วันหนึ่งในแท็กซี่  

เขียนโดย Thoen




เป็นเช้าวันที่ไม่ต้องรีบเร่งเพราะเวลานัดกองถ่ายตลาดสดสนามเป้าอยู่ที่ 10 โมง ทีมงานส่งแผนที่ทางอีเมลมาให้ผมตั้งแต่วันก่อน พอจำได้ว่าอยู่แถวบางแค กลัวอยู่เหมือนกันว่าทีมงานจะเอาเราไปปล่อยแถวนั้นหรือเปล่า วัยเราก็ใกล้จะได้อยู่แถวบ้านพักคนชราแล้วนี่ งานนี้คงโดนทีมงานแซวแน่นอน

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า แถวบางแคเป็นถิ่นที่ไม่ผมคุ้นเคย ผมเลยตัดสินใจเรียกแท็กซี่ตอนจะออกจากบ้าน คิดเสียว่าให้รถได้พักผ่อนสักหนึ่งวัน ก็ไปไหนมาไหนกับเรา 7 วันต่ออาทิตย์แทบไม่มีเวลาพัก เลยเกิดอาการสงสารขึ้นมา หลังจากเอามือลูบหลังคารถ แล้วตบเบาๆว่าไปก่อนนะ ก็เห็นเจ้าซาฟิร่า ทำหน้าละห้อย เหมือนอยากขอไปด้วย เราก็รีบตัดใจเดินหนีไป รถอยู่อยู่คู่เราเป็นปีที่ 8 แล้ว ขืนเอาไปด้วยก็อาจ ถูกกักตัวไว้แถวบ้านพักคนชราบางแคได้ ฮ่าฮ่าฮ่า



การเรียกแท็กซี่ สำหรับผมเป็นเรื่องใหญ่มากครับ มันเหมือนการอ้อนวอนให้ไปส่งทั้งที่เราก็จ่ายเงินนะไม่ได้ขอกันไปฟรีๆ คันแรกที่โบกเค้าจะเหลือบมองแล้วขับผ่านไป ก็เห็นอยู่เลยว่าไม่มีผู้โดยสาร ไฟบนหลังคาก็บอกว่าว่าง เอ๊ะจะเอาไงกัน คันที่สองจอด พอบอกไปบางแค ก็ส่ายหัว แล้วออกรถโดยไม่รอให้เราปิดประตูให้สนิทด้วยซ้ำ หรือว่าท่าทางเราไม่น่าไว้ใจหรือเปล่าน้อ เลยตัดสินใจทำตัวหยิ่ง ยืนรอข้างถนนเฉยๆดีกว่า

ตอนออกจากบ้านเวลาก็ประมาณ 9 โมงเช้า 15นาที เพราะวางแผนไว้ว่า จากดินแดงไป บางแค ประมาณ ครึ่งชั่วโมง บวก กับ รถติดสัก 15 นาที คงพอดี แต่ตอนนี้เราใช้เวลาไปแล้วเกือบ 10 นาทีแล้ว ในที่สุดก็มีแท็กซี่ใจดีจอดรับ ผมกำลังจะถาม พี่เค้าก็เรียกขึ้นรถ เลย เรางี้แทบจะยกมือไหว้ขอบคุณ มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกินกับการเรียกแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร

ถ้าเป็นตอนเย็นนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เคยรอเป็นชั่วโมงเลย แต่ละคันที่เราโบกอ้อนวอนให้รับ พี่คนขับแท็กซี่เค้าจะมีลีลาการปฎิเสธได้อย่างน่าสนใจ อย่างเช่นทำหน้าเฉย โดยไม่มองหน้าเรา แต่มองไปข้างหน้า พอเราบอกจุดหมายว่าจะไปไหน เค้าจะใช้เวลาคิดราวกับว่าพี่เค้าเป็นท่านนายกรัฐมนตรี กำลังตอบคำถามนักข่าว แล้วที่สุดก็ส่ายหน้า พร้อมกับขับรถออกไปอย่างไม่มีคำอธิบาย แต่บางคนก็ตอบปฏิเสธได้รวดเร็วทันใจ ว่า กำลังเอารถไปส่งอู่พอดี อ้าวเป็นซะยังง้าน แล้วจะมาจอดคุยกับเราให้เสียเวลาทำไมน้อ

จุดที่ไม่เคยได้ขึ้นรถแท็กซี่เลย เห็นจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างสีลม คืนหนึ่งหลังจากเราไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ถ้าวันไหนคิดว่าต้องมีการดื่ม ก็จะไม่เอารถไป ไม่ได้ห่วงความปลอดภัยตัวเองเท่าไรนะคับ เพราะเป็นคนไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ อยู่แล้ว แต่อยากสนองนโยบายเมาไม่ขับ สิ่งหนึ่งที่พบคือไม่มีรถแทกซี่คันไหนรับเราเลย ไม่ว่าจะไปใกล้หรือไกล สร้างความน่าสงสัยให้ผมเป็นแรมปี ทั้งที่ตลอดเส้นทาง จะมีรถแท็กซี่จอดเรียงกันเป็นร้อยๆคัน งงๆอยู่ว่าเค้าจอดรอ อะไรหรือเปล่า ก็เลยไปได้คำตอบจากพี่แท็กซี่ใจดีคนหนึ่งว่า เค้ารับเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผมก็เลยอ๋อขึ้นมาทันทีทันใด

เรื่องอยากลององค์ความรู้ใหม่สำหรับผมเป็นเรื่องท้าทายอยู่แล้ว ตั้งตารอวันที่เราจะได้ทดลองวิธีนี้มาหลายอาทิตย์ จนสบโอกาส หัวมุมถนนสีลมตอนหลังตี 2 เป็นทำเลที่ผมจะทดลอง ไม่ต้องโบกให้เสียเวลา เพียงแต่ยืน เก้ๆกัง ในชุด เสื้อยืดกางเกงยีนส์ สไตล์เด็กฮ่องกง อันนี้ต้องขยายความเรื่องการแต่งตัวนิดหนึ่งว่า การแต่งกายของเด็กไทยเวลาไปเที่ยวนี่จะเต็มยศ และบ่งบอกว่าต้องไปเที่ยวกลางคืนอย่างแน่นอน รูปแบบคล้ายกับยูนิฟอร์มของคนเที่ยวกลางคืน คือต้องมีความเก๋ เสื้อยืดแน่นรัดอกจนเป็นห่วงว่าจะหายใจลำบาก ยีนส์ขาดหลุดตูดโชว์ขอบกางเกงใน และ รองเท้ากับเข็มขัด ดูจะเป็นธีมเดียวกัน ทรงผมผ่านการเซ็ตมาอย่างไม่ต้องห่วงว่าพายุฝนมาก็ไม่กระดิก ถ้าเป็นหญิงก็ต้องมีมุมโชว์ผิวส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือหลายส่วนให้มากที่สุด ผิวเนื้อก็จะมีพวกรอยสักเท่ๆแถวไหล่ ต้นแขน ข้อเท้า สะดือเจาะมีเหล็กเสียบอยู่ แต่ถ้าเป็นต่างชาติการแต่งตัวจะไม่เน้นยูนิฟอร์มมากนัก จะเน้นไปที่ความง่ายสบายๆ เหมือนเมื่อกลางวันเพิ่งไปเดินแถวจตุจักรมา แต่ที่น่าสังเกตคือชาวต่างชาติมักจะมีเป้สะพายหลังใบเล็กๆ


แกล้งแต่งตัวให้เป็นฮ่องกงยังไม่พอ เราต้องเพิ่มสำเนียงภาษาอังกฤษติดเนยกะติ๋มซำ ที่คนจีนในฮ่องกงกับสิงคโปร์ใช้สื่อสารกันเข้าไปด้วย เช่น “แวร์ แห่บ ยู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ บิน ล่า” ที่แปลว่าไปไหนมา พอถึงเวลารถจอดรับ ผมสปีคเลยว่า “ไอ้ว่อนทูโกดิ้นแด้ง ปายหมาย” คราวนี้ได้ผลจริงๆครับ พี่คนขับแท็กซี่พยักหน้ารับทันที แล้วภารกิจการทดลองของเราก็ได้ผลจริง แต่ที่สร้างความตื่นเต้นรอบสองนี่สิ พอออกรถได้ พี่เค้าก็หันมาพูดภาษาอังกฤษอย่างชัดถ้อยชัดครับว่า
“Five hundred baht, no meter”
อ้าวแล้วไงดีเนี่ย ผมก็หลุดออกมาเป็นภาษาไทยเลยคราวนี้ “ทำไมพี่ไม่บอกผมตอนขึ้นรถ”
เค้าก็หันมามองหน้าแล้วตอบโต้ทันที “แล้วทำไมไม่บอกผมว่าเป็นคนไทย”
เอ้มันยังไงกันน้อ แผ่นดินไทย แค่ไม่ยอมรับคนไทยขึ้นแท็กซี่ซะง้าน

การโดนทิ้งกลางทางเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนเคยประสบมา ถ้าพูดไม่ถูกหูพี่เค้าก็จะเชิญลงจากรถ อย่างเรื่องการเมืองจะร้อนแรงเป็นพิเศษ เราจำเป็นต้องระมัดระวังคำพูด ต้องให้แน่ใจว่า ผู้ขับอยู่ข้างไหน รวมไปถึงสีเสื้อในการโบกรถ ถ้าเป็นสมัยก่อน เรามีสิทธ์เลือกสีรถได้ตามชอบใจ แต่มาวันนี้ แท็กซี่อาจใช้สิทธ์นี้ในการเลือกผู้โดยสารได้เหมือนกัน ถ้าเผลอไปใส่สีเหลือง หรือ แดง นั่นก็เท่ากับว่าโอกาสที่เราจะได้ขึ้นรถน้อยลง ครึ่ง ต่อ ครึ่งเลยทีเดียว

จากประสบการณ์ผมไม่เคยโดนเชิญลงรถแท็กซี่ จะมีก็แต่วนกลับมาส่งที่เดิม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยแถวการรอรถยาวแต่ปริมาณรถที่จำกัด ก็เลยเปลี่ยนจุดรอจากขาออกเป็นการรอที่ขาเข้า ไปถึงปุ๊บก็มีรถเลย

อาศัยคนที่ลงรถ ก็ขึ้นไปสวมแทน บอกทางกลับบ้านเสร็จสรรพ คนขับก็ออกรถไปจะถึงด่านทางด่วนอยู่แล้ว แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า “คุณต้องจ่ายเพิ่มอีก 50 บาท”
“อ้าวแล้วพี่ทำไมไม่บอกผมตอนขึ้นละ”
เค้าก็บอก “มันเป็นธรรมเนียมที่รู้การภายใน”
เออแล้วผมจะรู้ไหมเนี่ย เมื่อตกลงกันไม่ได้ พี่คนขับเลยเสนอว่า
“ทุกปัญหามีทางแก้ เดี๋ยวผมไปส่งพี่ตรงจุดเดิมแล้วกันนะ”
แหมช่างใจดีแท้ นอกจากไม่เก็บเงินค่ารถ แล้วยังมาส่งผมถึงสุวรรณภูมิที่เดิมเลย

ลีลาการเม้าส์นี่ใช่ย่อย บางคนพูดน้ำไหลไฟดับตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จนแทบจะนึกว่าพี่เค้าจบปริญญาโท มาเลย ยิ่งต้องไปไหนไกลๆนี่ พูดออกรสชาติ เราก็เออออไป จนถึงขั้นเบือนหน้าหนีก็แล้ว จนต้องแกล้งหลับก็ยังไม่หยุด เลยตัดสินใจกรนซะให้รู้แล้วรู้รอดไป

เคยเจออยู่คนหนึ่งเวลาขับก็เหลือบมองกระจกหลัง เราก็กังวลใจว่ามองเราทำไม ซักพักก็ทักเราว่า “เป็นนักการเมืองหรือเปล่าคับ หน้าคุ้นๆ”
ไอ้เราก็เลยโล่งอก ตอบไปว่าเปล่าคับ พี่เค้าก็ไม่ละความพยายามที่จะถามต่อว่า
“เหมือนเคยเห็นในทีวี”
ผมก็ตอบไปว่า “ครับ เป็นพิธีกรรายการทีวี”
พี่ก็เลยถามต่อ “เงินคงดีน้อ”
“ก็พออยู่ได้ครับ”
พี่เค้าก็เลยให้ข้อแนะนำว่า “ดีแล้วช่วงนี้โกยได้ก็รีบโกยซะ แก่ตัวไป เดี๋ยวจะลำบาก เรียนมากันน้อยก็ยังงี้แหละ”
ผมก็พูดได้คำเดียวว่า “คับผม” ถือเสียว่าเป็นวันหนึ่งในแท็กซี่

This entry was posted on วันอังคาร, พฤศจิกายน 04, 2551 and is filed under . You can leave a response and follow any responses to this entry through the สมัครสมาชิก: ส่งความคิดเห็น (Atom) .

1 ความคิดเห็น

ไม่ระบุชื่อ  

เล่าได้ฮาดีอะคะ ชอบๆๆ

วันหลังจะตามมาอ่านอีกนะคะ