วันนี้ฉันมาที่สตูดิโอแต่เช้า เพื่อมาดูอาจารย์เถินถ่ายรายการ ที่ฉันเพิ่งรู้ว่าเป็นรายการสัมภาษณ์สดบุคคลในแวดวงต่างๆ โดยมีอาจารย์เถินเป็นพิธีกร ตอนที่ก้าวฉันเข้ามาสตูดิโอ ช่างไฟและตากล้องกำลังสาละวนอยู่กับการจัดอุปกรณ์ให้เข้าที่ มันเป็นภาพที่เด็กนิเทศอย่างฉันเห็นจนชินตาในสตูดิโอจำลองของคณะ ที่นั่นฉันเคยอ่านข่าวออกโทรทัศน์ช่องของมหาลัยด้วย
อาจารย์เถินมาถึงหลังจากฉันไม่นาน กล่าวทักทายทีมงานอย่างเป็นกันเอง ฉันเข้าไปทักทายอาจารย์ ก่อนที่อาจารย์จะเข้าไปทำผมแต่งหน้า แต่ฉันเดาว่าคงไม่ต้องทำอะไรมาก อาจารย์มาในชุดสูทท่อนบนที่ดูเนี้ยบพอๆกับมาดคณบดีที่ฉันเห็นเมื่อวันก่อน เพียงแต่เมื่อวานอาจารย์ไม่ได้แต่งซะทางการขนาดนี้ ส่วนท่อนล่างกลับเป็นกางเกงยีนส์ที่มีรอยกรีดแบบเจ็บๆ เอ้อ อย่างว่านะ เราไม่เคยเห็นขาผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์อยู่แล้วนี่ แต่ไม่นึกว่าอาจารย์เถินจะสวมยีนส์วัยรุ่นจ๋าแบบที่ว่าขนาดฉันยังไม่กล้าใส่เล้ย
ฉันไปทักทายพี่ๆทีมงานคนโน้นทีคนนี้ที พร้อมกับแนะนำตัวว่าเรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน ทำอย่างกับมาเยือนถิ่นเก่า แถมยังโม้ไปว่าเคยอ่านข่าวออกทีวีช่องในมหาลัย ตอนนี้ใกล้จบแล้ว จะมาสมัครเป็นผู้ประกาศข่าวที่สถานี พี่เรียกหนูสัมภาษณ์ได้เลย...ไม่น่าเลยตรู
และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อผู้ร่วมรายการท่านหนึ่งติดธุระกะทันหัน ไม่สามารถมาร่วมรายการได้ และในเมื่อมันเป็นรายการออกอากาศสด ทีมงานเลยจำเป็นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เหลือเวลาอีกแค่ห้านาที ผู้กำกับรายการเดินเข้าไปปรึกษาอาจารย์เถินอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอาจารย์ก็หันขวับมาทางฉัน
“น้องมิ้นท์ มานี่ซิ”
“คะอาจารย์”
“หนูช่วยมาเป็นแขกรับเชิญให้ผมหน่อยนะ”
“ห๋า! อะไรนะคะ”
“หัวข้อวันนี้คือเรื่องความสัมพันธ์ไทย-จีน”
“แต่หนูไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน เลยนะคะ!”
“หนูมาจากครอบครัวเชื้อสายจีนใช่ไหม” อาจารย์คงเห็นว่าหน้าหนูออกหมวยๆ
“ค่ะ อากง อาม่า หนูมาจากเมืองจีน” แต่นั่นก็นานมาแล้วนะ ฉันยังไม่เคยไปเที่ยวเมืองจีนเลยด้วยซ้ำ
“โอเค งั้นเยี่ยมเลย ไม่ต้องกังวลนะ ผมถามอะไรก็ตอบมาอย่างนั้น”
ซวยละตรู หน้าผมยังไม่ได้ทำเลย โชคดีที่ไม่ได้แต่งตัวมาโทรมจนเกินไป ช่างแต่งหน้าทำผมมารุมฉันในนาทีสุดท้าย เอาแป้งมาโปะๆ ส่วนผมก็แค่หวีจัดทรงให้เข้าที่ แม้ฉันจะห่วงว่าต้องพูดอะไร แต่ฉันห่วงสวยก่อนอื่น จะให้ออกมาดูโทรมได้ไง มันหมายถึงอนาคตในวงการโทรทัศน์ของฉันเชียวนะ
และแล้วก็ถึงคลิปนำเข้าสู่รายการ ฉันสูดหายใจเต็มปอด พร้อมกับหันไปมองอาจารย์เถิน แสดงสีหน้าทำนองว่า อาจารย์แน่ใจเหรอคะที่จะเอาหนูมาออกสดแบบนี้ แต่อาจารย์เถินไม่มีท่าทีกังวลแม้แต่น้อย ผู้กำกับให้สัญญาณ ได้เวลาออกอากาศแล้ว อาจารย์เถินกล่าวสวัสดีท่านผู้ชม และแนะนำแขกรับเชิญแต่ละท่าน ซึ่งต่างก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกันทั้งนั้น อาจารย์แนะนำฉันเป็นคนสุดท้าย
“และแขกรับเชิญท่านสุดท้ายในวันนี้ เป็นนักศึกษาสาวที่เติบโตมาในครอบครัวเชื้อสายจีน ที่มาตั้งรกรากในประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยสามชั่วคนที่ผ่านมา นางสาวมินทรา หรือเราจะเรียกเธอสั้นๆ ว่าน้องมิ้นท์ครับ”
ฉันยิ้มแหยๆพร้อมกับยกมือสวัสดีไปทางกล้อง เขาจะถามอะไรฉันบ้างนะ เราไม่มีเวลาเตี๊ยมคำถามกันเลยด้วยซ้ำ และแล้ว ความเคยชินที่อ่านข่าวออกทีวีในช่องของมหาลัยก็หายไปไหนไม่รู้ ก็ฉันไม่เคยออกสดนี่นา เวลาเราอ่านข่าวนี่เป็นการบันทึกเทปตลอด จะเทคบ่อยแค่ไหนก็ได้ อ่านออกเสียงผิดนิดเดียวฉันก็ขอเทค ฉันว่ามันดูเท่ดีตอนที่พูดออกมาว่า “เทค เทค ขอใหม่ได้ปะ” เพียงแต่ว่ามาตอนนี้ ฉันไม่มีสิทธิ์ขอเทค อาจารย์เถินพูดคุยกับแขกรับเชิญแต่ละท่าน แต่เขาคุยกันเรื่องอะไรฉันไม่ได้ยิน หัวฉันอื้ออึงสับสนไปหมด เหงื่อตก มือเย็นเฉียบ ถึงคิวฉันแล้ว เขาหันมาทางฉันแล้ว จะรอดไหมตรู!
“มาถามความเห็นของน้องมิ้นท์กันบ้างนะครับ ในฐานะที่เธอเป็นลูกหลานชาวจีนในประเทศไทย น้องมิ้นท์ช่วยแนะนำตัวสั้นๆ พร้อมกับเล่าเรื่องครอบครัวด้วยครับ”
“อาม่ากับอากงหนูมาจากเมืองจีน เอ่อ...หนูชื่อนางสาวมินทรา อึ้งทรงพล ค่ะ”
“แสดงว่าแซ่อึ้ง”
“ค่ะ” ฉันอยากจะบอกว่าฉันน่ะแซ่อึ้ง แต่อึ้งกิมกี่ละไม่ว่า
“แล้วที่บ้านประกอบอาชีพอะไรครับ”
“เอ่อ...คือว่าบ้านหนูขายอะไหล่รถยนต์อยู่แถววรจักรค่ะ”
อาจารย์เถินมองตาฉันแล้วรู้ว่าฉันคงไปไม่รอด เลยหันไปถามผู้ร่วมรายการท่านอื่น เกี่ยวกับธุรกิจของชาวไทยเชื้อสายจีน ว่ามีธุรกิจอะไรบ้าง ผู้เชี่ยวชาญที่เชิญมาก็ว่าได้เป็นฉากๆ เอ้อ ไปได้เนียนๆแฮะ แล้วก็หมดเบรกแรก ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ อาจารย์เถินหันมาทางฉันอีกครั้ง
“พอไปได้นี่ เดี๋ยวผมจะถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ และขนบประเพณีของที่บ้านนะ เป็นต้นว่าวันตรุษ วันสารททำอะไร หนูก็เล่ามาละกัน”
“โอเคเลยคะ”
พอถึงเบรกสองจากทั้งหมดสามเบรก ทุกอย่างไปได้ดีเกินคาด วิญญาณผู้ประกาศข่าวเข้าสิงฉันเข้าแล้ว ฉันเล่าไปได้เรื่อยเรื่องที่ว่าต้องช่วยม่าจ่ายของในเทศกาลตรุษจีน เราทำพิธีไหว้กัน เล่าเรื่องเทศกาลสารทจีนที่ฉันต้องไปช่วยทำอาหารเซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยมีอาม่า อากง อากู๋ อาอี๊ อาซ้อ มากันทั้งครอบครัวใหญ่ ส่วนเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้นฉันชอบเป็นพิเศษ เพราะมีขนมไหว้พระจันทร์ของโปรด มันไม่ยากอย่างที่คิดเพราะฉันกำลังเล่าเรื่องตัวเอง อาจารย์เถินหันไปทางผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่น ขอให้ช่วยกล่าวสรุปถึงรูปแบบวัฒนธรรมจีนที่ตกทอดมาถึงชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นลูกรุ่นหลาน ตบกลับมาเป็นแนววิชาการจ๋าได้เนียนๆ
และแล้วฉันก็หน้าแตกจนได้ เสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือของฉันดังขึ้นเป็นเพลงเกาหลี ฉันลืมปิดโทรศัพท์ขณะถ่ายทำเหรอนี่! ฉันรีบควาญหามือถือแล้วปิดเครื่อง พร้อมกับยิ้มแหยๆไปทางผู้กำกับเพื่อขอโทษขอโพย
พอถึงเบรกสาม เป็นช่วงตอบคำถามจากผู้ชมทางบ้าน คำถามปรากฏขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นทีละคำถาม มีคำถามถึงฉันด้วยแฮะ
“คำถามต่อไปมาจากคุณโหน่ง จังหวัดพิจิตรนะครับ ถามน้องมิ้นท์ว่าคิดอย่างไรกับกระแสละครเกาหลี ที่มาวันนี้ดูจะกลบกระแสของละครจีนไป”
โอ้ หมูเลย ฉันมันเจ้าแม่ซีรีย์เกาหลีอยู่แล้ว ผู้ชมท่านนี้คงได้ยินเสียงเพลงเรียกสายเมื่อกี้แน่ๆ มันเป็นเพลงจากเรื่อง “คอฟฟี่ พริ้นซ์ เจ้าชายกาแฟ” ละครเรื่องโปรดของฉัน ฉันดูละครเกาหลีมาเป็นสิบๆเรื่อง ส่วนหนังจีนน่ะเหรอ ฉันดูมาตั้งแต่เด็ก ฉันเลยโม้ใหญ่ ฉันวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างหนังเกาหลีกับหนังจีน ว่าพล็อตเรื่องต่างกันตรงไหน และทำไมดาราเกาหลีถึงได้รับความนิยมมากกว่า
กลายเป็นว่าเราจบรายการอย่างชื่นมื่น ผู้กำกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ระหว่างฟังฉันโม้เรื่องซีรีย์เกาหลี ฉันแอบเห็นเขาอมยิ้มด้วย อาจารย์เถินเข้ามาพูดกับฉัน
“ขอบคุณนะ หนูช่วยผมและทีมงานไว้”
“อ่อ ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ เรื่องนี้หนูถนัดอยู่แล้ว” ว่าไปนั่น ทีเมื่อกี้ละพูดเกือบไม่ออก “ว่าแต่ อาจารย์รู้ได้ไงคะ ว่าหนูจะพูดเรื่องนี้ได้”
“ผมต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครับ ในสถานการณ์แบบนี้ บางทีสัญชาติญาณก็สำคัญกว่าอย่างอื่น”
“อาจารย์ทำได้ดีจริงๆค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเปิดเครื่อง และดูว่าใครโทรหาฉันเมื่อครู่ มันเป็นเบอร์ที่ฉันไม่รู้จัก ฉันกดปุ่มโทรกลับ ปรากฎว่าเป็นคุณปลี เลขานุการของอาจารย์โทรมา เธอคงไม่รู้ว่าฉันเข้าไปอยู่ในห้องถ่ายทำด้วย ปกติเขาจะต้องให้ฉันนั่งคอยอยู่ข้างนอก และรอดูทางจอมอนิเตอร์ คุณพีขอสายอาจารย์เถิน ฉันยื่นโทรศัพท์ให้เขา
“โอ้ ใช่ๆ ผมเกือบลืม ขอบคุณมากครับ” อาจารย์เถินหันมาทางฉันแล้วพูดว่า “หนูช่วยผมอีกเรื่องได้ปะ คือผมมีคิวต้องถ่ายโฆษณาพรุ่งนี้ บทยาวพอสมควร หนูช่วยผมซ้อมบทได้ไหม”
“ได้เลยคะ” เรื่องนี้ฉันถนัดอยู่แล้ว ฉันเคยเล่นละครเวทีคณะมาก่อน เคยช่วยรุ่นน้องซ้อมบทมาก็มาก ว่าแต่ ฉันไม่รู้เลยแฮะว่าอาจารย์เถินเป็นนายแบบโฆษณาด้วย
“แต่ก่อนอื่นเราต้องไปหาอินเตอร์เน็ตเพื่อเปิดดูเมลแล้วปริ้นท์บทออกมา ที่ออฟฟิศของทีมงานคงมีนะ หนูเอาอีเมลกับพาสเวิร์ดของผมไป ช่วยไปพริ้นท์ออกมาให้ด้วย” อาจารย์เถินจดชื่อแอคเค้าท์อีเมล และพาสเวิร์ดให้ฉัน แล้วฉันก็เข้าไปขอใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของทีมงาน เปิดเมลและปริ้นท์บทออกมา
…
This entry was posted
on วันอังคาร, ตุลาคม 28, 2551
and is filed under
อินเทอร์วิว วิธ เดอะ ดีน
.
You can leave a response
and follow any responses to this entry through the
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
.

0 ความคิดเห็น