ ว่าจังหวัดที่จัดไปเที่ยวกันเขาเคยไปมาเกือบจะหมดแล้วทั้งนั้น พร้อมกับจะให้ฉันนั่งจดรายชื่อจังหวัดที่เขายังไม่เคยไปเพื่อนำไปจัดทริป ฉันเลยตอบกลับไปว่า
“ คุณนาย..ดิช้านไม่ว่างมานั่งจดให้หรอกนะ ” และกลับมานั่งคุยกับเขาต่อ ^O^

Dr.Narupon says:
พี่ว่านู๋น่าจะเป็นนักเขียนได้นะ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
เขียนไม่ได้หรอกค่ะ วิจารณ์ วางพล็อตให้คนอื่นได้ ตัวเองเขียนไม่ได้หรอก

Dr.Narupon says:
พี่ว่านู๋เขียนได้

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
เขียนไม่ได้หรอกยังไงก้อเขียนไม่ได้

Dr.Narupon says:
เขียนได้ ที่นู๋เขียนอีเมล์คุยกะพี่ พี่ว่านู๋เขียนดีออก

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
แหะ ๆ ยังไงก้อเขียนไม่ได้หรอกค่ะ

Dr.Narupon says:
ลองเขียนเป็นเรื่องสั้นหรือบทความ

Dr.Narupon says:
แล้วอัพลงบล็อกดิ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
จริง ๆ แล้วเคยเขียนเรื่องสั้นเหมือนกัน แล้วโพสต์ลงในเว็บหนึ่งแต่เว็บนั้นปิดไปแล้ว ครั้งนั้นที่เขียนเพราะติดสัญญาไว้กับบก.

Dr.Narupon says:
เขียนเรื่องของพี่ดิ

" โอ๊ะ...งง ๆ มีอะไรหรือเปล่าหว่า ทำไมเขาถึงอยากให้เราเขียนเรื่องของเขาน๊า =O= " ด้วยความไม่แน่ใจคิดว่าเขาพูดเล่นฉันจึงต้องเอ่ยถามและขออนุญาต

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
พี่เถินแน่ใจแล้วเหรอคะ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
งั้นนู๋ขออนุญาตพี่เถินเขียนนะคะ พี่เถินจะอนุญาตนู๋มั้ยคะ

Dr.Narupon says:
อนุญาต

Dr.Narupon says:
เขียนถึงพี่ในมุมมองของตัวนู๋เอง

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
ค่ะ..เด๋วนู๋จะลองเขียนดูเสร็จแล้วจะส่งให้อ่านทางอีเมล์นะคะ

Dr.Narupon says:
พี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ

Dr.Narupon says:
แล้ววันหลังค่อยคุยกันใหม่

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
ค่ะ ^^


ในความรู้สึกของฉันภูมิใจมากที่ได้รับเกียรติและโอกาสเขียนถึงเรื่องของเขา แต่ทำไม๊..ทำไมเขาถึงจับจุดอ่อนของฉันถูกได้น๊ามาแนวเดียวกับเจ้าหนูน้ำฝนเลย แล้วสติฉันก็แตกจนได้

“ กรี๊ด!! เอาล่ะสิงานนี้ โอ๊ยตาย ๆ แน่ ๆ เลย ด้วยความมึน ๆ เอ๋อ ๆ จากการทานยาเข้าไปทำให้ตกลงรับปากกับเขาว่าจะเขียนงานออกมาให้ ลำพัง ณ ช่วงเวลานั้นงานก็วุ่น ๆ พอสมควรจนหัวหมุนเป็นลูกข่าง ทีนี้ฉันจะทำไงต่อไปดีจะเขียนยังไงล่ะเนี๊ยะ!! ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเขาก็ไม่มี แถมไม่เคยเจอตัวจริงด้วย มีแต่เขียนอีเมล์คุยกันทั้งทางไฮไฟว์และฮอทเมล์แล้วก็ติดตามผลงานของเขาทางจอโทรทัศน์ งานนี้จะเอาอะไรมาเขียนล่ะ ”

“ อืมมม..อยากรู้จังว่าทำไมเขาถึงอนุญาตและไว้ใจให้ฉันเขียนเรื่องราวของเขาได้น้อโดยไม่กลัวสักนิดเลยว่าฉันอาจจะเขียนออกมาแล้วทำให้ภาพพจน์ของเขาเสียหายได้ แล้วการที่คนเราจะให้ใครสักคนหนึ่งมาเขียนถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองได้ คน ๆ นั้นต้องเป็นคนที่มีความสนิทสนมกันมากพอสมควร ท่านพี่เถินขา...พี่จุดประกายความคิดได้อย่างรวดเร็วมาก พี่ลืมไปรึป่าวเอ่ยว่าหนูไม่ใช่ลูกศิษย์ที่พี่สอนอยู่น๊า โจทย์ของพี่ที่ให้หนูมาทั้งยากทั้งหินเลยอ่า ” TT__TT::::

คำพระท่านสอนว่า “ สติมาปัญญาเกิด ”
ใช้ได้ผลจริง ๆ หลังจากนั่งคิดทบทวนสักพักจึงนึกได้ว่าฉันเคยให้พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อค้นประวัติผลงานของเขานี่นา ได้การล่ะกลับไปหาพี่กูเกิ้ลสุดหล่อจ๋าอีกครั้งดีกว่าเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง

“ พี่กูเกิ้ลสุดหล่อจ๋า ช่วยนู๋ด้วยน๊าก่อนที่นู๋จะสติแตกไปมากกว่านี้ ”

“ ใจเย็นก่อนคับผม มีอะไรให้พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อช่วยเหรอ ”

“ พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อจำ พี่เถิน ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ได้ไหมเอ่ย ที่คราวก่อนนู๋เคยให้พี่กูเกิ้ลค้นหาประวัติเขาอะค่ะ ”

“ จำได้ ๆ ทำไมพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อจะจำไม่ได้ ก็ในเมื่อพี่เป็นคนค้นหาประวัติของเขาให้นู๋เองนี่ ”

“ งั้นวันนี้พี่ช่วยนู๋หน่อยนะคะ นู๋อยากได้ประวัติของเขาใหม่ทั้งหมดเลย พอดีเจ้าตัวเขาให้นู๋เขียนเรื่องราวของเขาในมุมมองของนู๋เอง จำได้ว่าครั้งก่อนนู๋เคยอ่านผ่าน ๆ ตาเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของเขา ในเรื่อง ผู้ชายหลายบทบาท , วิกิพีเดีย และบทสัมภาษณ์ของสารรังสิตค่ะ ”

“ โอเช..รอเดี๋ยวน๊าน้องสาวสุดสวย ”

“ ขอบคุณค่า..พี่ชายสุดหล่อ ”

“ อ่ะ..ได้แล้ว ข้อมูลที่นู๋อยากได้ทั้งหมดเอาไปเลย คร้าบบบบบบบผม ”

“ ค่า..ขอบคุณอีกครั้งนะคะว่าแล้วพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อต้องช่วยนู๋ได้ งั้นนู๋ไปก่อนล่ะน๊า บ๊ายบายค่า ”

“ ไม่เป็นไรจ้า ขอบคุณที่ใช้บริการพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อคับผม ”

หลังจากที่ฉันได้ข้อมูลของเขาจากพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อก็ก็อบปี้ข้อมูลทั้งหมดในไฟล์เวิลด์(Word) แล้วเซฟไว้ แต่ความคิดของฉันยังวนเวียนและเกิดคำถามในใจขึ้นมาตลอดว่า

“ ทำไมเขาถึงคิดว่า ฉันสามารถเขียนงานชิ้นนี้ได้และอะไรทำให้เขาเอ่ยปากอนุญาตให้เขียนถึงเรื่องราวของเขา ” จนต้องพบกับอาการนอนแทบจะไม่หลับไป 1 คืนเต็ม ๆ


ในใจก็คิดต่อว่า ขืนเป็นอย่างงี้ต่อไปอีกหลายวันสุขภาพต้องแย่แน่เลยทำให้ฉันต้องลงมือเขียนพล็อตไว้คร่าว ๆ ว่าจะเขียนแนวไหน ด้วยความที่เป็นมือใหม่หัดเขียนมากและงานเขียนหนังสือเป็นงานอย่างสุดท้ายจริง ๆ ในชีวิตที่ฉันคิดจะลงมือทำ ทำให้รุ่งเช้าฉันต้องกดโทรศัพท์หาตัวช่วยทันที คนแรก คือ เจ๊ปุ้ยฌามิวอาห์ ตามมาด้วยพี่นีBookmark , น้องเล็กเจ้าหนูอีฟ , น้องกลางเจ้าหนูหนิง และคนสุดท้าย เจ๊ใหญ่พี่ดาว ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้รวมตัวกันเป็นแก๊งค์ 4 เฮงไปแล้ว เพื่อให้ฉันขอคำปรึกษาและไอเดียต่าง ๆ ในการเขียน ในตอนนั้นเจ๊ปุ้ยและพี่นี ไม่รู้ว่าฉันต้องเขียนงานให้กับใคร ทุกคนได้ให้คำปรึกษาและไอเดียต่าง ๆ ในการเขียนที่เป็นประโยชน์มากมาย จากการปรึกษาแล้วได้คำแนะนำตลอดจนไอเดียต่าง ๆ มาทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจไปอีกเปราะหนึ่งได้ จึงเบรกความคิดของตัวเองไว้ก่อนว่าจะยังไม่ลงมือเขียนงานชิ้นแรกออกมาอย่างจริง ๆ จัง ๆ แต่ทว่าความรู้สึกฉันทนไม่ไหวแล้วหากไม่ลงมือเขียนซะทีคงทำงานต่อไม่ได้แน่ทำให้ต้องรีบนั่งเคลียร์งานให้เสร็จ ประกอบติดนิสัยมาจากตอนเรียนปริญญาโทไม่ชอบให้งานคั่งค้าง

ดวงดาวเต็มท้องฟ้าบ่งบอกเวลาว่าเป็นกลางดึกของคืนวันอังคารในปลายเดือนตุลาคม ฉันเอาข้อมูลทั้งหมดของเขาที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ได้จากพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อ บทสัมภาษณ์ผู้ชายหลายบทบาท , วิกิพีเดีย , บทสัมภาษณ์ของสารรังสิต ข้อความที่เคยเขียนอีเมล์และไฮไฟว์คุยกัน แล้วรวบรวมสมาธิทั้งหมดอ่านและลงมือเขียนเรื่องราว อิงเนื้อหาหลักจากที่ได้วางพล็อตไว้ว่าจะเขียนแนวไหน จึงเกิดเป็นบทความ “ ผู้ชายธรรมดาที่..ไม่ธรรมดา ” ออกมา

ฉันนั่งเกลาประโยคและตรวจดูคำผิด อีกประมาณหนึ่งคืน แล้ววันหยุดนักขัตฤกษ์ปลายเดือนตุลาคม เมื่อแก้ไขเสร็จระหว่างนั้นก็นั่งติดตามดูผลงานของเขารายการดีไอวายแอทโฮมด้วย พร้อมทั้งนั่งส่งอีเมล์และบทความถึงเขาทันทีและเข้าไปบอกในเมล์ที่ไฮไฟว์

ส่วนบรรดาสมาชิกพี่ ๆ น้อง ๆ ในแก๊งค์ 4 เฮงรวมทั้งฉันด้วย เมื่อรู้เรื่องต่างก็พากันตื่นเต้นใจสั่นมือไม้เย็นเฉียบ ลุ้นระทึกและเอาใจช่วยไปตาม ๆ กัน

“ วันนี้ล่ะเป็นวันชี้ชะตาตัดสิน คือ ไม่ออกหัวดีสุด ๆ ก็ออกก้อยไม่ดีสุด ๆ ล่ะหว้า เป็นไงเป็นกันอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ”

“ หวัดดีค่ะพี่เถิน หากพี่เถินมีเวลาว่าง ลองเช็คเมล์ดูนะคะ นู๋ส่งงานเขียนที่ได้เคยคุยกะพี่ไว้ให้อ่านแล้วค่า นู๋..ค่ะ ”

“ โอวขอบคุนมากมายเลย เราพูดเรื่องตัวเองแล้วเขินอะ ทำไปด้ายน้อ555555555 ”

“ อ่า..ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่ากว่าจะเขียนงานชิ้นนั้นออกมาได้โดนดูดพลังไปเยอะมาก
เหมือนกัน ”

ท้ายที่สุดได้รับคำชมพร้อมกับงานมาอีกหนึ่งชิ้น ทำเอาฉันโล่งอกและมีอาการอึ้งกิมกี๋ไปอีกรอบนึงเหมือนกัน

“ กรี๊ด ๆ ..มีงานเข้ามาอีกแล้วเหรอเรา หนนี้ฉันถึงกับต้องนั่งปาดเหงื่ออีกรอบเลย ”

“ อ้าว...ก็ครั้งแรกว่าทั้งยากทั้งหินสุดยอดแล้วชิ้นที่สองยิ่งกว่าอีก ” T_T;:

แต่คราวนี้เพื่อความมั่นใจในการเขียนทำให้ฉันถามเขาไปว่างานชิ้นที่สองนี้เขามีกำหนดระยะเวลาไหมเพราะว่าต้องขอเวลาเคลียร์งานต่าง ๆ ให้เสร็จก่อน เขาตอบกลับฉัน

เอาเวลาว่าง ๆ ละกันนะคับ ถือเป็นงานอดิเรกคับ ไม่ต้องไปกำหนดเวลา ”

ทำให้ฉันสบายใจขึ้นสามารถทำงานได้อย่างไม่ต้องกังวล เหล่าบรรดาสมาชิกของฉันที่พากันลุ้นอยู่ก็โล่งใจไปตาม ๆ กัน แต่ความรู้สึกของแต่ละคนก็คงจะคิดเหมือนกับฉันว่า
“ งานใหญ่เข้าแล้วล่ะสิ ” ^_^;

จากการเขียนงานทำให้ฉันเริ่มเข้าใจถึงตัวตนของผู้ชายชื่อ..เถินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งเขาก็ทำให้ฉันเอ๋อ ๆ ได้ในการตามไอเดียของเขาไม่ทัน ซึ่งเขามีไอเดียเยอะมาก สามารถจับเรื่องนั้นมาเรียงร้อยเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้อยู่ตลอดเวลา และจนถึงทุกวันนี้บางครั้งฉันยังนั่งถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า
“ เอ..อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเห็นประกายความเป็นนักเขียนในตัวฉัน แล้วทำไมเขาถึงอยากให้ฉันเป็นคนเขียนเรื่องราวของเขา ? ”