วันพิพากษา  

เขียนโดย Thoen



โมเดลขนาดต่างๆถูกวางเรียงรายรอการแสตมป์ตราสถูปจากอาจารย์ ส่วนโมเดลที่ยังไม่เรียบร้อยก็จะอาศัยช่วงเวลาชุลมุน แปะต้นไม้ ใส่รายละเอียดที่ยังขาดอยู่ ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมติดชื่อ กับรหัส เพราะถ้าชื่อไม่อยู่ในโผอาจจะไม่ได้ขึ้นจูรี่ได้

แม้ว่าใจอยากลงมือช่วยคนที่ไม่เสร็จ แต่แรงกายมันหมดไปตั้งแต่แสตมป์แล้ว ก็ได้แต่นั่งถอนหายใจ เพื่อรอคำพิพากษา มองไปรอบๆจะเห็นเครื่องห่มกายของเด็กถาปัดที่เหมือนกำลังไปงานแฟนซี ที่ต้องเรียกอย่างนั่นเพราะมันไม่ใช่เสื้อผ้าที่คนทั่วไปใส่มาเรียนอย่างแน่นอน แต่มันเป็นอะไรก็ได้ที่สามารถปกปิดร่างกาย บ้างก็มาด้วยชุดนอน ลากแตะคนละสี บ้างก็ขาสั้น เสื้อยีดเลอะหมึก กลิ่นตุๆ แต่งยังไงก็ไม่สำคัญเท่ากับการส่งงานให้ทันเวลา

แม้เวลาหมดเขตรับงานไปนานแล้วเราก็ยังเห็นรถแท็กซี่ รถกระบะ กับ มอเตอร์ไซต์รับจ้าง ทะยอยเข้ามาจอด แล้วเด็ก’ถาปัดก็ค่อยๆลากโมเดลออกมาจากท้ายรถอย่างพิถีพิถันราวกับกลัวว่ามันจะเจ็บ แล้วก็วิ่งแจ้นไปแสตมป์ ช่วงนี้เองเป็นช่วงต่อรองกับอาจารย์ว่าเหตุผลไหนจะโดนใจอาจารย์มากที่สุดที่จะยอมให้ขึ้นจูรี่

ใบลาแพทย์เป็นหลักฐานที่ใช้ดีในการต่อรอง แต่ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ สาเหตุ ของการป่วย มีตั้งแต่ ปวดหัว ตัวร้อน ท้องเสีย ใข้หวัดใหญ่ ไปถึงโรคหัวใจกำเริบ เครียดจัด อาเจียน ทั้งนี้ก็แล้วแต่เหตุผลที่หามาได้ จนยุคหลังอาจารย์ต้องมีการเช็คใบลาแพทย์ ไม่ว่าเด็ก’ถาปัดจะพักอยู่ที่ไหน เวลาป่วยก็จะดั้นด้นไปคลินิกเดียวกันตลอด คงต้องเป็นคลินิกที่รักษาเฉพาะของเด็ก’ถาปัดแน่ๆ

อีกหลักฐานหนึ่งที่นิยมใช้คือมาพร้อมผู้ปกครอง ทำหน้าละห้อย พร้อมเหตุผลนานาประการ หลักฐานอื่นๆที่มักนำมาเป็นข้ออ้างได้เป็นอย่างดี เช่นรถชนอยู่ปากซอย โดยหิ้วเศษชิ้นส่วนของรถติดมือมาด้วย บ้างก็มาด้วยที่พยุงแขน ด้วยเหตุผลว่าหกล้ม มือขวาทำงานไม่ได้

มาสมัยนี้เหตุผลดูจะง่ายกว่ายุคเก่าตรงที่ไม่ต้องหลักฐานมากมายแค่ โยนความผิดไปให้เทคโนโลยีที่อาจารย์ก็พิสูจน์ได้ยากขึ้น อย่างพรินท์งานไม่ออกกับหมึกหมดพอดี ใช้โปรแกรมผิดเวอร์ชั่น หรือไม่ก็ไฟที่หอดับตอนเที่ยงคืนพอดี รวมถึงเหตุผลยอดฮิต เครื่องติดไวรัส ทำงานต่อไม่ได้

เรื่องวินัยนี่เด็กถาปัดถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ดังนั้นจำเป็นต้องทำงานให้เสร็จตอนส่งเท่านั้น ทำงานเสร็จก่อนหลายวันก็ไม่ดี จะถือว่าเป็นพวกนอกคอก ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเหมือนทำงานผิดพลาดอะไรซักอย่าง เพราะมันไม่ใช่วิถีของเด็กถาปัด

เมื่อส่งเสร็จยังมีสิ่งที่จะต้องทำอีกอย่างคือ ขอยืมเสื้อเชิร์ตขาว กับรองเท้าหุ้มส้นรุ่นพี่รุ่นน้องที่เดินอยู่แถวๆนั้น แล้วเปลี่ยนกันตรงนั้นเลย บางคนจะมีโพยใบเล็ก อ่านไป บ่นพึมพัมไป เหมือนท่องคาถาก่อนขึ้นสังเวียน

แล้วช่วงเวลาพิพากษามาถึง คนแรกจะถูกเรียกว่า “ไก่” กรรมการจะโหมโรงโดยการเชือด เพื่อให้ “ลิง” ที่เหลือดู เริ่มจากการคอมเม้นท์ให้ที่เหลือดูไว้เป็นตัวอย่าง อย่างไหนควรทำหรือไม่ควรทำ แต่คนนำเสนองานก็ได้แต่ทำหน้าเหรอหรารอว่าเมื่อไรจะได้สัญญาณให้พูดต่อได้ ดังนั้นมักไม่ค่อยเห็นเด็กถาปัดสมัครใจขึ้นจูรี่เป็นคนแรก ต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่าใครขึ้นก่อนหลัง

ช่วงก่อนจูรี่เราจะสังเกตเห็นอาการไหว้ครูก่อนออกโรงของเด็กถาปัดต่างกันออกไป บ้างก็เอามือกุมเหรียญห้อยคอพร้อมยกมือไหว้ บ้างก็ปวดฉี่ติดต่อกันหลายรอบ บ้างก็หลับเอาแรง แต่ที่แน่นอน จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างแน่นอน เป็นโรคเอ๋อไปชั่วขณะ

ช่วงจูรี่ คำพูดเราที่เตรียมไว้มันไม่สามารถประติดประต่อเป็นเรื่องราวได้ วกวนไปมา คอแห้งฝาก เสียงที่เปล่งออกมาติดขัด เหมือนไม่มีแรง เหงื่อออกมาไม่ยอมหยุด มือไม้สั่น เป็นอาการที่เกิดขึ้นประจำ จะประหม่ามากขึ้นถ้ากรรมการจ้องหน้าโดยไม่มีคำพูดใดๆ บางทีจ้องไปที่แบบมากจนเราเกิดความกังวลใจ

กรรมการนี่ตัวดีเลยชอบทำตัวเหมือนกับการตัดสินพิพากษาในศาลยังไงยังงั้น ในกลุ่มกรรมการจะมีขาโหดประจำกลุ่มเริ่มจากการยิ้มอย่างมีเลสนัย แล้วตามด้วยคอมเม้นท์อย่างเมามัน ยิ่งได้แรงเชียร์จากคนดูด้วยแล้ว อาการโหดก็จะออกมามากเป็นพิเศษ

ก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าเวลาเพื่อนเราโดนเชือดนี่ทำไมมันถึงได้น่าขำ เรียกเสียงฮาได้เป็นอย่างดี แต่พอถึงคิวเราทำไมมันขำไม่ออกสักที

เวลาเจอคำถามจากอาจารย์ ก็มักเป็นคำถามซ้ำๆ เช่น
“เซอร์ราวดิ้งอยู่ไหน แล้วจะรู้ได้ไงว่าที่ข้างๆมันเป็นอะไร”
จริงๆแล้วแค่มองก็เห็นๆกันอยู่ว่าไม่ได้ทำมา แต่กรรมการก็มักจะถามว่า “อยู่ไหน”
เรามักแก้ใขเฉพาะหน้าด้วยการตอบว่า “อ๋อไซต์อยู่กลางทุ่งครับ”
มีคำถามจากกรรมการต่อทันทีว่า “แล้วถ้าอีกหน่อยมันมีตึกขึ้นข้างๆจะทำไง”
ก็แหม ตอนออกแบบมันไม่มีตึกนี่นา เล่นไล่กันจนมุมอย่างงี้เราก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

อีกหนึ่งตัวอย่าง
“ทำไมใส่หลังคาสแลป ไม่ร้อนเหรอ”
เราจะมีเหตุผลที่พอจะน่าเชื่อถือได้ “ผมมีฉนวนกันความร้อนคับ”
แต่ก็ได้คำวิจารณ์จากอาจารย์ท่านเดิมอยู่ดีว่า “ไม่คิดมานี่ อะไรก็หลังคาสแลป เมืองไทยไม่เหมาะหรอก”
ครั้งหน้าพอเราใส่หลังคามาเป็นรูปโค้งอินเทรนด์เลยคราวนี้ ท่านเดิมก็ยังถามต่อ
“หลังคาทำจากวัสดุอะไร”
“เมทัลชีตคับ”
“คิดอะไรไม่ออกก็เมทัลชีต ไม่รู้เหรอว่าเวลาฝนตกเสียงมันดัง”
อ้าวแล้วเค้าผลิตมาใช้กันทำไมน้อ

พอเริ่มวิจารณ์มากเข้า ที่ปรึกษาเราก็เริ่มตีตัวออกห่าง จากที่แรกๆก็ยังเข้าข้างอยู่ พอเราโดนวิจารณ์หนักเข้าคราวนี้ ที่ปรึกษาก็ตีกรรเชียงเลย ไม่เท่านั้นเสริมให้อีก
“ก็บอกตั้งแต่ตรวจแบบแล้วว่าไม่ให้ใช้ เมทัลชีตก็ไม่ยอมฟัง”
นั่นเอาเข้าไป บอกเราตอนไหนหว่า คิดไม่ออกว่าบอกตอนไหนจริง แต่ที่จำได้บอกเราว่าหลังคาทรงนี้สวยดี แหมได้เราก็หวังจะให้ที่ปรึกษาช่วย คราวนี้ไงเสียบเข้าข้างหลังเราอย่างจัง อย่างงี้หักหลังกันซึ่งหน้าเลยนี่

ศัพท์ที่ควรรู้
เซอร์ราวดิ้ง เป็นคำในภาษาอังกฤษ Surrounding แปลว่า สภาพข้างเคียงของที่ที่ออกแบบ เป็นคำสาปที่เด็กถาปัดเวลาเขียน lay-out จะโดนผีบังตาให้มองไม่เห็นว่าที่ข้างเคียงเป็นอะไร เลยปล่อยมันว่างๆไว้

เมทัลชีต เป็นคำในภาษาอังกฤษ Metal Sheet แปลว่า หลังคาเหล็กรีดรอน ที่เด็ก’ถาปัดชอบใช้เพราะมันสามารถทำได้ทุกรูปทรง ถ้าหาคำตอบไม่ทัน เมทัลชีตก็จะเป็นหลังคาที่ติดปากเด็กถาปัดมากที่สุด

หลังคาสแลป เป็นคำในภาษาอังกฤษ slap แปลว่าหลังคาดาดฟ้าคอนกรีต เด็ก’ถาปัดชอบใช้เพราะไม่ต้องเสียเวลาเขียนแบบ โครงหลังคา จันทัน แป แล้วจะไม่เจอคำถามว่าใช้องศาเท่าไร แป ห่างกันเท่าไร

หักหลัง เป็นเหตุการณ์ที่เด็กถาปัดเจอประจำอย่างไม่คาดฝัน จากที่ปรึกษาที่เห็นดีเห็นงามด้วยตอนตรวจแบบ แต่มากลับลำตอนช่วงจูรี่

ผลคะแนนเป็นเรื่องแปลก ในการตัดสิน กรรมการแต่ละคนมีความแตกต่างในการให้ เราอาจได้ ซีจากคนหนึ่งแต่อาจได้เอจากอีกคนหนึ่งได้เหมือนกัน

แต่มีข้อสังเกตุ อย่างหนึ่งระหว่างการจูรี่ ถ้าไม่มีคอมเม้นต์ใดๆเลย สามารถสรุป ได้สองประเด็น ประเด็นแรกงานดีมากๆ มีสิทธ์ เอ กับงานห่วยมากๆ มีสิทธ์ ตก มีอีกกรณีเรื่องการหยอดคำหวานจากกรรมการ จนน้ำตาลขึ้น แต่คะแนนออกมานี่ดิ่งเหวเลยก็มีมาแล้ว การคอมเม้นท์ก็ไม่ได้ยืนยันว่างานเราดีหรือไม่ดี

ส่วนการคอมเม้นท์ก็แล้วแต่ลีลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างเบาๆก็ประมาณ
“ไอเดียดีนะ แต่ทำออกมาไม่สวยอะ”
“หัดเปิดหนังสือดูบ้างนะ ว่าชาวบ้านเค้าออกแบบกันยังไง”
แบบกลางๆพอประมาณ เช่น
“ตีปนี่เอามือหรือตีนเขียนเนี่ย”
“นี่คุณออกแบบเล้าไก่หรือโรงแรมวะ”

แบบโหดไปเลยอย่าง
“ไม่ต้องจูรี่แล้ว เตรียมตังค์มาลงทะเบียนใหม่เลยดีกว่าเสียเวลา”
“ออกแบบยังงี้ ไปไถนาดีกว่า เมื่อคืนไม่สังเกตเหรอว่ามีนกเอี้ยงเกาะไหล่”

ศัพท์ที่ควรรู้
ตีป ย่อมาจาก คำในภาษาอังกฤษ จาก Perspective แปลว่าภาพที่เป็นสามมิติ สมัยก่อนจะร่างจากแบบด้วยดินสอแล้วลงสีตามความถนัด มักจะร่างเป็นจุดเดียวหรือสองจุด ที่นำสายตาให้ทุกเส้นพุ่งเข้าไปหา ตอนหลังเอาประยุกต์ใช้กับการนั่งของหญิงที่ไม่ค่อยระวัง
ตัวอย่างประโยค
“ดูน้องคนนั้นซิ ชอบนั่ง ตีปจุดเดียวประจำเลย”

งานที่ทำไม่โดน นี่มักจะถูกยำเละจากกรรมการ แทบแทรกแผ่นดินหนี จนลาออกไปเรียนคณะอื่นก็มีอยู่หลายคน คณะศิลปะและการออกแบบเป็นแหล่งพักพิงของเด็กถาปัดอยู่หลายคนเลย โอนง่ายแถมได้อยู่ใกล้เพื่อนอีกต่างหาก คำแนะนำจากกรรมการที่มีผลให้ออกไปเรียนคณะอื่นก็มีตั้งแต่
“น่าไปสมัครเรียนช่างกลดีกว่ามั้ง”
“สัญญาได้เปล่าว่าจบแล้วจะไม่ไปเป็นสถาปนิก”

จากปีหนึ่งไปถึงปีห้าจะมีใครสักคนไหมที่รอดวันพิพากษาโดยไม่เจ็บตัวเลือดสาด อย่างน้อยทุกคนต้องเคยเจอมาแล้วทั้งนั้น แต่ความความมหัศจรรย์ใจเป็นข้อกังขามาโดยตลอดคือการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ทำไมต้องโดนพิพากษาราวกับ ว่าไปกระทำความผิดมหันต์มา หรือว่ามันเป็นวิถีของเด็กถาปัดที่ต้องเจอการจูรี่ เหมือนผู้ต้องหาที่ต้องมีวันพิพากษานั่นเอง



This entry was posted on วันพุธ, พฤศจิกายน 05, 2551 and is filed under . You can leave a response and follow any responses to this entry through the สมัครสมาชิก: ส่งความคิดเห็น (Atom) .

1 ความคิดเห็น

ไม่ระบุชื่อ  

พี่เถินคะ นี้น้องอ้อนเองนะคะ
นู๋คิดว่า background ไม่ค่อยโดนเลยอะคะ(ความคิดวัยรุ่รนะคะ อย่าถือสา) ทุกคนเขียนดีจังเลยคะ อ่านแล้วชอบๆ อิจฉาคนที่ใช้ภาษาไทยได้ดีจังเลย
ดีใจจังคะที่รู้จักพี่

นู๋อ้อน...