ก้าวย่างที่ 2.1 สวมหมวก...พิธีกรรายการ ตลาดสดสนามเป้า “ ช่วงโค้กซ่าส์ท้าแต่งร้าน ”  

เขียนโดย อรุณทอแสง


ช่วงอาทิตย์สุดท้ายของปลายเดือนพฤษภาคมหลังจากที่ฉันได้รับรู้เรื่องราวของผู้ชายชื่อ...เถินเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยแล้ว ในช่วงเวลาสองทุ่มกว่าของคืนวันอาทิตย์ตอนต้นเดือนมิถุนายน คุณแม่ฉันได้เปิดดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งขึ้นมา ชื่อ รายการตลาดสดสนามเป้า ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 ซึ่งมีพิธีกรดำเนินรายการหลักอยู่ 3 คน คือ พี่แหม่ม สุริวิภา กุลตังค์วัฒนา , พี่เหมี่ยว ปวันรัตน์ นาคสุริยะ , น้องรถเมล์ คะนึงนิจ จักรมิทธานนท์

ปกติแล้วช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ฉันไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านดูรายการโทรทัศน์สักเท่าไหร่ ส่วนมากจะชีพจรลงเท้าไปกับก๊วนเพื่อนสนิทเสมอแล้วพอกลับถึงบ้านก็น็อคเพราะความบ้าพลังในการเที่ยว แต่คุณแม่ฉันจะชื่นชอบรายการนี้มากทำให้วันนั้นฉันพลอยต้องมานั่งดูรายการไปด้วย จนจบถึงช่วงสุดท้ายพี่แหม่ม สุริวิภา กุลตังค์วัฒนา ก็บอกว่าจะมีการพัฒนารูปแบบรายการขึ้นใหม่ในช่วงสุดท้ายของรายการ โดยการเพิ่มช่วงใหม่ขึ้นมา ชื่อว่า “ โค้กซ่าส์ท้าแต่งร้าน ” มีพิธีกรดำเนินรายการ 2 คน คือ พี่เถิน ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ และพี่ทีน สราวุฒิ พุ่มทอง โดยมีกติกาว่าให้ร้านอาหารต่าง ๆ เขียนจดหมายเข้ามาเพื่อขอให้ทางรายการไปช่วยตกแต่งร้านอาหารให้ใหม่


หลังจากที่ดูรายการนี้จนจบ ฉันกับเจ้าน้องสาวสุดที่รักก็มานั่งเถียงกันอยู่สองคนว่าใช่หรือไม่ใช่เขา ฉันเห็นเขาแวบแรกในรายการวันนั้นยอมรับว่าเหมือนจะคลับคล้ายคลับคา แต่ก็บอกเจ้าน้องสาวสุดที่รักไปอย่างมั่นใจว่า

“ หนู !! คนนี้ล่ะที่แสดงเป็นคุณเฉื่อย ในภาพยนตร์บุญชู ที่เจ้ (ภาษาจีน แปลว่า พี่สาว) ประทับใจอ่ะ เจ้ว่าเขาดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ น่ารักขึ้นมากด้วย ”

เจ้าน้องสาวฉันตอบกลับทันทีเลยอย่างมั่นใจสุด ๆ ว่า “ ไม่ใช่ ยังไง ก็ไม่ใช่ ไม่เห็นจะเหมือนเลย ”

“ หนูจะไม่ใช่ได้ไงอ่ะในเมื่อเขาขึ้นชื่อนะ แต่เจ้เองมองไม่ทันเหมือนจะเห็นแวบ ๆ นะ

” เจ้าน้องสาวย้อนฉันกลับทันทีว่า “ ไม่ใช่...ในเมื่อเจ้บอกเองว่ามองชื่อไม่ทัน จะมายืนยันได้ไงล่ะว่าใช่ ”

ฉันพยายามจะนั่งอธิบายให้เจ้าน้องสาวฟัง ความที่ว่าต่างคนต่างเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เลยนั่งเถียงกันไปเรื่อย ๆ แบบหัวชนฝา สรุปก็คือ ฉันยืนยันว่าใช่แน่นอน คืนนั้นเราสองคนพี่น้องนั่งเถียงกันจนคุณแม่รำคาญต้องบอกให้เงียบ หากไม่เงียบก็ให้ออกไปนั่งเถียงกันห้องอื่น ทั้งฉันและเจ้าน้องสาวเลยต้องเงียบเสียงลง แต่ในใจฉันก็ยังยืนยันว่าใช่แน่นอน เดี๋ยว ๆ รอให้เช้าก่อนเถอะจะหาคำตอบมายืนยันให้ได้



ถึงเวลาเช้า ฉันนึกได้ก็รีบเลย “ กูเกิ้ล ๆ ขา ช่วยฉันหน่อยนะฉันอยากรู้เรื่องราวของผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ช่วยให้คำตอบฉันหน่อยนะ ”

“ โอมเพี้ยง ! หน้าเว็บจงปรากฏขึ้นมา ณ บัดนี้ ”

สักพักหน้าเว็บก็ปรากฏขึ้นมา คราวนี้ฉันนั่งอ่านข้อมูลของเขาที่มีอยู่หน้าเว็บทั้งหมดทำให้ฉันอยากจะร้องกรี๊ดดัง ๆ สักหนึ่งที “ อ้าว...ฉันชนะนี่ หุหุหุ...ใช่ !! จริง ๆ ด้วย ” ฉันมีข้อมูลไปยืนยันกับเจ้าน้องสาวได้แล้วว่า เขาเป็นพิธีกรรายการตลาดสดสนามเป้า ช่วงโค้กซ่าส์ท้าแต่งร้าน ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 งานนี้เจ้าน้องสาวคงต้องโดนพี่สาวอย่างฉันเล่นงานซะหน่อยล่ะ เนื่องจากมานั่งเถียงพี่สาวแบบหัวชนฝาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ และเย็นนั้นฉันมีโอกาสได้คุยนั่งกับเจ้าน้องสาวใหม่อีกรอบ เลยเฉลยคำตอบให้เจ้าน้องสาวฟังว่า

“ หนูเจ้ไปหาคำตอบมาแล้วล่ะ..ใช่จริงด้วยล่ะ เขาเป็นคนเดียวกันกับที่เล่นเป็นคุณเฉื่อย ”

เจ้าน้องสาวก็นั่งเงียบเลยแต่ไม่วายยังมีการแย้งเสียงอ่อย ๆ อีกเล็กน้อย “ แหม ๆ ใครจะไปจำได้อ่ะเจ้ เมื่อก่อนเขาผอมมาก ตอนนี้เขาดูดีกว่าแต่ก่อนเยอะมาก ”

ดู๊...ดูเจ้าน้องสาวฉันสิยังไม่ยอมแพ้ แถมไม่ยอมรับอีกต่างหากว่าตัวเองจำไม่ได้แล้วมาเถียงพี่สาวซะโดนคุณแม่ดุไปตาม ๆ กัน ส่วนฉันเอง ถ้าถามจริง ๆ ว่าจำได้ไหม ตอบทันทีเลยว่าจำไม่ได้เหมือนกัน (แต่ถ้าจะให้ฉันยอมรับออกมา เรื่องอะไรจะยอมรับล่ะเสียหน้าแย่ ) “ โธ่ใครจะคาดคิดล่ะว่า...จะเป็นคน ๆ เดียวกันกับคุณเฉื่อยที่ฉันดูในภาพยนตร์เรื่องบุญชู ในอดีตเขาผอมมาก แต่พอมา ณ ปัจจุบันนี้รูปร่างภายนอกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ดูดี ภูมิฐาน กว่าในอดีตมาก แต่นะ ฉันยังแอบเห็นจนได้ว่าเขาลงพุงเล็กน้อย (ตาดีมากเลยฉัน 555 ++) ” อีกอย่างที่ฉันคาดไม่ถึงด้วยว่า เขาจะยังคงทำงานด้านวงการบันเทิงเป็นพิธีกรรายการต่าง ๆ ทางโทรทัศน์อยู่ ก็แหม !! ณ ปัจจุบัน เขาเป็นด็อกเตอร์และคณบดี ฉันคิดว่าเขาน่าจะทำงานทางด้านวิชาการเพียงอย่างเดียวซะอีก แต่ภายหลังจากการที่นั่งค้นหาข้อมูลจนมั่นใจแล้วว่าเป็นคนเดียวกันกับที่แสดงเป็นคุณเฉื่อยในภาพยนตร์เรื่องบุญชู ทำให้ทุกคืนวันอาทิตย์ฉันต้องนั่งดูรายการนี้มาโดยตลอดไม่พลาดสักอาทิตย์เดียว และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะรับนัดกับใครในวันอาทิตย์ หากว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องไปจริง ๆ ก็จะกลับมาถึงบ้านก่อนสองทุ่มเสมอ เพื่อมานั่งดูรายการ




ณ เวลานี้หากมีใครมาถามฉันว่า คุ๊ณ...คุณ รู้จักผู้ชายชื่อ...เถินไหม ฉันสามารถตอบได้อย่างมั่นใจแล้วว่าเขา คือ ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ : เถิน คือ ชื่อเล่นของเขา เขาเป็นคณบดีเพียงคนเดียวในประเทศไทยที่ทำงานด้านวงการบันเทิง ทั้งเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ , แสดงภาพยนตร์ และยังมีหมวกสวมอยู่อีกหลากหลายใบมาก แต่หมวกใบที่ทำให้ฉันรู้จักเขามากขึ้นกว่าเดิม ก็คือ หมวกใบที่ชื่อว่า..พิธีกรรายการโทรทัศน์ รายการตลาดสดสนามเป้า “ ช่วงโค้กซ่าส์ท้าแต่งร้าน ” คู่กับพี่ทีน สราวุฒิ พุ่มทอง นี่แหละ!

ก้าวย่างที่ 2 แรกเริ่มรู้จักผู้ชายชื่อ...เถิน  

เขียนโดย อรุณทอแสง


หลังจากวันที่เผอิญหูของฉันไปได้ยิน น.อ.นรินทร์ นาคมาโนช (ปัจจุบันเป็นแชมป์แฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์เรื่องบุญชู ปี 2551) ได้เอ่ยถึง คุณเฉื่อย ในวันนั้นว่า ณ ปัจจุบัน เป็นด็อกเตอร์แล้วสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ชื่อ นฤพนธ์ ไชยยศ แล้วหลังจากนั้น น๊าน...นานมากฉันก็ยังไม่ได้สนใจที่จะค้นหาว่าเขาคือใคร สอนอยู่ที่คณะและมหาวิทยาลัยแห่งใด สวมหมวกอะไรอีกบ้าง และด้วยความที่เป็นคนไฮเป๊อร์...ไฮเปอร์ มีกิจกรรมมากมายทำร่วมกับเพื่อน ๆ ตลอดในวันหยุด จึงทำให้ฉันไม่ได้สนใจและเลือนหายไปจากความทรงจำ

อย่างเมื่อ 2 - 3 ปีก่อนตอนที่ฉันคิดเริ่มต้นที่จะเรียนปริญญาโท ในความคิดของฉัน ฉันคิดอยู่เสมอว่าตั้งแต่ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วว่าจะไม่เรียนต่อ เหนื่อยมากกับการเรียนมา 20 กว่าปี แต่แล้วก็เหมือนกับว่าเบื้องบนลิขิตมาทำให้ฉันจะต้องมานั่งในชั้นเรียนปริญญาโทด้วยล่ะมั้ง ณ เวลานั้นมีเจ้ารุ่นน้องของฉันคนหนึ่ง ซึ่งเป็นน้องรหัสของฉันในสมัยที่เรียนปริญญาตรี ชื่อ เจ้าหนูน้ำฝน ( ณ ปัจจุบันครองตำแหน่งน้องสาวสุดที่รักของฉันอีกคนหนึ่งเหมือนกัน...เนื่องจากน้อง ๆ ลงความเห็นเกี่ยวกับตัวฉันไว้ว่า “ มีลักษณะความเป็นพี่สาวอยู่ในตัวสูง ” น้องสาว , น้องชายสุดที่รักของฉันจึงมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด)

วันนั้นเป็นวันเกิดของเจ้าหนูน้ำฝน ฉันจึงโทรศัพท์ไปอวยพรวันเกิด เจ้าหนูน้ำฝนเอ่ยปากกับฉันว่า “ วันเกิดปีนี้ หนูขอของขวัญอย่างหนึ่งได้ไหมคะพี่สาว ”

ฉันเลยถามกลับว่า “ หนูอยากได้อะไรเหรอคะ ”

เจ้าหนูน้ำฝนตอบกลับว่า “ หนูอยากให้พี่สาวคนนี้ของหนูเรียนต่อปริญญาโทค่ะ ”

ฉันอึ้งไปพักใหญ่พร้อมกับคิดอยู่ในใจ “ ตายแน่งานนี้ !! แล้วจะทำไงดีล่ะ คิดมาตลอดเลยว่าไม่อยากเรียนต่อปริญญาโท แต่ปฏิเสธเจ้าหนูน้ำฝนไม่ได้ด้วย และถ้าฉันตอบกลับว่าไม่เรียน น้องเขาจะต้องเสียใจมากแน่ ๆ ในเมื่อเขาขอมาขนาดนี้แล้วเขาคงอยากเห็นเราเรียนจบปริญญาโทจริง ๆ... ” ( ด้วยปกติลักษณะนิสัยเจ้าหนูน้ำฝนจะเป็นคนที่ไม่เคยร้องขออะไรจากฉันเลยตั้งแต่รู้จักสนิทสนมกันมาประมาณ 6 – 7 ปี ) ฉันก็เลยย้อนถามเจ้าหนูน้ำฝนกลับว่า “ ทำไมหนูถึงอยากให้พี่เรียนต่อปริญญาโทล่ะคะ ”

เจ้าหนูน้ำฝนตอบฉันพร้อมกับใช้คำพูดกระตุ้นฉันใหญ่เลยว่า “ ก็ตอนนี้หนูเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว หนูก็อยากเห็นพี่สาวคนนี้ของหนูเรียนจบในปริญญาโทด้วย และหนูมีความเชื่อมั่นว่าพี่สาวของหนูทำได้และทำออกมาได้ดีที่สุด ”


(นั่นไงว่าแล้วเป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ ด้วย...ไอ้ฉันก็มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่งที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ และครอบครัวมักจะรู้ว่า หากใครมาคาดหวัง , เชื่อมั่น เกี่ยวกับตัวฉันต่าง ๆ นานาแล้ว ฉันจะพยายามลุยทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างเต็มที่) ฉันคิดและตัดสินใจอยู่พักใหญ่จึงตอบตกลงเจ้าหนูน้ำฝน แต่ไม่วายมีเสียงบ่นเล็ก ๆ กับเจ้าหนูน้ำฝนอีกนิดหน่อยว่า “ โห...หนูเล่นขอแบบนี้เอาชีวิตพี่ไปเลยดีไหมคะ มันยากมากเลยนะ ”

หลังจากนั้น ฉันเริ่มมองหาที่เรียน ระหว่างที่ฉันมองหาที่เรียนนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นแห่งแรกที่ฉันมองไว้เหมือนกัน ฉันได้โทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดที่คณะบริหารธุรกิจ สาขาสารสนเทศ จนได้รายละเอียดต่าง ๆ มา (ฉันคิดจะเรียนต่อสาขานี้ เพราะว่าเพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งในกลุ่มตอนที่เรียนปริญญาตรีเขาสอบเข้าเรียนต่อสาขานี้ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ฉันเองจะได้มีเพื่อนเรียนด้วย เขาเข้าเรียนปริญญาโทพร้อมกับฉัน แต่ปัจจุบันตัวเขาเพิ่งจะเรียนจบออกมาเนื่องจากไม่ยอมขยันทำวิทยานิพนธ์ 555++)

ฉันตัดสินใจว่าจะเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรังสิตนี่ล่ะ กำลังจะขับรถเข้าไปซื้อใบสมัครแล้วด้วยซ้ำ แต่ต้องขับรถกลับออกมา เพราะโทรศัพท์ปรึกษาทั้งครอบครัวและเจ้าหนูน้ำฝนเอง ทุกคนไม่เห็นด้วย ทุกคนบอกว่าตอนฉันเรียนปริญญาตรีก็จบจากมหาวิทยาลัยเอกชนแล้ว ฉะนั้นหากคิดจะเรียนต่อปริญญาโทขอได้ไหมให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล

ฉันนึกแย้งอยู่ในใจและด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่มักจะตามใจคนรอบข้างอยู่เสมอเลยพูดออกมาไม่ได้ ว่า “ ทำไมอ่ะ...มหาวิทยาลัยเอกชนไม่ดีตรงไหน มหาวิทยาลัยรังสิตก็อยู่ใกล้บ้านด้วย เดินทางสะดวกอีกต่างหาก จริง ๆ แล้ว มหาวิทยาลัยเอกชนทุกแห่งต่างมีศักยภาพในการเรียนสอนเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยรัฐบาลหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ และในแต่ล่ะแห่งก็สอนให้ทุกคนเป็นคนดี คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น สามารถเรียนจบออกมาเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพและมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามาพัฒนาตัวเองพัฒนาประเทศชาติได้เหมือน ๆ กัน ทำไม๊...ทำไม ต้องมีค่านิยมกันแบบนี้ด้วยนะ ไม่เข้าใจเลย ”

และเพราะคำทักท้วงของคนรอบข้างนั่นเอง ทำให้ฉันไม่ได้เรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรังสิต หากว่า ณ เวลานั้นทุกคนลงความเห็นให้ฉันเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรังสิต ป่านนี้ฉันคงได้รับรู้เรื่องราว พบเจอตัวจริงและอาจจะได้รู้จักสนิทสนมกับเขาไปนานแล้วก็ได้ (น่าน...ว่าไปนั่น)

จนกระทั่งอาทิตย์สุดท้ายของปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฉันพอมีเวลาว่างในช่วงวันหยุดเลยเข้าอินเตอร์เน็ต เช็ค – ตอบอีเมล์เพื่อนจนเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะปิดอินเตอร์เน็ตด้วยซ้ำ อยู่ๆ ชื่อของ ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ก็แวบขึ้นมาในหัวสมองฉัน และความที่ตัวฉันเองก็มีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งซึ่งแก้อย่างไรก็ไม่หายเสียที คือ โรคขี้ลืม

ทำให้ต้องรีบคลิกไอคอนรูปตัวอี (Internet Explorer) ขึ้นมา เพื่อที่จะเข้าไปที่ http://www.google.co.th/ แล้วพิมพ์ตรงช่องค้นหาว่า “ ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ” ใส่ลงไป สักพักหนึ่งที่หน้าจอก็ปรากฏเว็บลิงค์ขึ้นมาเพียบเลยล่ะ ฉันเลยคลิกเข้าไปลิงค์หนึ่งซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ ชื่อว่า “ ผู้ชายหลายบทบาท ” ของผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2735 ปีที่ 53 ประจำวันอังคารที่ 20 มีนาคม 2550 เขียนโดย อรุณี

ฉันนั่งอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกจนจบบรรทัดสุดท้ายแบบผ่าน ๆ ตา ก็รู้สึกว่า “ โอ้โห !! แฮะ แม่เจ้าโว๊ย คนอะไรอัจฉริยะสุดยอด นับถือและทึ่งมาก เห็นความพยายามของเขาที่เห็นความสำคัญของการเรียนทำให้สามารถเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายใน 5 ปี ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขารับงานแสดงในวงการบันเทิงด้วย และเมื่อเรียนจบปริญญาตรีแล้วยังสามารถสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโท – เอกที่ประเทศออสเตรเลียโดยใช้ระยะเวลาในการศึกษาเพียง 5 ปีกว่า หลังจากเรียนจบมาทำงานก็ยังสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างดีเยี่ยมและทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ เป็นสุดยอดมนุษย์เหล็กเลย ”

หลังจากที่ฉันนั่งอ่านประวัติ บทความ บทสัมภาษณ์ ต่าง ๆ แล้ว ฉันรู้สึกว่าเขาสวมหมวกอยู่หลากหลายใบมาก ด้วยความประทับใจ สะดุดตา เขาตั้งแต่ที่แสดงเป็นคุณเฉื่อยในภาพยนตร์เรื่องบุญชู ก็มีมากพอสมควรอยู่แล้ว ทำให้ฉันยิ่งเกิดความประทับใจมากเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โดยเฉพาะจากการที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งเขากล่าวเอาไว้ว่า ผมอยากให้คนมองในสิ่งที่เราทำมากกว่า และความสำเร็จของผมก็คือ การได้ตั้งเป้าหมาย ได้เห็นความสำเร็จในสิ่งที่เราทำมากกว่าการมองว่า เราเป็นอะไรในวันนี้ประโยคนี้โดนสำหรับฉันมาก ทำให้ฉันยึดเขาเป็นต้นแบบของการทำงานมาโดยตลอด


และก็ยังร้องอ๋อ !! อีกว่า เถิน คือ ชื่อของเขา ซึ่งเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นบ้านเกิดของคุณพ่อแต่ที่กลับมีชื่อเล่นว่าเถินเพราะว่าต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ อำเภอเถินจังหวัดลำปางอันเป็นบ้านเดิมของคุณแม่ และต่อมาย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แหมใครจะคาดเดาได้ล่ะว่าที่แท้แล้วเถินเป็นชื่อเล่นของ ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ หรือ คุณเฉื่อยที่แสดงในภาพยนตร์บุญชูของพวกเรานี้เอง จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จุดนี้เองทำให้ฉันเริ่มจะรู้จักเรื่องราวของผู้ชายชื่อ...เถินเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยซึ่งมันมากกว่าแต่ก่อน ที่แทบจะไม่รู้เรื่องราวอะไรของเขาเลย

หาก ณ ตอนนี้มีคนมาถามฉันว่า คุณ ๆ รู้จักคนชื่อเถินหรือเปล่า? ฉันก็จะตอบว่า อ๋อ...ฉันเริ่มจะรู้จักแล้ว...เถิน คือ ชื่อเล่นของผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ หรือคนที่แสดงเป็นคุณเฉื่อยในภาพยนตร์เรื่องบุญชู และดำรงตำแหน่ง คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อีกทั้งยังเป็นคณบดีที่มีอายุน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งคณะนี้มา รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างหมู่บ้านนักกีฬาสำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและการเป็นหัวหน้าทีมสถาปนิกออกแบบหมู่บ้านนักกีฬา สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ “ โดฮาเกมส์ ” ครั้งที่ ๑๕ ที่ประเทศกาตาร์ คนนั้นไงล่ะ?

ก้าวย่างแรก เถินคือใครหนอ...ฉันไม่รู้จัก  

เขียนโดย อรุณทอแสง


“ ช้านจะเป็นยังไงบ้างหน้อ ”
“ ช้านจะไปอีกไกลไหมหน้อ ”


*** เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง บุญชู เนื้อร้องและทำนอง โดย จรัล มโนเพ็ชร (GMM Grammy)

ได้ยินทำนองเพลงนี้แล้วคุ้นหูกันบ้างไหมเอ่ย? บางคนที่เป็นแฟนภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะร้องอ๋อกันแล้ว แต่บางคนอาจเกิดอาการงงกันอยู่เล็กน้อย เพราะเพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งในอดีตเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน ภาพยนตร์เรื่องนี้ดังมาก และหากเอ่ยชื่อเรื่องออกมาแล้วถ้าใครบอกว่าไม่รู้จักคงเชยมากเลยทีเดียว ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวด้วย พูดได้ว่า “ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ”

อ่ะลองขมวดคิ้วคิดสักสองวิ นึกออกแล้วซินะ...ใช่แล้ว !!! ภาพยนตร์บริสุทธิ์สุดขำอมตะเรื่องนั้นก็คือ บุญชู (บุญชูสระอู...ย้าวยาว) ซึ่งมันก็ย้าวยาวตามชื่อเรื่องจริง ๆ ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ภาค 1 จนถึง ภาค 8 และภาค 9 ก็เพิ่งลาจอไปเมื่อไม่นานมานี้ (สตาร์วอร์ อินเดียน่าโจน และไดฮาร์ท ที่ว่ากันว่ามีตอนที่มากแล้วยังต้องหลบทางให้บุญชู...ย้าวยาว)

บางคนที่ไม่เคยดูเรื่องนี้มาก่อนหรืออาจเกิดและโตไม่ทันดูภาคต้น ๆ อาจจะไม่รู้จัก งั้นขอสักบรรทัดเล่าคร่าว ๆ เกี่ยวกับบุญชู ภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเนื้อหาทั้งหมด 8 ภาคจะเกี่ยวกับความดีงามของจิตใจของผู้ชายบ้านนอก ที่เกิดและโตมากับธรรมชาติที่เรียบง่าย รักบ้านเกิดที่เต็มไปด้วยทุ่งขจีของรวงข้าวภายใต้แสงตะวันและฟ้าคราม เขาอยากเป็นเกษตรกรจึงบากบั่นเข้ากรุงเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตร เพราะอยากกลับมาช่วยบ้านเกิดน่ะ เนื้อหาทั้งหมดของเรื่อง 8 ภาคจึงเกี่ยวกับการผจญภัยในด้านมิตรภาพที่รายล้อม น้ำใจ ความถูกต้องและอุดมการณ์ของหนุ่มบ้านนอกผู้นี้ ขอบอกว่าทุกภาคทำออกมาอย่างได้ใจมากมาย

อะแฮ่ม !!! ฉันรู้ได้ไง หรือ รู้สิก็ฉันน่ะเป็นคนหนึ่งที่ติดตามดูภาพยนตร์เรื่องนี้แบบไม่ยอมพลาด ยืดอกบอกใครได้เลยว่าฉันก็แฟนพันธุ์แท้ของบุญชูคนหนึ่งเหมือนกัน นี่ยังเสียดายอยู่เลยที่ไม่ได้ลงแข่งแฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์เรื่องบุญชูไม่งั้นล่ะก็ น.อ.นรินทร์ นาคมาโนช (แชมป์แฟนพันธุ์ภาพยนตร์บุญชูปี 2551)คงร้อน ๆ หนาว ๆ กับคู่แข่งคนนี้กันมั่งล่ะ


ผู้ชมส่วนใหญ่เมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วก็มักกล่าวขวัญถึงพระนางคู่ขวัญ คือ พี่หนุ่ม สันติสุข พรหมศิริและพี่แหม่ม จินตหรา สุขพัฒน์ ซึ่งแสดงเป็นบุญชูและโมลี เท่าที่ฉันจำได้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยืนโรงฉายนานมากกก ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2551 ฉันทราบข่าวว่าทางบริษัทไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น จำกัด นำภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาสร้างอีกในภาค 9 และนำภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ภาค 1 ถึง 8 มาทำเป็น ดีวีดี:รีมาสเตอร์ (DVD:RE-MASTERED) จัดทำเป็นบล็อกเซ็ต (Block Set) ออกมาวางจำหน่าย เมื่อฉันรู้เรื่องก็ตระเวนไปหาอีกเช่นเคยที่ร้านเจบิคส์ คลองถม แต่คราวนี้อาจจะเรียกว่าเป็นโชคช่วยก็ว่าได้ เพราะเหลืออยู่กล่องสุดท้ายพอดี ด้วยความอยากได้จัด ฉันเลยกระโจนเข้าไปคว้ามากอดไว้แน่น จนพี่พนักงานขายพากันขำฉันกันทุกคน เพราะฉันก็คือหนึ่งในสาวกที่หลงใหลภาพยนตร์บริสุทธิ์น่ารักเรื่องนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ยังคิดถึงแบบมิรู้หาย ตอนนี้มีตั้งแต่ภาค 1 – 8 เลยนะขอบอก (แอบน้ำตาซึมด้วยความปลื้ม)

ทุกครั้งที่มีเวลาว่างก็จะนำมาเปิดวนไปตั้งแต่ภาค 1 จนถึงภาค 8 หลายรอบ สิ่งที่ฉันได้รับกลับมาทุกครั้งจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ เสียงหัวเราะ พร้อมกับความเครียดที่มีอยู่ทั้งหมดจางหายไป น้องสาวที่ตอนแรกมาดูด้วยก็สนุกหัวเราะงอหายดีอยู่หรอกแต่หลัง ๆ ชักหาวดังกว่าหัวเราะซะอีก สุดท้ายก็ทิ้งให้ฉันหัวเราะน้ำตาไหลคนเดียว (ที่น้ำตาไหลเพราะถูกทิ้งให้ดูคนเดียว 555) น้องสาวบอกว่าขืนดูต่ออีกรอบคงฝันว่าตัวเองได้กลับบ้านนอกพร้อมบุญชู(ต่อ)


คุณเคยไหมคะ? แบบว่าดูหนังรอบแรก ๆ ด้วยความสนใจอยากรู้ว่าตัวหนังเป็นอย่างไร แล้วจะจบแบบไหน แต่เมื่อดูหลายครั้งก็กลับพบว่าความสนใจนั้นน่ะมันแตกยอดออกไปโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว ความที่ดูมาหลายรอบทำให้เราสังเกตสังกาอะไรได้มากขึ้น เห็นบางสิ่งที่แทบไม่ได้สนใจในตอนแรกกลับเป็นอะไรที่เราตั้งใจกับมันมากขึ้น ความรู้สึกนั้นน่ะมันเกิดกับฉันล่ะเมื่อดูบุญชูรอบหลัง ๆ ในกลุ่มก๊วนของบุญชูประกอบด้วย นรา (พี่ตุ๋ย อรุณ ภาวิไล) , ประพันธ์ (พี่เอ๋ เกรียงไกร อมาตยกุล) , ไวยากรณ์ กำไล (พี่เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม) , หยอย (พี่กิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ) , คำมูล (พี่หนุ่ม กฤษณ์ ศุกระมงคล) และคนที่มีบุคลิกลักษณะเฉื่อยชา เชื่องช้า พูดจาไม่ค่อยจะทันคนอื่น มาจากจั๋งหวัดเชียงใหม่..น่ะเจ้า ลองทายดูเล่น ๆ ซิว่า เขาคือใคร? ถ้าหากยังไม่รู้ ใบ้ให้อีกนิดว่า คน ๆ นี้เรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และในภาค 8 , 9 จบปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์และกลับมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในคณะนี้


อือมมมม...คงร้องอ๋อกันแล้วใช่มั้ย? ว่าเค้าคือใคร “ มั่นคง ชัยมงคล ” หรือที่เพื่อน ๆ เรียกกันว่า “ เฉื่อย ” ถูกต้องนะคร้าบบบบบบ !!! (ต้องขอแอบยืมมุขคุณปัญญา นิรันดร์กุลมาใช้หน่อยล่ะ) โดยในภาคแรกได้โรม อิศรามารับบท แต่ได้มีการเปลี่ยนตัว และผู้มารับบทต่อจากคุณโรมนี่เองที่ฉันสะดุดตา เมื่อได้เห็นเขาปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในภาคที่ 2 ของภาพยนตร์เรื่องนี้

คุณอาจจะมึนงงที่ฉันไม่เหมือนชาวบ้านคนอื่นที่ปกติต้องชื่นชอบตัวละครเอกคือบุญชู , โมลี หรือตัวละครตัวอื่นที่เด่นรองลงมา แต่ก็นะ !!! หากเปรียบแก๊งก๊วนบุญชูเป็นกลุ่มบอยแบนด์ แฟนคลับก็ย่อมมีความชื่นชอบในตัวสมาชิกแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างที่บอกฉันสนุกกับบุญชู กับเรื่องราวของเขา และฉันก็มีตัวละครที่สนอกสนใจเป็นพิเศษน่ะ ตัวละครนี้น่ารักไม่แพ้คนอื่น มีเสน่ห์ ดูซื่อและจริงใจ ตัวละครที่มีเวลาในแต่ละภาคไม่นานนัก แต่ก็เล่าเรื่องราวของตัวเองได้ดี จากที่ดูมาหลายรอบเรื่องราวของบุญชู (ซึ่งทุกซีนได้ถูกบันทึกไว้ในสมองของฉันเรียบร้อย) ในวินาทีถัดมาก็กลายเป็นเรื่องรองเมื่อฉันโฟกัสไปที่คุณเฉื่อย ทุกซีนที่ได้มองเขาหัวเราะแหะ มองเขาทำหน้าเด๋อตามบทในภาพยนตร์แล้วคิดถึงตัวจริงของเขา ผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นคนที่อบอุ่น อ่อนโยน น่ารัก มีบุคลิกลักษณะที่ร่าเริงสดใส สนุกสนาน ขี้เล่นเล็กน้อย ฉันเองก็แปลกใจตัวเองมากเหมือนกันว่าทำไมถึงเกิดความประทับใจ สะดุดตากับคุณเฉื่อยมากเป็นพิเศษ และเพราะความที่ดูภาพยนตร์บุญชูหลายรอบจนจดจำชื่อผู้ร่วมแสดงได้ทั้งหมด เลยรู้ว่าคนที่ได้รับบทเป็นคุณเฉื่อย มีชื่อจริงว่า “ นฤพนธ์ ไชยยศ ”


กลางดึกของคืนวันศุกร์วันหนึ่ง คุณแม่ของฉันนั่งดูรายการโทรทัศน์แล้วเปลี่ยนช่องไปเรื่อยเปื่อยจนมาเจอรายการหนึ่ง คือ รายการแฟนพันธุ์แท้ ทางโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 (ช่อง 5) เทปนั้นเป็นการแข่งขันแฟนพันธุ์แท้ของภาพยนตร์เรื่อง บุญชู ซึ่งฉันชื่นชอบอยู่แล้วจึงบอกกับคุณแม่ว่าห้ามเปลี่ยนช่องเด็ดขาด แต่ตัวเองก็ไม่ได้นั่งดูอยู่ตลอดเพราะต้องนั่งทำงานด้วย จึงจำไม่ได้ว่ามีใครมาแข่งบ้าง

เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นแวบ ๆ ว่าเป็นหน้าของ พี่ปองปากหมา ซึ่งแสดงโดย สมเกียรติ คุณานิธิพงศ์ , น.อ.นรินทร์ นาคมาโนช กำลังแข่งขันกันอยู่และกำลังวิเคราะห์คำถาม เผอิญหูฉันดีมาก...ได้ยินว่ากำลังกล่าวถึงตัวละครชื่อ “ คุณเฉื่อย ” ว่า ณ ปัจจุบันนี้เป็นด็อกเตอร์แล้ว และกำลังสอนนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งชื่อ ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ฉันเกิดอาการใบ้รับประทานเลยค่ะ อึ้ง (...) พูดไม่ออกอยู่พักใหญ่ต่อด้วยคำอุทานในใจ “ โอ้แม่เจ้าโว๊ย...ไม่น่าเชื่อเลย คนอะไรนอกจากเก่งแล้วยังเสมอต้นเสมอปลาย เป็นถึงด็อกเตอร์แต่ก็ยังตกปากรับคำแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ สงสัยยังมีความผูกพันกับตัวละครตัวนี้ไม่น้อยไม่น้อย จะว่าไปบทที่ได้น่ะมันทั้งแหวกเล้าเป็ด ปั่นจักรยาน วิ่งตะลุยโคลน และอีกสารพัด นี่หากเป็นคนอื่นคงทิ้งไปแล้ว ด็อกเตอร์นะจ๊ะ ด็อกเตอร์นะคุณ ใครเขาจะยอมมาคลุกฝุ่นแบบนี้ ”



ความประทับใจ สะดุดตานี้เลยทำให้ฉันจดจำมาเสมอว่า คุณเฉื่อย คือ ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ คนที่เป็นถึงด็อกเตอร์แต่พอใจกับบทเล็ก ๆ คนที่ทำให้บทเล็กบทนั้นไม่ไร้คุณค่า ทำให้ฉันรู้จักและเข้าใจในสิ่งที่คุณเฉื่อยเป็น แต่หากมีคนมาตั้งคำถามกับฉัน ณ ตอนนั้นว่า นี่ ๆ รู้จักคนชื่อ เถินมั้ย นายเถินคนนั้นน่ะ นายเถินคนที่ นั่น โน่น นี่ Etc. และ ฯลฯ แหมนึกออกเลยว่าสีหน้าของฉันคงจะยุ่งยากเล็กน้อยถึงปานกลางก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อย ๆ ว่า เถินคือใครหนอ...ฉันไม่รู้จัก !!!

วันพิพากษา  

เขียนโดย Thoen



โมเดลขนาดต่างๆถูกวางเรียงรายรอการแสตมป์ตราสถูปจากอาจารย์ ส่วนโมเดลที่ยังไม่เรียบร้อยก็จะอาศัยช่วงเวลาชุลมุน แปะต้นไม้ ใส่รายละเอียดที่ยังขาดอยู่ ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมติดชื่อ กับรหัส เพราะถ้าชื่อไม่อยู่ในโผอาจจะไม่ได้ขึ้นจูรี่ได้

แม้ว่าใจอยากลงมือช่วยคนที่ไม่เสร็จ แต่แรงกายมันหมดไปตั้งแต่แสตมป์แล้ว ก็ได้แต่นั่งถอนหายใจ เพื่อรอคำพิพากษา มองไปรอบๆจะเห็นเครื่องห่มกายของเด็กถาปัดที่เหมือนกำลังไปงานแฟนซี ที่ต้องเรียกอย่างนั่นเพราะมันไม่ใช่เสื้อผ้าที่คนทั่วไปใส่มาเรียนอย่างแน่นอน แต่มันเป็นอะไรก็ได้ที่สามารถปกปิดร่างกาย บ้างก็มาด้วยชุดนอน ลากแตะคนละสี บ้างก็ขาสั้น เสื้อยีดเลอะหมึก กลิ่นตุๆ แต่งยังไงก็ไม่สำคัญเท่ากับการส่งงานให้ทันเวลา

แม้เวลาหมดเขตรับงานไปนานแล้วเราก็ยังเห็นรถแท็กซี่ รถกระบะ กับ มอเตอร์ไซต์รับจ้าง ทะยอยเข้ามาจอด แล้วเด็ก’ถาปัดก็ค่อยๆลากโมเดลออกมาจากท้ายรถอย่างพิถีพิถันราวกับกลัวว่ามันจะเจ็บ แล้วก็วิ่งแจ้นไปแสตมป์ ช่วงนี้เองเป็นช่วงต่อรองกับอาจารย์ว่าเหตุผลไหนจะโดนใจอาจารย์มากที่สุดที่จะยอมให้ขึ้นจูรี่

ใบลาแพทย์เป็นหลักฐานที่ใช้ดีในการต่อรอง แต่ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ สาเหตุ ของการป่วย มีตั้งแต่ ปวดหัว ตัวร้อน ท้องเสีย ใข้หวัดใหญ่ ไปถึงโรคหัวใจกำเริบ เครียดจัด อาเจียน ทั้งนี้ก็แล้วแต่เหตุผลที่หามาได้ จนยุคหลังอาจารย์ต้องมีการเช็คใบลาแพทย์ ไม่ว่าเด็ก’ถาปัดจะพักอยู่ที่ไหน เวลาป่วยก็จะดั้นด้นไปคลินิกเดียวกันตลอด คงต้องเป็นคลินิกที่รักษาเฉพาะของเด็ก’ถาปัดแน่ๆ

อีกหลักฐานหนึ่งที่นิยมใช้คือมาพร้อมผู้ปกครอง ทำหน้าละห้อย พร้อมเหตุผลนานาประการ หลักฐานอื่นๆที่มักนำมาเป็นข้ออ้างได้เป็นอย่างดี เช่นรถชนอยู่ปากซอย โดยหิ้วเศษชิ้นส่วนของรถติดมือมาด้วย บ้างก็มาด้วยที่พยุงแขน ด้วยเหตุผลว่าหกล้ม มือขวาทำงานไม่ได้

มาสมัยนี้เหตุผลดูจะง่ายกว่ายุคเก่าตรงที่ไม่ต้องหลักฐานมากมายแค่ โยนความผิดไปให้เทคโนโลยีที่อาจารย์ก็พิสูจน์ได้ยากขึ้น อย่างพรินท์งานไม่ออกกับหมึกหมดพอดี ใช้โปรแกรมผิดเวอร์ชั่น หรือไม่ก็ไฟที่หอดับตอนเที่ยงคืนพอดี รวมถึงเหตุผลยอดฮิต เครื่องติดไวรัส ทำงานต่อไม่ได้

เรื่องวินัยนี่เด็กถาปัดถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ดังนั้นจำเป็นต้องทำงานให้เสร็จตอนส่งเท่านั้น ทำงานเสร็จก่อนหลายวันก็ไม่ดี จะถือว่าเป็นพวกนอกคอก ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเหมือนทำงานผิดพลาดอะไรซักอย่าง เพราะมันไม่ใช่วิถีของเด็กถาปัด

เมื่อส่งเสร็จยังมีสิ่งที่จะต้องทำอีกอย่างคือ ขอยืมเสื้อเชิร์ตขาว กับรองเท้าหุ้มส้นรุ่นพี่รุ่นน้องที่เดินอยู่แถวๆนั้น แล้วเปลี่ยนกันตรงนั้นเลย บางคนจะมีโพยใบเล็ก อ่านไป บ่นพึมพัมไป เหมือนท่องคาถาก่อนขึ้นสังเวียน

แล้วช่วงเวลาพิพากษามาถึง คนแรกจะถูกเรียกว่า “ไก่” กรรมการจะโหมโรงโดยการเชือด เพื่อให้ “ลิง” ที่เหลือดู เริ่มจากการคอมเม้นท์ให้ที่เหลือดูไว้เป็นตัวอย่าง อย่างไหนควรทำหรือไม่ควรทำ แต่คนนำเสนองานก็ได้แต่ทำหน้าเหรอหรารอว่าเมื่อไรจะได้สัญญาณให้พูดต่อได้ ดังนั้นมักไม่ค่อยเห็นเด็กถาปัดสมัครใจขึ้นจูรี่เป็นคนแรก ต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่าใครขึ้นก่อนหลัง

ช่วงก่อนจูรี่เราจะสังเกตเห็นอาการไหว้ครูก่อนออกโรงของเด็กถาปัดต่างกันออกไป บ้างก็เอามือกุมเหรียญห้อยคอพร้อมยกมือไหว้ บ้างก็ปวดฉี่ติดต่อกันหลายรอบ บ้างก็หลับเอาแรง แต่ที่แน่นอน จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างแน่นอน เป็นโรคเอ๋อไปชั่วขณะ

ช่วงจูรี่ คำพูดเราที่เตรียมไว้มันไม่สามารถประติดประต่อเป็นเรื่องราวได้ วกวนไปมา คอแห้งฝาก เสียงที่เปล่งออกมาติดขัด เหมือนไม่มีแรง เหงื่อออกมาไม่ยอมหยุด มือไม้สั่น เป็นอาการที่เกิดขึ้นประจำ จะประหม่ามากขึ้นถ้ากรรมการจ้องหน้าโดยไม่มีคำพูดใดๆ บางทีจ้องไปที่แบบมากจนเราเกิดความกังวลใจ

กรรมการนี่ตัวดีเลยชอบทำตัวเหมือนกับการตัดสินพิพากษาในศาลยังไงยังงั้น ในกลุ่มกรรมการจะมีขาโหดประจำกลุ่มเริ่มจากการยิ้มอย่างมีเลสนัย แล้วตามด้วยคอมเม้นท์อย่างเมามัน ยิ่งได้แรงเชียร์จากคนดูด้วยแล้ว อาการโหดก็จะออกมามากเป็นพิเศษ

ก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าเวลาเพื่อนเราโดนเชือดนี่ทำไมมันถึงได้น่าขำ เรียกเสียงฮาได้เป็นอย่างดี แต่พอถึงคิวเราทำไมมันขำไม่ออกสักที

เวลาเจอคำถามจากอาจารย์ ก็มักเป็นคำถามซ้ำๆ เช่น
“เซอร์ราวดิ้งอยู่ไหน แล้วจะรู้ได้ไงว่าที่ข้างๆมันเป็นอะไร”
จริงๆแล้วแค่มองก็เห็นๆกันอยู่ว่าไม่ได้ทำมา แต่กรรมการก็มักจะถามว่า “อยู่ไหน”
เรามักแก้ใขเฉพาะหน้าด้วยการตอบว่า “อ๋อไซต์อยู่กลางทุ่งครับ”
มีคำถามจากกรรมการต่อทันทีว่า “แล้วถ้าอีกหน่อยมันมีตึกขึ้นข้างๆจะทำไง”
ก็แหม ตอนออกแบบมันไม่มีตึกนี่นา เล่นไล่กันจนมุมอย่างงี้เราก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

อีกหนึ่งตัวอย่าง
“ทำไมใส่หลังคาสแลป ไม่ร้อนเหรอ”
เราจะมีเหตุผลที่พอจะน่าเชื่อถือได้ “ผมมีฉนวนกันความร้อนคับ”
แต่ก็ได้คำวิจารณ์จากอาจารย์ท่านเดิมอยู่ดีว่า “ไม่คิดมานี่ อะไรก็หลังคาสแลป เมืองไทยไม่เหมาะหรอก”
ครั้งหน้าพอเราใส่หลังคามาเป็นรูปโค้งอินเทรนด์เลยคราวนี้ ท่านเดิมก็ยังถามต่อ
“หลังคาทำจากวัสดุอะไร”
“เมทัลชีตคับ”
“คิดอะไรไม่ออกก็เมทัลชีต ไม่รู้เหรอว่าเวลาฝนตกเสียงมันดัง”
อ้าวแล้วเค้าผลิตมาใช้กันทำไมน้อ

พอเริ่มวิจารณ์มากเข้า ที่ปรึกษาเราก็เริ่มตีตัวออกห่าง จากที่แรกๆก็ยังเข้าข้างอยู่ พอเราโดนวิจารณ์หนักเข้าคราวนี้ ที่ปรึกษาก็ตีกรรเชียงเลย ไม่เท่านั้นเสริมให้อีก
“ก็บอกตั้งแต่ตรวจแบบแล้วว่าไม่ให้ใช้ เมทัลชีตก็ไม่ยอมฟัง”
นั่นเอาเข้าไป บอกเราตอนไหนหว่า คิดไม่ออกว่าบอกตอนไหนจริง แต่ที่จำได้บอกเราว่าหลังคาทรงนี้สวยดี แหมได้เราก็หวังจะให้ที่ปรึกษาช่วย คราวนี้ไงเสียบเข้าข้างหลังเราอย่างจัง อย่างงี้หักหลังกันซึ่งหน้าเลยนี่

ศัพท์ที่ควรรู้
เซอร์ราวดิ้ง เป็นคำในภาษาอังกฤษ Surrounding แปลว่า สภาพข้างเคียงของที่ที่ออกแบบ เป็นคำสาปที่เด็กถาปัดเวลาเขียน lay-out จะโดนผีบังตาให้มองไม่เห็นว่าที่ข้างเคียงเป็นอะไร เลยปล่อยมันว่างๆไว้

เมทัลชีต เป็นคำในภาษาอังกฤษ Metal Sheet แปลว่า หลังคาเหล็กรีดรอน ที่เด็ก’ถาปัดชอบใช้เพราะมันสามารถทำได้ทุกรูปทรง ถ้าหาคำตอบไม่ทัน เมทัลชีตก็จะเป็นหลังคาที่ติดปากเด็กถาปัดมากที่สุด

หลังคาสแลป เป็นคำในภาษาอังกฤษ slap แปลว่าหลังคาดาดฟ้าคอนกรีต เด็ก’ถาปัดชอบใช้เพราะไม่ต้องเสียเวลาเขียนแบบ โครงหลังคา จันทัน แป แล้วจะไม่เจอคำถามว่าใช้องศาเท่าไร แป ห่างกันเท่าไร

หักหลัง เป็นเหตุการณ์ที่เด็กถาปัดเจอประจำอย่างไม่คาดฝัน จากที่ปรึกษาที่เห็นดีเห็นงามด้วยตอนตรวจแบบ แต่มากลับลำตอนช่วงจูรี่

ผลคะแนนเป็นเรื่องแปลก ในการตัดสิน กรรมการแต่ละคนมีความแตกต่างในการให้ เราอาจได้ ซีจากคนหนึ่งแต่อาจได้เอจากอีกคนหนึ่งได้เหมือนกัน

แต่มีข้อสังเกตุ อย่างหนึ่งระหว่างการจูรี่ ถ้าไม่มีคอมเม้นต์ใดๆเลย สามารถสรุป ได้สองประเด็น ประเด็นแรกงานดีมากๆ มีสิทธ์ เอ กับงานห่วยมากๆ มีสิทธ์ ตก มีอีกกรณีเรื่องการหยอดคำหวานจากกรรมการ จนน้ำตาลขึ้น แต่คะแนนออกมานี่ดิ่งเหวเลยก็มีมาแล้ว การคอมเม้นท์ก็ไม่ได้ยืนยันว่างานเราดีหรือไม่ดี

ส่วนการคอมเม้นท์ก็แล้วแต่ลีลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างเบาๆก็ประมาณ
“ไอเดียดีนะ แต่ทำออกมาไม่สวยอะ”
“หัดเปิดหนังสือดูบ้างนะ ว่าชาวบ้านเค้าออกแบบกันยังไง”
แบบกลางๆพอประมาณ เช่น
“ตีปนี่เอามือหรือตีนเขียนเนี่ย”
“นี่คุณออกแบบเล้าไก่หรือโรงแรมวะ”

แบบโหดไปเลยอย่าง
“ไม่ต้องจูรี่แล้ว เตรียมตังค์มาลงทะเบียนใหม่เลยดีกว่าเสียเวลา”
“ออกแบบยังงี้ ไปไถนาดีกว่า เมื่อคืนไม่สังเกตเหรอว่ามีนกเอี้ยงเกาะไหล่”

ศัพท์ที่ควรรู้
ตีป ย่อมาจาก คำในภาษาอังกฤษ จาก Perspective แปลว่าภาพที่เป็นสามมิติ สมัยก่อนจะร่างจากแบบด้วยดินสอแล้วลงสีตามความถนัด มักจะร่างเป็นจุดเดียวหรือสองจุด ที่นำสายตาให้ทุกเส้นพุ่งเข้าไปหา ตอนหลังเอาประยุกต์ใช้กับการนั่งของหญิงที่ไม่ค่อยระวัง
ตัวอย่างประโยค
“ดูน้องคนนั้นซิ ชอบนั่ง ตีปจุดเดียวประจำเลย”

งานที่ทำไม่โดน นี่มักจะถูกยำเละจากกรรมการ แทบแทรกแผ่นดินหนี จนลาออกไปเรียนคณะอื่นก็มีอยู่หลายคน คณะศิลปะและการออกแบบเป็นแหล่งพักพิงของเด็กถาปัดอยู่หลายคนเลย โอนง่ายแถมได้อยู่ใกล้เพื่อนอีกต่างหาก คำแนะนำจากกรรมการที่มีผลให้ออกไปเรียนคณะอื่นก็มีตั้งแต่
“น่าไปสมัครเรียนช่างกลดีกว่ามั้ง”
“สัญญาได้เปล่าว่าจบแล้วจะไม่ไปเป็นสถาปนิก”

จากปีหนึ่งไปถึงปีห้าจะมีใครสักคนไหมที่รอดวันพิพากษาโดยไม่เจ็บตัวเลือดสาด อย่างน้อยทุกคนต้องเคยเจอมาแล้วทั้งนั้น แต่ความความมหัศจรรย์ใจเป็นข้อกังขามาโดยตลอดคือการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ทำไมต้องโดนพิพากษาราวกับ ว่าไปกระทำความผิดมหันต์มา หรือว่ามันเป็นวิถีของเด็กถาปัดที่ต้องเจอการจูรี่ เหมือนผู้ต้องหาที่ต้องมีวันพิพากษานั่นเอง



วันหนึ่งในแท็กซี่  

เขียนโดย Thoen




เป็นเช้าวันที่ไม่ต้องรีบเร่งเพราะเวลานัดกองถ่ายตลาดสดสนามเป้าอยู่ที่ 10 โมง ทีมงานส่งแผนที่ทางอีเมลมาให้ผมตั้งแต่วันก่อน พอจำได้ว่าอยู่แถวบางแค กลัวอยู่เหมือนกันว่าทีมงานจะเอาเราไปปล่อยแถวนั้นหรือเปล่า วัยเราก็ใกล้จะได้อยู่แถวบ้านพักคนชราแล้วนี่ งานนี้คงโดนทีมงานแซวแน่นอน

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า แถวบางแคเป็นถิ่นที่ไม่ผมคุ้นเคย ผมเลยตัดสินใจเรียกแท็กซี่ตอนจะออกจากบ้าน คิดเสียว่าให้รถได้พักผ่อนสักหนึ่งวัน ก็ไปไหนมาไหนกับเรา 7 วันต่ออาทิตย์แทบไม่มีเวลาพัก เลยเกิดอาการสงสารขึ้นมา หลังจากเอามือลูบหลังคารถ แล้วตบเบาๆว่าไปก่อนนะ ก็เห็นเจ้าซาฟิร่า ทำหน้าละห้อย เหมือนอยากขอไปด้วย เราก็รีบตัดใจเดินหนีไป รถอยู่อยู่คู่เราเป็นปีที่ 8 แล้ว ขืนเอาไปด้วยก็อาจ ถูกกักตัวไว้แถวบ้านพักคนชราบางแคได้ ฮ่าฮ่าฮ่า



การเรียกแท็กซี่ สำหรับผมเป็นเรื่องใหญ่มากครับ มันเหมือนการอ้อนวอนให้ไปส่งทั้งที่เราก็จ่ายเงินนะไม่ได้ขอกันไปฟรีๆ คันแรกที่โบกเค้าจะเหลือบมองแล้วขับผ่านไป ก็เห็นอยู่เลยว่าไม่มีผู้โดยสาร ไฟบนหลังคาก็บอกว่าว่าง เอ๊ะจะเอาไงกัน คันที่สองจอด พอบอกไปบางแค ก็ส่ายหัว แล้วออกรถโดยไม่รอให้เราปิดประตูให้สนิทด้วยซ้ำ หรือว่าท่าทางเราไม่น่าไว้ใจหรือเปล่าน้อ เลยตัดสินใจทำตัวหยิ่ง ยืนรอข้างถนนเฉยๆดีกว่า

ตอนออกจากบ้านเวลาก็ประมาณ 9 โมงเช้า 15นาที เพราะวางแผนไว้ว่า จากดินแดงไป บางแค ประมาณ ครึ่งชั่วโมง บวก กับ รถติดสัก 15 นาที คงพอดี แต่ตอนนี้เราใช้เวลาไปแล้วเกือบ 10 นาทีแล้ว ในที่สุดก็มีแท็กซี่ใจดีจอดรับ ผมกำลังจะถาม พี่เค้าก็เรียกขึ้นรถ เลย เรางี้แทบจะยกมือไหว้ขอบคุณ มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกินกับการเรียกแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร

ถ้าเป็นตอนเย็นนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เคยรอเป็นชั่วโมงเลย แต่ละคันที่เราโบกอ้อนวอนให้รับ พี่คนขับแท็กซี่เค้าจะมีลีลาการปฎิเสธได้อย่างน่าสนใจ อย่างเช่นทำหน้าเฉย โดยไม่มองหน้าเรา แต่มองไปข้างหน้า พอเราบอกจุดหมายว่าจะไปไหน เค้าจะใช้เวลาคิดราวกับว่าพี่เค้าเป็นท่านนายกรัฐมนตรี กำลังตอบคำถามนักข่าว แล้วที่สุดก็ส่ายหน้า พร้อมกับขับรถออกไปอย่างไม่มีคำอธิบาย แต่บางคนก็ตอบปฏิเสธได้รวดเร็วทันใจ ว่า กำลังเอารถไปส่งอู่พอดี อ้าวเป็นซะยังง้าน แล้วจะมาจอดคุยกับเราให้เสียเวลาทำไมน้อ

จุดที่ไม่เคยได้ขึ้นรถแท็กซี่เลย เห็นจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างสีลม คืนหนึ่งหลังจากเราไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ถ้าวันไหนคิดว่าต้องมีการดื่ม ก็จะไม่เอารถไป ไม่ได้ห่วงความปลอดภัยตัวเองเท่าไรนะคับ เพราะเป็นคนไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ อยู่แล้ว แต่อยากสนองนโยบายเมาไม่ขับ สิ่งหนึ่งที่พบคือไม่มีรถแทกซี่คันไหนรับเราเลย ไม่ว่าจะไปใกล้หรือไกล สร้างความน่าสงสัยให้ผมเป็นแรมปี ทั้งที่ตลอดเส้นทาง จะมีรถแท็กซี่จอดเรียงกันเป็นร้อยๆคัน งงๆอยู่ว่าเค้าจอดรอ อะไรหรือเปล่า ก็เลยไปได้คำตอบจากพี่แท็กซี่ใจดีคนหนึ่งว่า เค้ารับเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผมก็เลยอ๋อขึ้นมาทันทีทันใด

เรื่องอยากลององค์ความรู้ใหม่สำหรับผมเป็นเรื่องท้าทายอยู่แล้ว ตั้งตารอวันที่เราจะได้ทดลองวิธีนี้มาหลายอาทิตย์ จนสบโอกาส หัวมุมถนนสีลมตอนหลังตี 2 เป็นทำเลที่ผมจะทดลอง ไม่ต้องโบกให้เสียเวลา เพียงแต่ยืน เก้ๆกัง ในชุด เสื้อยืดกางเกงยีนส์ สไตล์เด็กฮ่องกง อันนี้ต้องขยายความเรื่องการแต่งตัวนิดหนึ่งว่า การแต่งกายของเด็กไทยเวลาไปเที่ยวนี่จะเต็มยศ และบ่งบอกว่าต้องไปเที่ยวกลางคืนอย่างแน่นอน รูปแบบคล้ายกับยูนิฟอร์มของคนเที่ยวกลางคืน คือต้องมีความเก๋ เสื้อยืดแน่นรัดอกจนเป็นห่วงว่าจะหายใจลำบาก ยีนส์ขาดหลุดตูดโชว์ขอบกางเกงใน และ รองเท้ากับเข็มขัด ดูจะเป็นธีมเดียวกัน ทรงผมผ่านการเซ็ตมาอย่างไม่ต้องห่วงว่าพายุฝนมาก็ไม่กระดิก ถ้าเป็นหญิงก็ต้องมีมุมโชว์ผิวส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือหลายส่วนให้มากที่สุด ผิวเนื้อก็จะมีพวกรอยสักเท่ๆแถวไหล่ ต้นแขน ข้อเท้า สะดือเจาะมีเหล็กเสียบอยู่ แต่ถ้าเป็นต่างชาติการแต่งตัวจะไม่เน้นยูนิฟอร์มมากนัก จะเน้นไปที่ความง่ายสบายๆ เหมือนเมื่อกลางวันเพิ่งไปเดินแถวจตุจักรมา แต่ที่น่าสังเกตคือชาวต่างชาติมักจะมีเป้สะพายหลังใบเล็กๆ


แกล้งแต่งตัวให้เป็นฮ่องกงยังไม่พอ เราต้องเพิ่มสำเนียงภาษาอังกฤษติดเนยกะติ๋มซำ ที่คนจีนในฮ่องกงกับสิงคโปร์ใช้สื่อสารกันเข้าไปด้วย เช่น “แวร์ แห่บ ยู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ บิน ล่า” ที่แปลว่าไปไหนมา พอถึงเวลารถจอดรับ ผมสปีคเลยว่า “ไอ้ว่อนทูโกดิ้นแด้ง ปายหมาย” คราวนี้ได้ผลจริงๆครับ พี่คนขับแท็กซี่พยักหน้ารับทันที แล้วภารกิจการทดลองของเราก็ได้ผลจริง แต่ที่สร้างความตื่นเต้นรอบสองนี่สิ พอออกรถได้ พี่เค้าก็หันมาพูดภาษาอังกฤษอย่างชัดถ้อยชัดครับว่า
“Five hundred baht, no meter”
อ้าวแล้วไงดีเนี่ย ผมก็หลุดออกมาเป็นภาษาไทยเลยคราวนี้ “ทำไมพี่ไม่บอกผมตอนขึ้นรถ”
เค้าก็หันมามองหน้าแล้วตอบโต้ทันที “แล้วทำไมไม่บอกผมว่าเป็นคนไทย”
เอ้มันยังไงกันน้อ แผ่นดินไทย แค่ไม่ยอมรับคนไทยขึ้นแท็กซี่ซะง้าน

การโดนทิ้งกลางทางเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนเคยประสบมา ถ้าพูดไม่ถูกหูพี่เค้าก็จะเชิญลงจากรถ อย่างเรื่องการเมืองจะร้อนแรงเป็นพิเศษ เราจำเป็นต้องระมัดระวังคำพูด ต้องให้แน่ใจว่า ผู้ขับอยู่ข้างไหน รวมไปถึงสีเสื้อในการโบกรถ ถ้าเป็นสมัยก่อน เรามีสิทธ์เลือกสีรถได้ตามชอบใจ แต่มาวันนี้ แท็กซี่อาจใช้สิทธ์นี้ในการเลือกผู้โดยสารได้เหมือนกัน ถ้าเผลอไปใส่สีเหลือง หรือ แดง นั่นก็เท่ากับว่าโอกาสที่เราจะได้ขึ้นรถน้อยลง ครึ่ง ต่อ ครึ่งเลยทีเดียว

จากประสบการณ์ผมไม่เคยโดนเชิญลงรถแท็กซี่ จะมีก็แต่วนกลับมาส่งที่เดิม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยแถวการรอรถยาวแต่ปริมาณรถที่จำกัด ก็เลยเปลี่ยนจุดรอจากขาออกเป็นการรอที่ขาเข้า ไปถึงปุ๊บก็มีรถเลย

อาศัยคนที่ลงรถ ก็ขึ้นไปสวมแทน บอกทางกลับบ้านเสร็จสรรพ คนขับก็ออกรถไปจะถึงด่านทางด่วนอยู่แล้ว แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า “คุณต้องจ่ายเพิ่มอีก 50 บาท”
“อ้าวแล้วพี่ทำไมไม่บอกผมตอนขึ้นละ”
เค้าก็บอก “มันเป็นธรรมเนียมที่รู้การภายใน”
เออแล้วผมจะรู้ไหมเนี่ย เมื่อตกลงกันไม่ได้ พี่คนขับเลยเสนอว่า
“ทุกปัญหามีทางแก้ เดี๋ยวผมไปส่งพี่ตรงจุดเดิมแล้วกันนะ”
แหมช่างใจดีแท้ นอกจากไม่เก็บเงินค่ารถ แล้วยังมาส่งผมถึงสุวรรณภูมิที่เดิมเลย

ลีลาการเม้าส์นี่ใช่ย่อย บางคนพูดน้ำไหลไฟดับตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จนแทบจะนึกว่าพี่เค้าจบปริญญาโท มาเลย ยิ่งต้องไปไหนไกลๆนี่ พูดออกรสชาติ เราก็เออออไป จนถึงขั้นเบือนหน้าหนีก็แล้ว จนต้องแกล้งหลับก็ยังไม่หยุด เลยตัดสินใจกรนซะให้รู้แล้วรู้รอดไป

เคยเจออยู่คนหนึ่งเวลาขับก็เหลือบมองกระจกหลัง เราก็กังวลใจว่ามองเราทำไม ซักพักก็ทักเราว่า “เป็นนักการเมืองหรือเปล่าคับ หน้าคุ้นๆ”
ไอ้เราก็เลยโล่งอก ตอบไปว่าเปล่าคับ พี่เค้าก็ไม่ละความพยายามที่จะถามต่อว่า
“เหมือนเคยเห็นในทีวี”
ผมก็ตอบไปว่า “ครับ เป็นพิธีกรรายการทีวี”
พี่ก็เลยถามต่อ “เงินคงดีน้อ”
“ก็พออยู่ได้ครับ”
พี่เค้าก็เลยให้ข้อแนะนำว่า “ดีแล้วช่วงนี้โกยได้ก็รีบโกยซะ แก่ตัวไป เดี๋ยวจะลำบาก เรียนมากันน้อยก็ยังงี้แหละ”
ผมก็พูดได้คำเดียวว่า “คับผม” ถือเสียว่าเป็นวันหนึ่งในแท็กซี่

อาถรรพ์วันเผางาน  

เขียนโดย Thoen



ในช่วงทำโปรเจกเด็กถาปัดรังสิต ดูจะเซอร์กว่าปกติ ออกแนวสวมยีนส์ขาดกับเสื้อยืดเก่าๆ แบบไม่ได้ผ่านการซักมาหลายวัน พร้อมกับลากแตะคู่ใจ ผมเผ้าไม่ได้หวี แท้จริงแล้วอาจไม่ได้ผ่านการสระจนผมเกาะตัวราวกับว่าใส่เจลครึ่งกระปุก และเป็นไปได้ว่าไม่ได้อาบน้ำมาเป็นอาทิตย์ วันเวลา ช่วงทำโปรเจก อยู่ประมาณ หนึ่งถึงสองอาทิตย์ จิตใจจะล่องลอยไปกับจิตนาการ นั่นเป็นเพราะในหัวจะนึกถึงผลงานที่ตัวเองออกแบบ และเป็นช่วงเวลาวัดใจของเพื่อนแท้ที่จะให้กำลังใจ หรือเพิ่มความเครียดได้อย่างง่ายดาย

โดยเฉพาะ วันใกล้ส่งโปรเจก ยังมีงานที่ยังคงค้างอยู่ เป็นสาเหตุหลักของความเครียด ไม่ต้องพูดถึง การกิน การนอน ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าแต่ละครั้งที่ทานเป็นอาหารมื้อไหน ส่วนเวลานอนคือเวลาที่ฟุบหลับหน้าคอมพิวเตอร์ หรือมุดเข้าไปนอนใต้โต๊ะได้โดยไม่ต้องอาศัยเบาะนอน

ช่วงทำโปรเจกเป็นช่วงสติแตกของเด็กถาปัด สติจะอยู่ที่ซีกขวาค่อนข้างมากกว่าเวลาอื่นๆของปี กล่าวคือ สมองซีกนี้ จะแสดงอารมณ์ สุนทรียะ ออกมามากกว่าปกติ อ่อนไหว ไปกับความคิด ล่องล่อย ไปกับจินตนาการ ประสาท การรับรู้โลกภายนอกจะน้อยกว่าปกติมากมาย เช่น จำไม่ได้ว่า ซื้อของแล้วรับเงินทอนมาหรือยัง กินก๋วยเตี๋ยวโดยไม่จำเป็นต้องปรุงรสให้เสียเวลา เพราะลิ้นจะไม่รับรู้รสชาติอยู่แล้ว และช่วงเวลาทำโปรเจกนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แฟนขอเลิกมากที่สุด เพราะ ไม่สามารถแสดงความเอาอกเอาใจ หรือ ความห่วงใยใครได้เลย แฟนมักใช้ช่วงเวลานี้ ตัดสินใจที่จะบอกเลิก ด้วยเหตุผลที่คล้ายๆกัน คือ เธอเปลี่ยนไป ฉันทำใจไม่ได้ เราเป็นเพื่อนกันเถอะ

ถ้าจะเทียบคู่รักที่เลิก กับคู่รักที่เกิดขึ้นในช่วงทำโปรเจก ก็จะมีอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน เช่น เลิก 5 คู่ รัก 5 คู่ ต่อรุ่น ส่วนใหญ่ในช่วงทำโปรเจก จะทำให้ความรักก่อตัวขึ้นได้ง่าย เด็กถาปัดจะเริ่มเห็นอกเห็นใจคนที่มีส่วนร่วมในการทำโปรเจก

เคล็ดลับสำหรับคนหน้าตาไม่สวยเหมือนนางแบบ หรือหล่อลากดินแบบพระเอกเกาหลีอินเทรนด์ ที่อยากได้เด็กถาปัดเป็นแฟน ต้องอาศัยช่วงเวลา ทำโปรเจก เข้ามาตีสนิท แล้วส่งข้าวส่งน้ำให้ รับรองได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะได้เด็กถาปัดมาเป็นแฟน

แต่ก็มีข้อพึงระวังเหมือนกัน นั่นคืออย่ารบเร้าถามถึงเรื่องความสัมพันธ์ หรืออย่าถามอะไรที่มากไปกว่า โปรเจค นอกจากจะไม่ได้คำตอบอะไรแล้ว ดีไม่ดี ก็จะเกิดอาการน็อตหลุดได้อย่างง่ายดาย

โปรเจกถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับเด็กถาปัด ถ้าเจ้าของโปรเจกไม่ถามอย่าวิจารณ์ ชมได้แต่อย่าติ แม้ว่าเค้าจะคะยั้นคะยอถามว่างานออกแบบเป็นยังไง ก็ควรเลี่ยงที่จะติ ขอให้ชมเข้าไว้ เพราะโปรเจกที่เค้าทำนั้นไม่ต่างจาก ลูกที่เลี้ยงดูมาเป็นแรมปี จู่ๆไปด่าว่าลูกเค้าไม่ดี ก็เหมือนกับด่าว่าคนเลี้ยงยังไงยังงั้น

แต่เราอาจมีข้อแนะนำได้อยู่บ้างถ้างานออกแบบมันขัดลูกตาเรามาก ก็ให้ใช้คำว่า “พอดีเราไม่คุ้นเคยกับสไตล์นี้อะ” เป็นการตอบแบบโยนความผิดไปที่ความชอบแตกต่างกันแต่ไม่แตกแยกทางความคิด หรือ อาจจะตอบในมุมที่ยกให้เค้าเปเกรทเต็ไปเลย เช่น “เราว่ามันเป็นงานที่วิเศษสุดแล้วเพียงแต่เราเข้าไม่ถึงมัน” นี่ก็จะเป็นคำตอบที่ไม่สามารถแก้ใขอะไรในการออกแบบได้ เพราะอย่างไรเค้าก็ไม่มีทางแก้แบบอย่างแน่นอน เอาหัวเป็นประกัน แต่มันจะช่วยให้เค้าไม่รู้สึกเจ็บมากตอนไปูรี่กับกรรมการ

คำศัพท์ที่ควรรู้

เกรทเต็ก; ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษ great architect แปลได้ว่า ปรามาจารย์สถาปนิก คำนี้ใช้กระแนะกระแหน เพื่อนที่ทุ่มเทออกแบบจนเลิศเลอ เกินหน้าเกินตาเพื่อนฝูงก็ได้

จูรี่ มาจากภาษาอังกฤษว่า Jury คือ การนำเสนองานขั้นสุดท้ายของเด็กถาปัด ต่อหน้ากรรมการหลายๆท่าน จะมีคอมเม้นท์ จากกรรมการ โดยใช้วาจาที่กระทบใจผู้นำเสนองานอย่างรุนแรง ถึงขั้นสติแตกได้
ยกตัวอย่างประโยค เช่น “กูไม่น่าจูรี่ต่อคิวไอ้เกรทเต็กเลย คะแนนกูร่วงแน่” แปลได้ความว่า ผมไม่ควรนำเสนอผลงานหลังปรามาจารย์เลย คะแนนต้องออกมาไม่ดีแน่

สาเหตุที่เด็กถาปัดคิดเช่นนั้นเพราะการตรวจงานหลังคนที่ทำไว้ได้ดี ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบ ว่างานเราไม่ดีเท่าคนก่อน เลยได้คะแนนน้อย ที่น่าเจ็บใจมากไปกว่านั้นคือ มักมีคำเปรียบเปรยจากกรรมการ อย่างเช่น “ทำไมคุณไม่ไปคุ้ยขยะของคนเมื่อกี้ดูว่าเค้ากินอะไรเข้าไป ทำไมงานเค้าถึงดีกว่าคุณมากมาย”

จุดอ่อนของเด็กถาปัดทุกคนอยู่ที่ ทำใจไม่ได้ที่ทำงานแทบตาย แต่ถูกเอาไปเปรียบเทียบกับอีกคน ว่าด้อยกว่า ไม่ได้หมายความว่าอิจฉาเพื่อน แต่เป็นอารมณ์ น้อยใจในโชคชะตา ที่ บางที ตั้งใจสร้างสรรค์งานอย่างทุ่มสุดตัวแต่ไอเดียไม่ได้รับการยอมรับ

คืนก่อนส่งงาน มัก จะเรียกกันว่า “วันเผา” เพราะต้องรีบทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ การออกแบบส่วนใหนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ก็ต้องฟันธงแล้ว เป็น การเช็คครั้งสุดท้ายว่ามีส่วนไหนบ้างที่ยังหลงเหลือ คืนนี้เป็นคืนที่จะพิสูจน์ว่า ใครมี พาว ที่จะมี มือปืน มากกว่ากัน เป็นการแสดงว่าเราเป็นที่รักของน้องๆ แต่จะมีอีกประเด็นหนึ่งได้เหมือนกัน คือ งานเข้าขั้นวิกฤตจน ไม่สามารถ ส่งงานได้ทันตามเวลากำหนด ก็จะมีการสื่อสารไปยังน้องๆถาปัด เข้าระดมพล เพื่อมาเผางาน ให้เสร็จทัน

คำศัพท์ที่ควรรู้

พาว ย่อมาจาก power คือ การมีอำนาจ วาสนา สามารถทำให้ผู้อื่นเคารพ เชื่อฟังได้

งานเผา หมายถึง งานออกแบบที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ทำการตกแต่งให้เหมือนกับว่างานเสร็จสมบูรณ์ โดยปกปิดข้อเท็จจริงไว้ ตัวอย่างประโยคเช่น “นายอ้นเผางานมาอีกแล้ว จับยังอุ่นๆอยู่เลย” แปลได้ใจความว่านายอ้นทำงานไม่เสร็จอีกแล้ว

มือปืน หมายถึงรุ่นน้องหรือเพื่อนที่มาช่วยทำโปรเจกโดยเฉพาะวันก่อนส่งงานหนึ่งถึงสองวัน จะมีมือปืนหลายคนมาประจำซุ้มต่างๆอย่างคึกคัก งานของมือปืนยุคเก่าเป็นการเพิ่มสีสันให้กับงานออกแบบเช่นใส่ ต้นไม้ คน เขียนเส้นหลังคา ใส่เงาหน้าต่าง แปะตัวอักษร ลงสี ในแบบ ดังนั้น จะต้องพกเครื่องมือติดตัวมาด้วย คือ ดินสอ ปากการอตตริ้ง เส็ต ทีสไลด์ (ดูภาพประกอบ) เป็นเหมือนอาวุธของสถาปนิก คล้ายๆกับ อาวุธของมือปืนนั่นเอง แม้ว่าในปัจจุบัน น้องๆจะไม่ได้พกอาวุธของสถาปนิกอีกต่อไป เพราะงานออกแบบจะใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่คำว่ามือปืนก็ยังเป็นศัพท์ที่เด็กถาปัดยังคงใช้กันอยู่ดี



อาถรรพ์ คืนก่อนส่งงาน คือ การพริ้นท์งานไม่ออก เนื่องจาก พริ้นท์เตอร์ นึกอยากจะเสียในวันก่อนส่งเสมอ ถ้าไม่เชื่ออย่าลบหลู่เด็ดขาด เหตุการณ์นี้มักจะเกิดซ้ำๆกับคนที่ทำงานเผาเป็นประจำ เหมือนผีซ้ำด้ำพลอย คืนที่หฤโหดนี้จะกินเวลาตั้งแต่ประมาณหลังเที่ยงคืน ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัวและราบรื่น พอเริ่มพริ้นท์จู่ๆ พริ้นท์เตอร์ ก็ไม่ทำงานซะง้าน หรือพริ้นท์เตอร์ จะมีอาการรวนโดยสีไม่สม่ำเสมอ แล้วหมึกหมดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังคงใช้การได้เป็นอย่างดี แต่ที่สำคัญร้านขายหมีกเปิดอีกทีก็ปาไปตอนสายๆของวันรุ่งขึ้น
เหตุการณ์นี้ เหล่ามือปืนต้องสงบปากสงบคำให้มากที่สุด อย่าเพิ่งเสนอหน้าพูด หรือ แซวเด็ดขาด เพราะเจ้าของซุ้มมือปืนอาจอารมณ์หลุดได้ง่าย ในที่สุดความผิดจะตกที่เหล่ามือปืน ทางที่ดีปล่อยให้เจ้าของซุ้มหรือ เจ้าของโปรเจก ออกไปนอกห้องเพื่อทำใจ ระหว่างนั้นต้องหาพริ้นเตอร์ของเพื่อนๆที่ยังว่างมาใช้แทน

ปัจจุบันนี้การพริ้นท์งานของเด็กถาปัดได้ลดลงตามลำดับ เพราะงานออกแบบส่วนใหญ่ใช้การฉายภาพบนจอแทน แต่อาถรรพ์ ไม่เคยหมดไปจากการทำโปรเจกของเด็กถาปัด นั่นคือ เซฟงานมาดิบดีแต่พอฉายตอนจูรี่เปิดไม่ออก สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดนั่นคือการตั้งสติ ค่อยๆทำใจ แม้ว่าอุปสรรคที่คอยขัดขวางการทำโปรเจกไม่ว่าจะเป็นผู้คนรอบข้าง ความคิดภายในใจตัวเอง รวมถึงเทคโนโลยี;ที่คาดเดาไม่ได้ เด็กถาปัดรุ่นแล้วรุ่นเล่าก็ยังคงต้องมีวันทำโปรเจกต่อไป วันที่ได้ชื่อว่า “อาถรรพ์วันเผางาน”

***


หลังจากที่เอาบทความนี้ไปโพสต์ในเว็บ istupa.com ก็มีทั้งนักศึกษาปัจจุบัน และศิษย์เก่าเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก มีข้อมูลหลายอย่างที่ผู้อ่านช่วยกันส่งเข้ามา ผมเลยขอยกมาลงไว้ ณ ที่นี้ครับ

จากคุณ iammmeth
คิดถึงอดีต ภาพขาว-ดำ ลอยมาอยู่ข้างๆ หัวเลยครับ

นึกอาถรรพ์อื่นๆ ที่อยู่ในภาพขาว-ดำ ได้อีกครับ

มดและแมลง ทำไมมันชอบมานอนตายอยู่ใต้ทีสไลด์ พอเลื่อนทีก็ ป้าดดด!! เลือดกระจายเต็มงานเลยครับ

ปากกาเขียนแบบพัง พอเข้าช่วงพีค ตีสามตีสี่ หัวจะเริ่มสัปหงก มือจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปากการอตตริ้ง 01 ล่วงหลุดจากมือ
ปักหัวลงไปบนงาน ตะลึงตื่นแล้วพบว่า ...งานเลอะ ..หัวปากกาเจ๊งทันที (มันอ่อนแอมาก) ตีสี่แล้วจะไปซื้อปากกาที่ไหน ...แล้วจะยืมเพื่อนได้ไง มันก็ใช้อยู่ ...02 ล่ะแทนกันได้มั๊ย...โอ้วว เครียด

เบลอสเปรย์กาว จะใช้ 75 โรยแป้ง เพื่อที่จะลอกออกได้ ไปหยิบ 77 มาพ่นเสียงั้น หน้าซีดดด ลอกไม่ออก

รีรอยถั่วงอก ง่วงขนาดนี้ จะเหลือเหรอ เข็มวืดจากบล็อครีรอยตลอด จังหวะนี้ไม่ขูดแล้ว (เราใช้มีดโกนขูดลบบนกระดาษไข) ปล่อยมันถั่วงอกไป

แอดจั๊สน๊อตหลวม องศาที่เราตั้งไว้ เขียนไปเขียนมาทำไมเส้นมันไม่ลงตัวกันเนี่ย เหลือบไปดู...
โอ้ววว นี่มันไม่ใช่หลังคา 37 แต่มันเลื่อนมาที่ 32 แล้ว... กำ

ถมดำพลาด อาการกำลังเบลอ ถมดำปากกาผิดที่ ตรงนี้ต้องเป็นเส้นประ... โอ้ววว ระดับนี้ใช้มีดโกนขูดไม่ได้แล้ว ต้องใช้อีโต้

จากคุณ เต๋า๙
ใช่ทุกสิ่งและทุกอย่าง : smile : เจอมาทั้งหมดที่กล่าวมาราวกับว่ามันคือกฎสวรรค์ที่เลี่ยงไม่ได้ฮ่าๆ

มีบางเหตุการผมเองก็ถามตัวเองว่าถ้าเจอกับตัวจะเป็นอย่างไรเช่น เพื่อนผมตัดโมเดลเสร็จแล้วรอส่งวางไว้หน้าห้อง(เพราะสภาพในห้องเหมือนเกิดการฆาตกรรม) พอออกไปดูอีกทีแม่บ้านประจำอาคารหวังดีนึกว่าขยะเก็บไปทิ้งให้ซะงั้นฮ่าๆๆ

บ่อยครั้งที่เขียนแบบจนเวลาล่วงเลยเที่ยงคืนมาแล้ว ต้องพบว่าสิ่งที่เขียนมาผิดจนไม่สามารถลบเขียนใหม่ได้นอกจากเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ความรู้สึกช่วงนั้นมันเหมือนว่าแขนขาเราชาไร้ความรู้สึก ต้องหามุมสงบนั่งนิ่งๆสักพักแล้วยิ้มให้กับค่ำคืนนั้นแล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ฮ่าๆๆ

แล้วที่ไม่อยากเจอเลยคือสภาพอกหักรักคุดช่วงส่งงาน มันจะพาลทำให้งานเราเต็มไปด้วยความหม่นหมอง จากคราบน้ำตาและน้ำลายที่หยดลงไปบนกระดาษไข ฮ่าๆๆ

อีกมากมายเลยครับที่เจอมาสมัยเรียน แหมดีจังเลยที่มีพื้นที่นี้ขึ้นมาคิดถึงคณะยังไงพิกล(ขนาดนั่งอยู่ที่คณะนะเนี่ยฮ่าๆๆๆ : yes :
***
ขอบคุณทุกๆคอมเมนต์ครับ ยังไงก็เขียนกันเข้ามาอีกนะครับ
เถิน




ใจดีสู้เสือ  

เขียนโดย ไม่ระบุชื่อ

หลังจากเผชิญหน้าแบบจังๆกับคณบดีสถาปัตย์ครั้งนั้น ผมแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จนกระทั่ง...

ผมมีโอกาสเรียนต่อ ป.โทตามความตั้งใจ แต่ยังอุตส่าห์เลือกสายวิชาเดิม
ไม่รู้สินะ...แค่หวังเล็กๆว่า นั่นจะเป็นการพัฒนาวิชาชีพให้กับตัวเอง...

นั่งเรียนไม่ถึงสองอาทิตย์ ชีวิตก็เรียนรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ มันไม่ใช่แนว...ผมเรียนเกี่ยวกับการสื่อสารต้องใช้ไอที แต่ไม่มีคอมฯใช้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร พึ่งจะมีโอกาสก็ตอนที่จบทำงานแล้วนี่แหละ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2550
วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดี จะมีโน้ตบุ๊คเป็นของตัวเอง เย้ๆ... เซียร์รังสิตคือจุดหมายปลายทางของวันนั้น...ผมกับไอ้ดิวคนเดิม เพื่อนสนิท มิตรสหาย ที่ไม่ค่อยได้ห่างกัน เดินทางด้วยความมุ่งมั่นไปซื้อคอมฯ (โน้ตบุ๊ค)

สองเสี่ยวเดินงกๆๆ...ก้มหน้าก้มตาหาดูของที่ต้องการ อยู่พักใหญ่ (เนื่องด้วยข้าพเจ้า มีปัญหากับการซื้อของนิดหน่อย ประมาณว่า ยิ่งเดิน ยิ่งดูมากๆ ยิ่งทำให้สมรรถภาพในการตัดสินใจลดลง...555)

หลังจากสองเสี่ยวเดินๆอยู่ ยังไม่มีวี่แววว่าจะซื้ออะไร จู่ๆเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น โอ้!...งานเข้า มันสุดยอดไปเลยซาร่า “มีอะไรเหรอะจอร์ท” ไอ้ดิวถาม เจออีกแล้ว เจอจังๆอีกรอบ เขามาในชุดดำ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ทรงผมยิ่งตั้งกว่าเดิมอีก...555

อาการเดิมเริ่มออกครับ หน้าซีด มือชา ขาไม่ขยับ “แต่เอาวะ...ใจดีสู้เสือ ” ผมคิดในใจ... “หวัดดีครับ” ประโยคยอดฮิตสำหรับคนไทยทุกเพศทุกวัย แต่ทำไมกับผมมันช่างยากจัง คำทักทายจากชายผู้นั้น อ.เถินนั่นเอง หลังจากครั้งนั้นที่เจอ ผมแทบจะลืมชื่อนี้ไปสนิทเลย

ครั้งนี้ไม่กดดันเท่าครั้งแรกเพราะมีไอ้ดิวอยู่ รู้สึกอุ่นใจ อาจารย์เค้าดูธรรมดา ไม่ได้มาในมาดคณบดีที่เราคุ้นเคย (อาจเป็นเพราะชุดที่ใส่มั้ง...อย่างแนวอ่ะ) และแล้วผมก็รวบรวมสติที่มีอยู่ กล่าวคำทักทายง่ายๆออกไปว่า “สวัสดีครับ” พร้อมยกมือไหว้

คำทักทายสั้นๆ ของผมได้ผลแฮะ (งานเข้าเลยครับพี่น้อง)... ตอนนั้นรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก เป็นการเริ่มต้นที่ดี มีโอกาสได้รู้จักกับคณบดีที่เขาเลื่องลือ และได้ซื้อโน้ตบุ้คกลับบ้านอย่างสบายใจ

แต่เอ๋...อาจารย์เถินไปทำอะไรที่เซียร์หว่า.....?