
เริ่มต้นง่ายๆเหมือนทุกวันคือเปิดตาเมื่อแสงแยงเข้าห้องผ่านม่านที่ปิดแสงไม่มิด คงจะใช้มาแล้ว6ปีน่าจะได้ ก็คิดอยู่ทุกครั้งว่าจะเปลี่ยนให้มันมืดสนิทในวันหยุดจะได้ตื่นสายได้ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนอยู่ดีแหละ ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบใช้นาฬิกาปลุก ก็ทำให้เราตื่นตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องกังวลที่จะตั้งนาฬิกา ไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน ไม่ต้องใขลาน หรือ ไม่กังวลว่านาฬิกาจะไม่ยอมปลุก
อย่างแรกที่เราทำก่อนตื่น คือเปิดทีวีช่องทีเอ็นเอ็นดูว่าโฆษณาของ cotto speed bathroom ว่าจะออกเวอร์ชั่นไหนจากสามเวอร์ชั่นที่ถ่ายทำไว้ ทั้งที่ผมดูอยู่เกือบทุกวัน มันไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่จากวันอื่นหรอก นอกจากอยากเห็นตัวเองในบทบาทการเป็น presentor ก่อนออกไปทำงาน บวกกับอีกเหตุผลหนึ่งคือได้ดูข่าวบ้านเมืองไปในตัว ให้ได้ข้อมูล พอที่จะเม้าส์กะเพื่อนที่คณะได้ จะได้ไม่ตกข่าว
พอสะบัดตัวออกเตียงได้ก็เริ่มเช็ค Hi5 ว่ามีใครมาทักทายกันบ้าง ก็มักมีขาประจำยามเช้า มาทักทาย ว่าตื่นหรือยัง กินข้าวหรือยัง ถึงจะเป็นหน้าเดิมซะส่วนใหญ่ พวกแฟนคลับที่ดูรายการ นักศึกษาที่มหาวิทยาลัย หรือไม่ก็พวกขาจร ที่หลงเข้ามาดูโปรไฟล์ แต่อย่างน้อยทำให้เราได้รู้ว่ามีคนเป็นห่วงเราเช้าเย็น
วันที่อารมณ์ดีอย่างวันนี้ จะเริ่มหยิบดรัมเบลมาเล่นให้กล้ามเนื้อได้ตื่น สัก 5นาทีเท่านั้น ถ้าเกินกว่านี้จะรู้สึกว่ามันเป็นภาระมากเกินไป พร้อมกับเปิดทีวีไปด้วย ไม่ได้ดูทีวีหรอก ฟังแต่เสียงเอา จะได้รู้สึกเหมือนมีคนให้กำลังใจระหว่างการออกกำลังกาย ที่จริงแล้ว เวลาเล่นจะได้รับรู้ข่าวสารได้อีกทางหนึ่ง บางทีการเปิดทีวีทิ้งไว้ก็ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเราได้จนลืมว่าออกกำลังกายเกิน 5 นาทีแล้ว ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะ ถ้าไม่บังคับตัวเอง ก็จะผลัดเวลาเล่นไปเรื่อยๆ แล้วที่สุดก็ไม่ได้เล่นซักที มันก็ช่วยได้นะ ในเรื่องความเฟิร์ม ถ้าจะให้เราขับรถไปตาม ยิม รวมเวลากว่าจะถึง ถอดผ้า เปลี่ยนผ้า บิ๊วอารมณ์ นี่ก็ปาไปเป็นชั่วโมงแล้ว นี่ยังไม่ได้เริ่มเล่นเลยนะ ถ้าเล่นแบบจริงจังคงปาไปหลายชั่วโมงต่อวันเลยมั้ง ก็ไม่เคยอิจฉาคนกล้ามสวยนะ ดีใจกับเค้าที่ช่างมีความมุมานะขยัน อดทน เหลือกิน ผมคงไม่มีปัญญาทำยังงั้นได้ แค่คิดก็หมดความพยายามแล้ว
ระหว่างที่ยกดรัมเบลขึ้นลง คุณแหม่มแม่บ้านก็ได้ยินเสียงว่าเราตื่นแล้ว ก็จะยกน้ำส้มที่คั้นสดเท่านั้น ย้ำว่าคั้นสดเท่านั้น มาวางไว้ชั้นล่างพร้อมวิตามินซี กับกาแฟใส่ครีมไม่ใส่น้ำตาล มาวางไว้ โดยไม่ต้องเรียกให้เสียเวลา เพราะ เธอก็ทำของเธออย่างนั้นมา14ปีแล้วโดยถือว่าเป็นงานประจำของเธออันดับแรกของวัน ก่อนหน้านี้เธอเคยยกขึ้นมาให้ผมชั้นบน แต่ในที่สุดเราก็พร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายให้วางถาดน้ำส้มกันกาแฟไว้ข้างล่างนั่นแหละดีแล้ว เพราะช่วงเช้า ผมไม่ค่อยระแวดระวัง เรื่องการแต่งตัวมักนุ่งบ็อกเซอร์ เปลือยท่อนบนประจำ ที่จริงเธอก็ไม่ได้สนใจอะไรมากหรอก แต่เรานี่สิอายเธอ หลายครั้งมากมายที่ผมไม่ได้ตั้งใจออกไปหาน้ำกินในครัวตอนดึกโดยไม่รู้ว่าเธออยู่ ก็จ๊ะเอ๋กันประจำ จนเราต้องถอยหนีทุกทีไป
เรื่องอาหารเช้าสำหรับผมนี่หมดสิทธ์คิดเลย ไม่ได้กินมาร่วม 20 ปีตั้งแต่อยู่เมืองนอกแล้วละ ไม่ใช่เพราะอยากผอมหรอกแต่ขี้เกียจทำข้าวเอง ก็กินแบบฝรั่งไปเลย น้ำส้ม กาแฟ ก็เท่านั้น หลายคนบอกมื้อเช้านี่น่าจะหนักสุด เพราะต้องใช้พลังงาน เราก็ฟังนะ แล้วไงละ ก็ไม่เห็นว่าอยากกินนี่นา ก็เลยไม่กินมาถึงทุกวันนี้ แต่ก็แปลกนะเวลาไปนอนที่อื่นนี่กลับอยากกินแล้วก็กินได้มากมายเลย ก็พักโรงแรมนี่นา ของแถมมากับค่าห้อง ไม่กินก็เสียดายแย่ดิ
ช่วงอาบน้ำนี่ง่ายสุดสำหรับผมเพราะเป็นคนอาบน้ำไวแต่ไหนแต่ไร ทำเวลาได้ทั้งสระผมกับอาบน้ำไม่เกิน 2นาทีแต่มาช้าก็ตรงที่ต้องทาครีมทั้งตัวนี่แหละ เป็นคนผิวแห้ง แล้วเป็นผื่นได้ง่าย ตามด้วยทาครีมกันแดด พึ่งจะทำได้สักปีสองปีนี้เอง ไม่ชอบดูแลตัวเองหรอก แต่ด้วยวัยที่มากขึ้นมันฝืนไม่ได้ เลยต้องทำให้เป็นนิสัย โกนหนวดนี่โกนวันเว้นวัน หรือไม่ก็วันที่นึกออกว่าหนวดยาวแล้ว อยากไว้เหมือนกันแต่แย่จังหนวดดันมีหงอกแซม อันนี้ยอมไม่ได้เลย เรื่องดูแก่เนี่ย ตอนโกนจะเลือกส่องกระจกบานขวาสุดทุกครั้ง ทั้งที่ในห้องน้ำมีกระจกอยู่สามบาน ด้วยเหตุผลที่ว่าบานสุดท้ายมันส่องดูแล้วทำให้หน้าเพรียวยาวสมส่วนมากกว่าบานอื่น ก่อนส่องกระจกก็จะหรี่ตาก่อน เพราะถ้ามองเต็มตาอาจตกใจตัวเองได้ ค่อยมองดูทีละส่วนของหน้าว่าตีนกามันเพิ่มจากเมื่อวานหรือเปล่า ระหว่างนั้นก็คว้าเจลมาโปะหัวแบบไม่ต้องหวี ให้ตั้งก็พอ
เสื้อผ้าไม่ต้องเลือกเลยหยิบใส่ได้ทุกตัว แต่วันนี้มีประชุมก็เลยเลือกเนคไทสีเจ็บอย่างสีแดงมาเข้าคู่กับ เชิร์ตเทา สแล็คดำ ส่วนล่างของผมนี่ต้องดำอย่างเดียวเลยมันคลาสสิกดี วันนี้รู้สึกแปลกกว่าเมื่อวานตรงที่แน่นเอวมากกว่า อืม มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่หยิบกางเกงตัวนี้แล้วแน่นเอว ก็เอวเราจะใส่กางเกง 30-32 นิ้ว ประมาณนี้ แต่ตัวที่เลือกนี่มัน 30 นิ้วนี่นา ไหนๆก็สวมมันไปแล้ว วันนี้ก็ลองแขม่วหน่อยละกัน

ก่อนออกบ้าน ทุกวันจะมีเจ้าบิ้กกะเจ้าเบ๊บหมาพันธุ์ดัลเมเชียนที่ต่างขนาดกัน บิ๊กตัวสูงเท่าเอว แต่เบ๊บสูงไม่ถึงเข่า ทั้งที่อายุเท่ากัน จะมาคอยเห่ารับสวัสดีทุกเช้าไม่เคยเปลี่ยน ยกเว้นเราเองที่เปลี่ยนอารมณ์ทุกวัน อย่างวันนี้เกิดอยากรักสัตว์ขึ้นมาก็เลยนั่งหยอกเล่นลูบหัวทั้งสองตัว แต่วันไหนที่อารมณ์เราแปรปรวนเราก็จะเดินผ่านเฉยๆ หรือไม่ก็จะจ้องหน้าแล้วพูดว่าจะเห่าหาอะไรวะ บิ๊กจะเป็นตัวผู้ที่มีความรักให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะทำอะไรให้มัน มันก็ยังคงมาคลอเคลียกับเรา วันที่มันไม่สบายลุกแทบไม่ขึ้น มันก็ยังเดินมาหาให้เราลูบหัว เห็นหน้าที่ซื่อๆของมันก็อดสงสาร แต่เจ้าเบ๊บตัวเมียนี่คุณหนูมากมาย ถ้าเบ๊บมองหน้าเราแล้วไม่ตอบสนองเธอจะเชิดหน้าหนี พร้อมกับเดิ;นสะบัดตูดจากไปเหมือนคนไม่รู้จักกันเลยละ เรื่องความสวย เลิศ เชิด หยิ่ง นี่เธอมี พร้อมสรรพ จนบางครั้งจินตนาการว่าถ้าเธอเป็นคน เธอคงไม่ต่างจากนางแบบบนแคตวอร์คเลยละ
รองเท้าที่ซื้อมาจากทุกแหล่งที่ไปมา รวมๆแล้วประมาณสิบคู่เห็นจะได้ แต่ละคู่ราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทจากจตุจักร ไปจนถึงคู่ละหลายหมื่นบาท ผมไม่เคยจำได้เลยซักทีว่าคู่ไหนแพงคู่ไหนถูก ก็มันเป็นสไตน์ คัตชูหนังสีดำด้านหัวตัดทุกคู่ จัดเรียงไว้ในตู้อย่างเป็นระเบียบ เหมือนไม่เคยถูกแตะต้องมาก่อนเลย มีเพียงคู่เดียวที่วางไว้นอกตู้ เพราะถอดวางไว้แต่เมื่อวาน เราก็จะใส่โดยไม่ใช้มือแตะเป็นเทคนิคการสวมรองเท้าเฉพาะตัวโดยไม่ต้องก้มหรือนั่ง ใช้เท้าดันเข้าไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เข้าเอง แต่คู่อื่นๆนี่ก็ไม่เคยแตะจริงแหละ ชอบคู่ไหนก็จะใส่คู่นั้นจนกว่าจะไปลุยน้ำเปียกขึ้นราเมื่อไรถึงจะหยิบคู่ต่อไปมาใส่ จนอาจารย์รุธ เพื่อนสนิทเคยทักว่าคู่นี้ชื้อใส่ตั้งแต่เรียนเมืองนอกหรือเปล่า
ออกบ้านได้ก็จะหยิบกุญแจรถ ผมต้องเดินเข้าไปในสวนทักทายต้นไม้ที่ขึ้นครึ้ม มีทั้งปีปที่กำลังออกดอก ต้นไทร ต้นจั๋ง ต้นโมก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนอย่างนี้เขียวไปทั้งสวน ทุกต้นนี่ปลูกมากับมือ ไม่ได้ดูแลตัดแต่งอะไรมากมายหรอก ปล่อยให้ขึ้นรกอย่างนั้นแหละ ชอบที่จะเห็นความเขียวของมัน เคยซื้อต้นโมกมาปลูกริมรั้วรวดหนาม กำลังขึ้นพุ่มสวยเลย จำได้ว่าวันหนึ่งคุณแหม่มเค้าบอกว่าอยากเล็มมันเสียหน่อยเราก็บอกอืม ก็ไม่อยากขัดใจ พอกลับบ้านมาโมกเกือบ 50 ต้นโดนตัดเรียบเป็นเส้นตรงตามแนวรั้วเลย เรางี้อารมณ์ปี๊ดขึ้นเลย ก็มีอย่างที่ไหนของสวยๆมาตัดซะเหี้ยนเลย แต่ต้องข่มอารมณ์ถามหาเหตุผลของเธอ ก็ได้คำตอบจากเธอว่า เวลาเราอยู่ในสวนจะได้เห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาไงคะ เราก็ได้แต่พูดว่า อืม ยังไงวันหลังก็อย่าทำแล้วกัน เรื่องสวนนี่เป็นเหตุที่เรามีมุมมองต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมมักจะชอบพวกไม้ประดับแบบใบเขียวๆ แต่คุณแหม่มนี่เค้าชอบ ไม้ผล ที่กินได้ หรือ ผักต่างๆ พริก ขิง ข่า ตะไคร้ พอเราเริ่มพรวนดิน เตรียมหาต้นไม้มาลง วันรุ่งขึ้นก็มักจะมีพวก หอม กระเทียม กระเพรา ใบแมงลักมาขึ้นในที่ ทุกทีไป เห็นทีไรก็ถอนหายใจทุกทีไปแหละ พูดด้วยกันทีไรก็ลงที่คำว่า “ปลูกไปทำไมกินไม่ได้” แล้วเธอก็สะบัดหน้าเดินจากไป
เรื่องคุณแหม่มนี่เธอเป็นเจ้าความคิดจริงๆเลย ผมมักจะก้มกินน้ำในครัวจากก๊อกน้ำประจำระหว่างที่เธอทำครัว เธอก็มักจะมองผมด้วยหางตาบ่อยๆ จนวันหนึ่งเธอก็บอกผมว่าผมไม่ควรกินน้ำก๊อกนี่อีกต่อไปแล้ว ในใจผมก็คิดว่ามันไม่สุภาพ หรือเธอรำคาญที่ผมไปเกะกะในที่ทำงานของเธอ ก็เลยถามว่าทำไม เธอก็ตอบผมด้วยหน้าตามั่นใจว่า แหม่มเอาน้ำไปเทสต์ที่แลปมา เค้าบอกว่ามีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายกับสุขภาพ ผมก็บอกว่า ทางการประปาเค้ายืนยันนะว่าน้ำประปาดื่มได้ เธอก็ยืนยันว่าเธอมีผลการพิสูจน์จากแลปที่น่าเชื่อถือได้ เรางี้อึ้งไปเลย เอ๊ะหรือว่าเธอจบคหกรรมศาสตร์มาหรือเปล่า ช่างรู้ดีจริงๆเลยครับ แม่บ้านผมคนนี้
พอออกจากบ้านไปทำงานไม่ว่ามันจะกี่โมงก็ตาม ไม่ว่าผมจะไปมหาวิทยาลัย หรือไปถ่ายรายการ ที่ไหน ผมจะเริ่มไม่ต่างจากวันนี้ เพราะทุกวัน มันเป็นเช้าวันหนึ่งของเถิน
This entry was posted
on วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 30, 2551
and is filed under
เถินเล่าเรื่อง
.
You can leave a response
and follow any responses to this entry through the
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
.
2 ความคิดเห็น