ก้าวย่างที่ 2 แรกเริ่มรู้จักผู้ชายชื่อ...เถิน  

เขียนโดย อรุณทอแสง


หลังจากวันที่เผอิญหูของฉันไปได้ยิน น.อ.นรินทร์ นาคมาโนช (ปัจจุบันเป็นแชมป์แฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์เรื่องบุญชู ปี 2551) ได้เอ่ยถึง คุณเฉื่อย ในวันนั้นว่า ณ ปัจจุบัน เป็นด็อกเตอร์แล้วสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ชื่อ นฤพนธ์ ไชยยศ แล้วหลังจากนั้น น๊าน...นานมากฉันก็ยังไม่ได้สนใจที่จะค้นหาว่าเขาคือใคร สอนอยู่ที่คณะและมหาวิทยาลัยแห่งใด สวมหมวกอะไรอีกบ้าง และด้วยความที่เป็นคนไฮเป๊อร์...ไฮเปอร์ มีกิจกรรมมากมายทำร่วมกับเพื่อน ๆ ตลอดในวันหยุด จึงทำให้ฉันไม่ได้สนใจและเลือนหายไปจากความทรงจำ

อย่างเมื่อ 2 - 3 ปีก่อนตอนที่ฉันคิดเริ่มต้นที่จะเรียนปริญญาโท ในความคิดของฉัน ฉันคิดอยู่เสมอว่าตั้งแต่ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วว่าจะไม่เรียนต่อ เหนื่อยมากกับการเรียนมา 20 กว่าปี แต่แล้วก็เหมือนกับว่าเบื้องบนลิขิตมาทำให้ฉันจะต้องมานั่งในชั้นเรียนปริญญาโทด้วยล่ะมั้ง ณ เวลานั้นมีเจ้ารุ่นน้องของฉันคนหนึ่ง ซึ่งเป็นน้องรหัสของฉันในสมัยที่เรียนปริญญาตรี ชื่อ เจ้าหนูน้ำฝน ( ณ ปัจจุบันครองตำแหน่งน้องสาวสุดที่รักของฉันอีกคนหนึ่งเหมือนกัน...เนื่องจากน้อง ๆ ลงความเห็นเกี่ยวกับตัวฉันไว้ว่า “ มีลักษณะความเป็นพี่สาวอยู่ในตัวสูง ” น้องสาว , น้องชายสุดที่รักของฉันจึงมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด)

วันนั้นเป็นวันเกิดของเจ้าหนูน้ำฝน ฉันจึงโทรศัพท์ไปอวยพรวันเกิด เจ้าหนูน้ำฝนเอ่ยปากกับฉันว่า “ วันเกิดปีนี้ หนูขอของขวัญอย่างหนึ่งได้ไหมคะพี่สาว ”

ฉันเลยถามกลับว่า “ หนูอยากได้อะไรเหรอคะ ”

เจ้าหนูน้ำฝนตอบกลับว่า “ หนูอยากให้พี่สาวคนนี้ของหนูเรียนต่อปริญญาโทค่ะ ”

ฉันอึ้งไปพักใหญ่พร้อมกับคิดอยู่ในใจ “ ตายแน่งานนี้ !! แล้วจะทำไงดีล่ะ คิดมาตลอดเลยว่าไม่อยากเรียนต่อปริญญาโท แต่ปฏิเสธเจ้าหนูน้ำฝนไม่ได้ด้วย และถ้าฉันตอบกลับว่าไม่เรียน น้องเขาจะต้องเสียใจมากแน่ ๆ ในเมื่อเขาขอมาขนาดนี้แล้วเขาคงอยากเห็นเราเรียนจบปริญญาโทจริง ๆ... ” ( ด้วยปกติลักษณะนิสัยเจ้าหนูน้ำฝนจะเป็นคนที่ไม่เคยร้องขออะไรจากฉันเลยตั้งแต่รู้จักสนิทสนมกันมาประมาณ 6 – 7 ปี ) ฉันก็เลยย้อนถามเจ้าหนูน้ำฝนกลับว่า “ ทำไมหนูถึงอยากให้พี่เรียนต่อปริญญาโทล่ะคะ ”

เจ้าหนูน้ำฝนตอบฉันพร้อมกับใช้คำพูดกระตุ้นฉันใหญ่เลยว่า “ ก็ตอนนี้หนูเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว หนูก็อยากเห็นพี่สาวคนนี้ของหนูเรียนจบในปริญญาโทด้วย และหนูมีความเชื่อมั่นว่าพี่สาวของหนูทำได้และทำออกมาได้ดีที่สุด ”


(นั่นไงว่าแล้วเป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ ด้วย...ไอ้ฉันก็มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่งที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ และครอบครัวมักจะรู้ว่า หากใครมาคาดหวัง , เชื่อมั่น เกี่ยวกับตัวฉันต่าง ๆ นานาแล้ว ฉันจะพยายามลุยทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างเต็มที่) ฉันคิดและตัดสินใจอยู่พักใหญ่จึงตอบตกลงเจ้าหนูน้ำฝน แต่ไม่วายมีเสียงบ่นเล็ก ๆ กับเจ้าหนูน้ำฝนอีกนิดหน่อยว่า “ โห...หนูเล่นขอแบบนี้เอาชีวิตพี่ไปเลยดีไหมคะ มันยากมากเลยนะ ”

หลังจากนั้น ฉันเริ่มมองหาที่เรียน ระหว่างที่ฉันมองหาที่เรียนนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นแห่งแรกที่ฉันมองไว้เหมือนกัน ฉันได้โทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดที่คณะบริหารธุรกิจ สาขาสารสนเทศ จนได้รายละเอียดต่าง ๆ มา (ฉันคิดจะเรียนต่อสาขานี้ เพราะว่าเพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งในกลุ่มตอนที่เรียนปริญญาตรีเขาสอบเข้าเรียนต่อสาขานี้ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ฉันเองจะได้มีเพื่อนเรียนด้วย เขาเข้าเรียนปริญญาโทพร้อมกับฉัน แต่ปัจจุบันตัวเขาเพิ่งจะเรียนจบออกมาเนื่องจากไม่ยอมขยันทำวิทยานิพนธ์ 555++)

ฉันตัดสินใจว่าจะเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรังสิตนี่ล่ะ กำลังจะขับรถเข้าไปซื้อใบสมัครแล้วด้วยซ้ำ แต่ต้องขับรถกลับออกมา เพราะโทรศัพท์ปรึกษาทั้งครอบครัวและเจ้าหนูน้ำฝนเอง ทุกคนไม่เห็นด้วย ทุกคนบอกว่าตอนฉันเรียนปริญญาตรีก็จบจากมหาวิทยาลัยเอกชนแล้ว ฉะนั้นหากคิดจะเรียนต่อปริญญาโทขอได้ไหมให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล

ฉันนึกแย้งอยู่ในใจและด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่มักจะตามใจคนรอบข้างอยู่เสมอเลยพูดออกมาไม่ได้ ว่า “ ทำไมอ่ะ...มหาวิทยาลัยเอกชนไม่ดีตรงไหน มหาวิทยาลัยรังสิตก็อยู่ใกล้บ้านด้วย เดินทางสะดวกอีกต่างหาก จริง ๆ แล้ว มหาวิทยาลัยเอกชนทุกแห่งต่างมีศักยภาพในการเรียนสอนเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยรัฐบาลหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ และในแต่ล่ะแห่งก็สอนให้ทุกคนเป็นคนดี คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น สามารถเรียนจบออกมาเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพและมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามาพัฒนาตัวเองพัฒนาประเทศชาติได้เหมือน ๆ กัน ทำไม๊...ทำไม ต้องมีค่านิยมกันแบบนี้ด้วยนะ ไม่เข้าใจเลย ”

และเพราะคำทักท้วงของคนรอบข้างนั่นเอง ทำให้ฉันไม่ได้เรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรังสิต หากว่า ณ เวลานั้นทุกคนลงความเห็นให้ฉันเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรังสิต ป่านนี้ฉันคงได้รับรู้เรื่องราว พบเจอตัวจริงและอาจจะได้รู้จักสนิทสนมกับเขาไปนานแล้วก็ได้ (น่าน...ว่าไปนั่น)

จนกระทั่งอาทิตย์สุดท้ายของปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฉันพอมีเวลาว่างในช่วงวันหยุดเลยเข้าอินเตอร์เน็ต เช็ค – ตอบอีเมล์เพื่อนจนเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะปิดอินเตอร์เน็ตด้วยซ้ำ อยู่ๆ ชื่อของ ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ก็แวบขึ้นมาในหัวสมองฉัน และความที่ตัวฉันเองก็มีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งซึ่งแก้อย่างไรก็ไม่หายเสียที คือ โรคขี้ลืม

ทำให้ต้องรีบคลิกไอคอนรูปตัวอี (Internet Explorer) ขึ้นมา เพื่อที่จะเข้าไปที่ http://www.google.co.th/ แล้วพิมพ์ตรงช่องค้นหาว่า “ ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ” ใส่ลงไป สักพักหนึ่งที่หน้าจอก็ปรากฏเว็บลิงค์ขึ้นมาเพียบเลยล่ะ ฉันเลยคลิกเข้าไปลิงค์หนึ่งซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ ชื่อว่า “ ผู้ชายหลายบทบาท ” ของผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2735 ปีที่ 53 ประจำวันอังคารที่ 20 มีนาคม 2550 เขียนโดย อรุณี

ฉันนั่งอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกจนจบบรรทัดสุดท้ายแบบผ่าน ๆ ตา ก็รู้สึกว่า “ โอ้โห !! แฮะ แม่เจ้าโว๊ย คนอะไรอัจฉริยะสุดยอด นับถือและทึ่งมาก เห็นความพยายามของเขาที่เห็นความสำคัญของการเรียนทำให้สามารถเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายใน 5 ปี ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขารับงานแสดงในวงการบันเทิงด้วย และเมื่อเรียนจบปริญญาตรีแล้วยังสามารถสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโท – เอกที่ประเทศออสเตรเลียโดยใช้ระยะเวลาในการศึกษาเพียง 5 ปีกว่า หลังจากเรียนจบมาทำงานก็ยังสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างดีเยี่ยมและทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ เป็นสุดยอดมนุษย์เหล็กเลย ”

หลังจากที่ฉันนั่งอ่านประวัติ บทความ บทสัมภาษณ์ ต่าง ๆ แล้ว ฉันรู้สึกว่าเขาสวมหมวกอยู่หลากหลายใบมาก ด้วยความประทับใจ สะดุดตา เขาตั้งแต่ที่แสดงเป็นคุณเฉื่อยในภาพยนตร์เรื่องบุญชู ก็มีมากพอสมควรอยู่แล้ว ทำให้ฉันยิ่งเกิดความประทับใจมากเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โดยเฉพาะจากการที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งเขากล่าวเอาไว้ว่า ผมอยากให้คนมองในสิ่งที่เราทำมากกว่า และความสำเร็จของผมก็คือ การได้ตั้งเป้าหมาย ได้เห็นความสำเร็จในสิ่งที่เราทำมากกว่าการมองว่า เราเป็นอะไรในวันนี้ประโยคนี้โดนสำหรับฉันมาก ทำให้ฉันยึดเขาเป็นต้นแบบของการทำงานมาโดยตลอด


และก็ยังร้องอ๋อ !! อีกว่า เถิน คือ ชื่อของเขา ซึ่งเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นบ้านเกิดของคุณพ่อแต่ที่กลับมีชื่อเล่นว่าเถินเพราะว่าต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ อำเภอเถินจังหวัดลำปางอันเป็นบ้านเดิมของคุณแม่ และต่อมาย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แหมใครจะคาดเดาได้ล่ะว่าที่แท้แล้วเถินเป็นชื่อเล่นของ ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ หรือ คุณเฉื่อยที่แสดงในภาพยนตร์บุญชูของพวกเรานี้เอง จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จุดนี้เองทำให้ฉันเริ่มจะรู้จักเรื่องราวของผู้ชายชื่อ...เถินเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยซึ่งมันมากกว่าแต่ก่อน ที่แทบจะไม่รู้เรื่องราวอะไรของเขาเลย

หาก ณ ตอนนี้มีคนมาถามฉันว่า คุณ ๆ รู้จักคนชื่อเถินหรือเปล่า? ฉันก็จะตอบว่า อ๋อ...ฉันเริ่มจะรู้จักแล้ว...เถิน คือ ชื่อเล่นของผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ หรือคนที่แสดงเป็นคุณเฉื่อยในภาพยนตร์เรื่องบุญชู และดำรงตำแหน่ง คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อีกทั้งยังเป็นคณบดีที่มีอายุน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งคณะนี้มา รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างหมู่บ้านนักกีฬาสำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและการเป็นหัวหน้าทีมสถาปนิกออกแบบหมู่บ้านนักกีฬา สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ “ โดฮาเกมส์ ” ครั้งที่ ๑๕ ที่ประเทศกาตาร์ คนนั้นไงล่ะ?

This entry was posted on วันเสาร์, พฤศจิกายน 15, 2551 and is filed under . You can leave a response and follow any responses to this entry through the สมัครสมาชิก: ส่งความคิดเห็น (Atom) .

3 ความคิดเห็น

ไม่ระบุชื่อ  

บทความน่าสนใจดี มีมุมมองที่แปลกในการเดินเรื่องแต่เข้าใจง่าย และ น่ารักมาก อยากอ่านอีกจัง

ไม่ระบุชื่อ  

ทำไมเถิน หน้าเด็กจัง
ดูดีกว่าตอนเล่นหนังภาตแรกอีกอะ
ชี่นชอบผลงานนะ

ไม่ระบุชื่อ  

ขอบคุณมาก ๆ นะครับ