ผู้ชายธรรมดา..ที่ไม่ธรรมดา  

เขียนโดย อรุณทอแสง


เพราะการหมุนรอบตัวเองของโลกสัมพันธ์กับเวลาที่เดินไปแบบไม่หยุดไม่เหนื่อย มนุษย์ที่ยืนอยู่บนโลกจึงต้องจัดการทุกอย่างในชีวิตเพื่อให้ทันเวลาที่ไหลเรื่อยโดยมิพักหยุดรอ เราทุกคนต่างตกอยู่ในอิทธิพลของการเคลื่อนตัวของโลก ทุกคนได้รับเวลามาบริหารเท่า ๆ กัน ใน ๑ สัปดาห์ มี ๗ วัน ๑ เดือน มี ๓๐ – ๓๑ วัน ๑ ปี มี ๓๖๕ วัน แต่การบริหารของแต่ละคนไม่มีวันเหมือนกันได้ ไม่งั้นเราจะได้ยินคนหลายคนพูดว่า “ ฉันไม่มีเวลา ” ในขณะที่อีกหลายคนทำสิ่งต่าง ๆ ได้ราวกับมีเวลาสำหรับเขาชั่วชีวิตหรือ แต่ต่อให้ทำงานเหมือนเครื่องจักรอย่างไร เราก็ต้องการการพักผ่อนหลังจากที่ตรากตรำทำงานหนักมาตลอด ๕ – ๖ วันต่อสัปดาห์ ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเหนื่อยล้ามาก ๆ มักจะต้องหาเวลาพักผ่อนอย่างน้อย ๑ – ๒ วัน เติมพลังงานให้กับชีวิตเพื่อนำกลับมาใช้ในหน้าที่การงานต่อไป นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนรวมถึงตัวฉันได้เรียนรู้มาอย่างนั้น

..ทว่าความคิดนั้นได้เปลี่ยนไปในวันที่ได้รู้จักกับคน ๆ หนึ่ง คนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ชายธรรมดา ๆ ที่เราอาจพบที่ใดที่หนึ่งวันธรรมดา หากแต่ในความธรรมดาที่เห็นอยู่นั้นเขามีความไม่ธรรมดา สำหรับคนที่ใช้เวลาไปกับหน้าที่การงานที่ต้องทำในทุกวันและยังต้องหาวันพักผ่อนอย่างฉันจึงรู้สึกประหลาดใจกึ่งชื่นชมไม่น้อย ที่ได้เห็นคนหนึ่งคนสามารถใช้เวลาในแต่ละวันนั้นคุ้มค่ามากที่สุดทั้งทำงานและการพักผ่อนควบคู่กันไป ในบทบาทหน้าที่การทำงานที่หลากหลายแตกต่างออกไปทั้งด้านนักวิชาการ สถาปนิก คณบดี อาจารย์ พิธีกร นักแสดง ความเห็นของฉันคิดว่าความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานี้น่ะเองที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการทำงาน ได้รู้มาว่าก่อนอื่นที่เขาจะลงมือกับการทำงานในแต่ละบทบาทนั้นเขาต้องยอมรับ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีเป้าหมายและคิดถึงความสำเร็จของการทำงาน ประกอบกับมีความพยายามและความตั้งใจเกินร้อยด้วย บทบาทแต่ละบทบาทของเขานั้นเปรียบเหมือนกับการสวมหมวกหลากหลายใบ วิธีจัดการต่อหมวกแต่ละใบนั้น ก็คือ เมื่อสวมหมวกใบไหนเขาก็จะสวมบทบาทตามหมวกที่สวมให้ดีที่สุดเท่าที่ตนเองจะมั่นใจว่าทำได้ และเมื่อต้องเปลี่ยนเป็นหมวกใบอื่นหมวกใบเก่าก็ต้องถอดออกเสียก่อน สำหรับฉันนั่นเป็นทัศนคติการทำงานที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง

ในบทบาทของนักวิชาการ การเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายโครงการ ทำให้เขาขยันเรียนรู้ เปิดใจรับฟัง และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น

สำหรับบทบาทของสถาปนิก เขามีทั้งคำแนะนำ คำปรึกษาที่มาจากวิชาการที่ได้ร่ำเรียน อีกทั้งประสบการณ์ที่สั่งสมนานนับหลายปี ดูได้จากโครงการใหญ่ ๆ ที่ผ่านมือ โดยเริ่มจากการเป็นที่ปรึกษา โครงการก่อสร้างหมู่บ้านนักกีฬาสำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ ๑๓ ที่ประเทศไทย และต่อมา เป็นหัวหน้าทีมสถาปนิกออกแบบหมู่บ้านนักกีฬา สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ ๑๕ ที่ประเทศกาตาร์ นั่นทำให้มั่นใจว่าหากมีปัญหาด้านสถาปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรืออาคารอย่างอื่นเขาจะมีคำตอบที่ตรงกับโจทย์ทุกข้อแน่นอน การอัพเดตเรื่องราวรอบ ๆ ตัวที่เกี่ยวกับงานทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ก็เป็นอีกเรื่องที่เขาไม่พลาดที่จะนำมาเสนอ

การสวมหมวกที่ชื่อคณบดีและอาจารย์ เขาก็สามารถบริหารคณะ สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ เป็นที่พึ่งพาของบุคลากรในองค์กรได้ มีความเป็นผู้นำและหัวหน้างานที่ดี ริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ ๆ เปิดโลกทัศน์รับฟังความเห็นของผู้อื่น หากลูกน้องและลูกศิษย์มีปัญหาก็พร้อมจะเผชิญปัญหาด้วยกัน ให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยเหลือ และคอยอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจให้

เมื่อสวมหมวกงานด้านบันเทิง (พิธีกร & นักแสดง) ทุกบทที่เขาเป็น หน้าที่พิธีกรที่เขาทำ ก็ทำได้อย่างธรรมชาติไม่เคอะเขิน ผู้ชมคล้อยตามและเชื่อในสิ่งที่เขาแสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นบทในหนังหรืองานพิธีกร บอกได้คำเดียวว่า “ พรสวรรค์ ”

ถ้าใครถามถึงตัวตนของผู้ชายคนนี้ ก็คงสามารถพูดได้ว่าเขา คือ นิยามของผู้ชายธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่งในหลายคนที่โลกนี้เคยมี

ในมุมมองของฉันคิดว่าการทำงานของเขาไม่ว่าจะบทบาทไหนมันคือหัวใจ คือจิตวิญญาณ คือความคิดบวกกับสิ่งที่ทำ ผนวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจ ความพยายาม มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ความทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ มีเป้าหมายและคิดถึงความสำเร็จของการทำงาน นั่นเองที่ทำให้งานสำหรับเขา คือ ความสุขและสนุกที่จะทำ งานที่ปรากฏออกมาจึงเป็นงานที่ดีและประสบผลสำเร็จ และหากมองลึกลงไปผู้คนที่รายล้อมเขาน่าจะสัมผัสได้ถึง ความน่ารัก ขี้เล่น อบอุ่น อ่อนโยน จริงใจ มีน้ำใจ จิตใจดี คิดดีกับโลก ใจเย็น เข้าใจ , เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความละเอียดอ่อน ให้ความเป็นมิตรกับผู้คนรอบข้าง มีอุดมคติที่เป็นของตัวเอง นี่แหละผู้ชายธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคนนี้ ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ หรือ พี่เถิน , น้องเถิน , อาจารย์เถิน , ลุง & อา & น้า เถิน , คุณเถิน ที่เป็น ฮีโร่ และ ไอดอล ของใครหลาย ๆ คนบนโลกใบนี้ !!!!!

เจอจังๆ  

เขียนโดย ไม่ระบุชื่อ

ในสภาวะที่อยากทำความรู้จักใครสักคน แล้วถ้าคนนั้นเป็นคนที่เราแอบปลื้มแล้วละก็ คุณจะทำตัวยังไง…เมื่อได้เผชิญหน้าแบบจังๆ



เรื่องราวของหนุ่มบ้านนอกนักล่าฝันคนหนึ่ง ที่ดั้นด้นหอบความเด๋อๆด๋าๆ มาจากถิ่นฐานอันไกลโพ้น ตามหาความฝัน ดั๊นเลือกเรียนผิดคิดว่าเรียนวิศวะ แล้วจะได้ทำในสิ่งที่ชอบ หลังจากจบก็ได้คำตอบทันทีว่า “ไม่ใช่นี่หว่า” แต่...มันยังไม่จบ ความฝันที่อยากจะเป็นนักออกแบบของผมยังไม่หยุดแค่นั้น...ห้าๆๆๆ

ช่วงวัยเรียนใน ม.รังสิต ผมได้เรียนรู้ เรียนลึก จากประสบการณ์จริง ได้เป็นหลายๆอย่าง ทำทุกเรื่องที่เกี่ยวกับงานศิลป์ ไม่ว่าจะเป็น ร้อง เต้น เล่นกีฬา หาความสุขกับงานเหล่านี้ เพื่อหนีความจำเจของเรื่องเรียนที่ต้องอยู่กับตัวเลขทั้งวัน แต่...ก็ยังต้องค้นหาตัวเองว่า ที่อยากจะเป็นต้องเรียนคณะอะไร...แว่ววว

เย็นๆวันหนึ่ง ไปเล่นกีฬากับเพื่อน ผมกับเพื่อนคนนี้ค่อนข้างสนิทกัน มันชื่อ ดิว มันเล่าให้ผมฟังว่า “เนี่ยเมื่อตอนกลางวัน เจออาจารย์คนนึงนะ หล่อมากๆ เห็นเขาบอก ชื่ออาจารย์เถินเป็นคณบดีสถาปัตย์ โอ้โห! แม่เจ้าโว้ย...อย่างเท่ห์อ่ะ ” ผมฟังแล้วก็เผลอคิดออกไปว่า “โห...ขนาดเพื่อนเราเป็นผู้ชาย มันยังแทบใจละลาย ” แสดงว่า “ของเขาดีเจงๆ ” จากวันนั้น ชื่ออาจารย์เถิน คณบดีสถาปัตย์ ม.รังสิต ก็ติดหูผมอยู่ตลอดเวลา แต่แปลกแฮะ...ไม่ยักกะเจอตัวจริง

เรียนจบวิศวะ รับปริญญาเรียบร้อย อยากเรียนต่อ ป.โท เลยมาซึมซับบรรยากาศ เข้านั่งฟังบรรยาย งานประชุมวิชาการใน ม.รังสิต งานนี้แต่งเท่ห์มาเล๊ย เชิร์ตแขนยาวสีครีม สแล็คดำ บวกกับรองเท้าคู่ใจที่ใส่มานาน นี่ยูนิฟอร์มมาตรฐานของผมแหละ(เชยอย่าบอกใครเชียว) ถึงหน้างาน ตามฟอร์มเค้าเลย...เด๋อด๋าไม่ยอมเปลี่ยนแปลง...แหะๆ ทำไงได้ ก็คนมันขี้อายนี่หน่า

ผลุบๆโผล่ๆอยู่แถวหน้างาน เข้าห้องน้ำบ้าง อะไรบ้าง เจอคนเยอะอ่านะ ออกแนววางตัวไม่ถูก ยืนเอ๋อๆอยู่หน้าห้องพักนึง จู่ๆก็มีเสียงพูดดังแว่วๆมาจากข้างๆระยะไม่ไกลนัก ฟังไม่ค่อยจะได้ศัพท์ จับใจความได้ว่า “สวัสดีครับ” ผมไม่ได้สนใจอะไร ก็มองไปเรื่อย ตามประสา แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกรอบ “สวัสดีครับ รอใครอยู่เหรอะคับ” อ่านะ คราวนี้เจอเต็มๆ ยืนอยู่ต่อหน้าเลย แอบคิดในใจว่า “งานเข้า...ทักเรานี่หว่า”

ภาพของผู้ชายร่างโปร่ง ตาคม ผมตั้งๆ ผิวสีแทน แต่งตัวดีมีชาติตระกูล โอ้!..แม่จ้าว ทำไงดี เขาคือใคร นี่ทำไม อะไร ยังไง งงๆ ผมรีบหลบตา หันรีหันขวาง เหมือนโดนอะไรซักอย่างครอบงำ ทำตัวไม่ถูกแล้วรีบเดินจากไปโดยไม่กล่าวทักทายซักคำ หามุมนั่งหลบ สงบสติอารมณ์

สองชั่วโมงถัดมา อาการดีขึ้น สติสตางค์เริ่มกลับมา ฉุดคิดขึ้นมาได้ “อ๋อ...น่าจะเป็นคนนี้ ที่เคยฟังจากไอ้ดิว คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต อาจารย์เถินแน่เลย ”

เช้าวันหนึ่งของเถิน  

เขียนโดย Thoen



เริ่มต้นง่ายๆเหมือนทุกวันคือเปิดตาเมื่อแสงแยงเข้าห้องผ่านม่านที่ปิดแสงไม่มิด คงจะใช้มาแล้ว6ปีน่าจะได้ ก็คิดอยู่ทุกครั้งว่าจะเปลี่ยนให้มันมืดสนิทในวันหยุดจะได้ตื่นสายได้ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนอยู่ดีแหละ ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบใช้นาฬิกาปลุก ก็ทำให้เราตื่นตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องกังวลที่จะตั้งนาฬิกา ไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน ไม่ต้องใขลาน หรือ ไม่กังวลว่านาฬิกาจะไม่ยอมปลุก

อย่างแรกที่เราทำก่อนตื่น คือเปิดทีวีช่องทีเอ็นเอ็นดูว่าโฆษณาของ cotto speed bathroom ว่าจะออกเวอร์ชั่นไหนจากสามเวอร์ชั่นที่ถ่ายทำไว้ ทั้งที่ผมดูอยู่เกือบทุกวัน มันไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่จากวันอื่นหรอก นอกจากอยากเห็นตัวเองในบทบาทการเป็น presentor ก่อนออกไปทำงาน บวกกับอีกเหตุผลหนึ่งคือได้ดูข่าวบ้านเมืองไปในตัว ให้ได้ข้อมูล พอที่จะเม้าส์กะเพื่อนที่คณะได้ จะได้ไม่ตกข่าว
พอสะบัดตัวออกเตียงได้ก็เริ่มเช็ค Hi5 ว่ามีใครมาทักทายกันบ้าง ก็มักมีขาประจำยามเช้า มาทักทาย ว่าตื่นหรือยัง กินข้าวหรือยัง ถึงจะเป็นหน้าเดิมซะส่วนใหญ่ พวกแฟนคลับที่ดูรายการ นักศึกษาที่มหาวิทยาลัย หรือไม่ก็พวกขาจร ที่หลงเข้ามาดูโปรไฟล์ แต่อย่างน้อยทำให้เราได้รู้ว่ามีคนเป็นห่วงเราเช้าเย็น

วันที่อารมณ์ดีอย่างวันนี้ จะเริ่มหยิบดรัมเบลมาเล่นให้กล้ามเนื้อได้ตื่น สัก 5นาทีเท่านั้น ถ้าเกินกว่านี้จะรู้สึกว่ามันเป็นภาระมากเกินไป พร้อมกับเปิดทีวีไปด้วย ไม่ได้ดูทีวีหรอก ฟังแต่เสียงเอา จะได้รู้สึกเหมือนมีคนให้กำลังใจระหว่างการออกกำลังกาย ที่จริงแล้ว เวลาเล่นจะได้รับรู้ข่าวสารได้อีกทางหนึ่ง บางทีการเปิดทีวีทิ้งไว้ก็ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเราได้จนลืมว่าออกกำลังกายเกิน 5 นาทีแล้ว ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะ ถ้าไม่บังคับตัวเอง ก็จะผลัดเวลาเล่นไปเรื่อยๆ แล้วที่สุดก็ไม่ได้เล่นซักที มันก็ช่วยได้นะ ในเรื่องความเฟิร์ม ถ้าจะให้เราขับรถไปตาม ยิม รวมเวลากว่าจะถึง ถอดผ้า เปลี่ยนผ้า บิ๊วอารมณ์ นี่ก็ปาไปเป็นชั่วโมงแล้ว นี่ยังไม่ได้เริ่มเล่นเลยนะ ถ้าเล่นแบบจริงจังคงปาไปหลายชั่วโมงต่อวันเลยมั้ง ก็ไม่เคยอิจฉาคนกล้ามสวยนะ ดีใจกับเค้าที่ช่างมีความมุมานะขยัน อดทน เหลือกิน ผมคงไม่มีปัญญาทำยังงั้นได้ แค่คิดก็หมดความพยายามแล้ว

ระหว่างที่ยกดรัมเบลขึ้นลง คุณแหม่มแม่บ้านก็ได้ยินเสียงว่าเราตื่นแล้ว ก็จะยกน้ำส้มที่คั้นสดเท่านั้น ย้ำว่าคั้นสดเท่านั้น มาวางไว้ชั้นล่างพร้อมวิตามินซี กับกาแฟใส่ครีมไม่ใส่น้ำตาล มาวางไว้ โดยไม่ต้องเรียกให้เสียเวลา เพราะ เธอก็ทำของเธออย่างนั้นมา14ปีแล้วโดยถือว่าเป็นงานประจำของเธออันดับแรกของวัน ก่อนหน้านี้เธอเคยยกขึ้นมาให้ผมชั้นบน แต่ในที่สุดเราก็พร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายให้วางถาดน้ำส้มกันกาแฟไว้ข้างล่างนั่นแหละดีแล้ว เพราะช่วงเช้า ผมไม่ค่อยระแวดระวัง เรื่องการแต่งตัวมักนุ่งบ็อกเซอร์ เปลือยท่อนบนประจำ ที่จริงเธอก็ไม่ได้สนใจอะไรมากหรอก แต่เรานี่สิอายเธอ หลายครั้งมากมายที่ผมไม่ได้ตั้งใจออกไปหาน้ำกินในครัวตอนดึกโดยไม่รู้ว่าเธออยู่ ก็จ๊ะเอ๋กันประจำ จนเราต้องถอยหนีทุกทีไป

เรื่องอาหารเช้าสำหรับผมนี่หมดสิทธ์คิดเลย ไม่ได้กินมาร่วม 20 ปีตั้งแต่อยู่เมืองนอกแล้วละ ไม่ใช่เพราะอยากผอมหรอกแต่ขี้เกียจทำข้าวเอง ก็กินแบบฝรั่งไปเลย น้ำส้ม กาแฟ ก็เท่านั้น หลายคนบอกมื้อเช้านี่น่าจะหนักสุด เพราะต้องใช้พลังงาน เราก็ฟังนะ แล้วไงละ ก็ไม่เห็นว่าอยากกินนี่นา ก็เลยไม่กินมาถึงทุกวันนี้ แต่ก็แปลกนะเวลาไปนอนที่อื่นนี่กลับอยากกินแล้วก็กินได้มากมายเลย ก็พักโรงแรมนี่นา ของแถมมากับค่าห้อง ไม่กินก็เสียดายแย่ดิ

ช่วงอาบน้ำนี่ง่ายสุดสำหรับผมเพราะเป็นคนอาบน้ำไวแต่ไหนแต่ไร ทำเวลาได้ทั้งสระผมกับอาบน้ำไม่เกิน 2นาทีแต่มาช้าก็ตรงที่ต้องทาครีมทั้งตัวนี่แหละ เป็นคนผิวแห้ง แล้วเป็นผื่นได้ง่าย ตามด้วยทาครีมกันแดด พึ่งจะทำได้สักปีสองปีนี้เอง ไม่ชอบดูแลตัวเองหรอก แต่ด้วยวัยที่มากขึ้นมันฝืนไม่ได้ เลยต้องทำให้เป็นนิสัย โกนหนวดนี่โกนวันเว้นวัน หรือไม่ก็วันที่นึกออกว่าหนวดยาวแล้ว อยากไว้เหมือนกันแต่แย่จังหนวดดันมีหงอกแซม อันนี้ยอมไม่ได้เลย เรื่องดูแก่เนี่ย ตอนโกนจะเลือกส่องกระจกบานขวาสุดทุกครั้ง ทั้งที่ในห้องน้ำมีกระจกอยู่สามบาน ด้วยเหตุผลที่ว่าบานสุดท้ายมันส่องดูแล้วทำให้หน้าเพรียวยาวสมส่วนมากกว่าบานอื่น ก่อนส่องกระจกก็จะหรี่ตาก่อน เพราะถ้ามองเต็มตาอาจตกใจตัวเองได้ ค่อยมองดูทีละส่วนของหน้าว่าตีนกามันเพิ่มจากเมื่อวานหรือเปล่า ระหว่างนั้นก็คว้าเจลมาโปะหัวแบบไม่ต้องหวี ให้ตั้งก็พอ

เสื้อผ้าไม่ต้องเลือกเลยหยิบใส่ได้ทุกตัว แต่วันนี้มีประชุมก็เลยเลือกเนคไทสีเจ็บอย่างสีแดงมาเข้าคู่กับ เชิร์ตเทา สแล็คดำ ส่วนล่างของผมนี่ต้องดำอย่างเดียวเลยมันคลาสสิกดี วันนี้รู้สึกแปลกกว่าเมื่อวานตรงที่แน่นเอวมากกว่า อืม มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่หยิบกางเกงตัวนี้แล้วแน่นเอว ก็เอวเราจะใส่กางเกง 30-32 นิ้ว ประมาณนี้ แต่ตัวที่เลือกนี่มัน 30 นิ้วนี่นา ไหนๆก็สวมมันไปแล้ว วันนี้ก็ลองแขม่วหน่อยละกัน



ก่อนออกบ้าน ทุกวันจะมีเจ้าบิ้กกะเจ้าเบ๊บหมาพันธุ์ดัลเมเชียนที่ต่างขนาดกัน บิ๊กตัวสูงเท่าเอว แต่เบ๊บสูงไม่ถึงเข่า ทั้งที่อายุเท่ากัน จะมาคอยเห่ารับสวัสดีทุกเช้าไม่เคยเปลี่ยน ยกเว้นเราเองที่เปลี่ยนอารมณ์ทุกวัน อย่างวันนี้เกิดอยากรักสัตว์ขึ้นมาก็เลยนั่งหยอกเล่นลูบหัวทั้งสองตัว แต่วันไหนที่อารมณ์เราแปรปรวนเราก็จะเดินผ่านเฉยๆ หรือไม่ก็จะจ้องหน้าแล้วพูดว่าจะเห่าหาอะไรวะ บิ๊กจะเป็นตัวผู้ที่มีความรักให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะทำอะไรให้มัน มันก็ยังคงมาคลอเคลียกับเรา วันที่มันไม่สบายลุกแทบไม่ขึ้น มันก็ยังเดินมาหาให้เราลูบหัว เห็นหน้าที่ซื่อๆของมันก็อดสงสาร แต่เจ้าเบ๊บตัวเมียนี่คุณหนูมากมาย ถ้าเบ๊บมองหน้าเราแล้วไม่ตอบสนองเธอจะเชิดหน้าหนี พร้อมกับเดิ;นสะบัดตูดจากไปเหมือนคนไม่รู้จักกันเลยละ เรื่องความสวย เลิศ เชิด หยิ่ง นี่เธอมี พร้อมสรรพ จนบางครั้งจินตนาการว่าถ้าเธอเป็นคน เธอคงไม่ต่างจากนางแบบบนแคตวอร์คเลยละ

รองเท้าที่ซื้อมาจากทุกแหล่งที่ไปมา รวมๆแล้วประมาณสิบคู่เห็นจะได้ แต่ละคู่ราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทจากจตุจักร ไปจนถึงคู่ละหลายหมื่นบาท ผมไม่เคยจำได้เลยซักทีว่าคู่ไหนแพงคู่ไหนถูก ก็มันเป็นสไตน์ คัตชูหนังสีดำด้านหัวตัดทุกคู่ จัดเรียงไว้ในตู้อย่างเป็นระเบียบ เหมือนไม่เคยถูกแตะต้องมาก่อนเลย มีเพียงคู่เดียวที่วางไว้นอกตู้ เพราะถอดวางไว้แต่เมื่อวาน เราก็จะใส่โดยไม่ใช้มือแตะเป็นเทคนิคการสวมรองเท้าเฉพาะตัวโดยไม่ต้องก้มหรือนั่ง ใช้เท้าดันเข้าไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เข้าเอง แต่คู่อื่นๆนี่ก็ไม่เคยแตะจริงแหละ ชอบคู่ไหนก็จะใส่คู่นั้นจนกว่าจะไปลุยน้ำเปียกขึ้นราเมื่อไรถึงจะหยิบคู่ต่อไปมาใส่ จนอาจารย์รุธ เพื่อนสนิทเคยทักว่าคู่นี้ชื้อใส่ตั้งแต่เรียนเมืองนอกหรือเปล่า

ออกบ้านได้ก็จะหยิบกุญแจรถ ผมต้องเดินเข้าไปในสวนทักทายต้นไม้ที่ขึ้นครึ้ม มีทั้งปีปที่กำลังออกดอก ต้นไทร ต้นจั๋ง ต้นโมก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนอย่างนี้เขียวไปทั้งสวน ทุกต้นนี่ปลูกมากับมือ ไม่ได้ดูแลตัดแต่งอะไรมากมายหรอก ปล่อยให้ขึ้นรกอย่างนั้นแหละ ชอบที่จะเห็นความเขียวของมัน เคยซื้อต้นโมกมาปลูกริมรั้วรวดหนาม กำลังขึ้นพุ่มสวยเลย จำได้ว่าวันหนึ่งคุณแหม่มเค้าบอกว่าอยากเล็มมันเสียหน่อยเราก็บอกอืม ก็ไม่อยากขัดใจ พอกลับบ้านมาโมกเกือบ 50 ต้นโดนตัดเรียบเป็นเส้นตรงตามแนวรั้วเลย เรางี้อารมณ์ปี๊ดขึ้นเลย ก็มีอย่างที่ไหนของสวยๆมาตัดซะเหี้ยนเลย แต่ต้องข่มอารมณ์ถามหาเหตุผลของเธอ ก็ได้คำตอบจากเธอว่า เวลาเราอยู่ในสวนจะได้เห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาไงคะ เราก็ได้แต่พูดว่า อืม ยังไงวันหลังก็อย่าทำแล้วกัน เรื่องสวนนี่เป็นเหตุที่เรามีมุมมองต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมมักจะชอบพวกไม้ประดับแบบใบเขียวๆ แต่คุณแหม่มนี่เค้าชอบ ไม้ผล ที่กินได้ หรือ ผักต่างๆ พริก ขิง ข่า ตะไคร้ พอเราเริ่มพรวนดิน เตรียมหาต้นไม้มาลง วันรุ่งขึ้นก็มักจะมีพวก หอม กระเทียม กระเพรา ใบแมงลักมาขึ้นในที่ ทุกทีไป เห็นทีไรก็ถอนหายใจทุกทีไปแหละ พูดด้วยกันทีไรก็ลงที่คำว่า “ปลูกไปทำไมกินไม่ได้” แล้วเธอก็สะบัดหน้าเดินจากไป

เรื่องคุณแหม่มนี่เธอเป็นเจ้าความคิดจริงๆเลย ผมมักจะก้มกินน้ำในครัวจากก๊อกน้ำประจำระหว่างที่เธอทำครัว เธอก็มักจะมองผมด้วยหางตาบ่อยๆ จนวันหนึ่งเธอก็บอกผมว่าผมไม่ควรกินน้ำก๊อกนี่อีกต่อไปแล้ว ในใจผมก็คิดว่ามันไม่สุภาพ หรือเธอรำคาญที่ผมไปเกะกะในที่ทำงานของเธอ ก็เลยถามว่าทำไม เธอก็ตอบผมด้วยหน้าตามั่นใจว่า แหม่มเอาน้ำไปเทสต์ที่แลปมา เค้าบอกว่ามีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายกับสุขภาพ ผมก็บอกว่า ทางการประปาเค้ายืนยันนะว่าน้ำประปาดื่มได้ เธอก็ยืนยันว่าเธอมีผลการพิสูจน์จากแลปที่น่าเชื่อถือได้ เรางี้อึ้งไปเลย เอ๊ะหรือว่าเธอจบคหกรรมศาสตร์มาหรือเปล่า ช่างรู้ดีจริงๆเลยครับ แม่บ้านผมคนนี้

พอออกจากบ้านไปทำงานไม่ว่ามันจะกี่โมงก็ตาม ไม่ว่าผมจะไปมหาวิทยาลัย หรือไปถ่ายรายการ ที่ไหน ผมจะเริ่มไม่ต่างจากวันนี้ เพราะทุกวัน มันเป็นเช้าวันหนึ่งของเถิน

บทบาทที่สอง พิธีกรรายการโทรทัศน์  

เขียนโดย Toutou



วันนี้ฉันมาที่สตูดิโอแต่เช้า เพื่อมาดูอาจารย์เถินถ่ายรายการ ที่ฉันเพิ่งรู้ว่าเป็นรายการสัมภาษณ์สดบุคคลในแวดวงต่างๆ โดยมีอาจารย์เถินเป็นพิธีกร ตอนที่ก้าวฉันเข้ามาสตูดิโอ ช่างไฟและตากล้องกำลังสาละวนอยู่กับการจัดอุปกรณ์ให้เข้าที่ มันเป็นภาพที่เด็กนิเทศอย่างฉันเห็นจนชินตาในสตูดิโอจำลองของคณะ ที่นั่นฉันเคยอ่านข่าวออกโทรทัศน์ช่องของมหาลัยด้วย

อาจารย์เถินมาถึงหลังจากฉันไม่นาน กล่าวทักทายทีมงานอย่างเป็นกันเอง ฉันเข้าไปทักทายอาจารย์ ก่อนที่อาจารย์จะเข้าไปทำผมแต่งหน้า แต่ฉันเดาว่าคงไม่ต้องทำอะไรมาก อาจารย์มาในชุดสูทท่อนบนที่ดูเนี้ยบพอๆกับมาดคณบดีที่ฉันเห็นเมื่อวันก่อน เพียงแต่เมื่อวานอาจารย์ไม่ได้แต่งซะทางการขนาดนี้ ส่วนท่อนล่างกลับเป็นกางเกงยีนส์ที่มีรอยกรีดแบบเจ็บๆ เอ้อ อย่างว่านะ เราไม่เคยเห็นขาผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์อยู่แล้วนี่ แต่ไม่นึกว่าอาจารย์เถินจะสวมยีนส์วัยรุ่นจ๋าแบบที่ว่าขนาดฉันยังไม่กล้าใส่เล้ย

ฉันไปทักทายพี่ๆทีมงานคนโน้นทีคนนี้ที พร้อมกับแนะนำตัวว่าเรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน ทำอย่างกับมาเยือนถิ่นเก่า แถมยังโม้ไปว่าเคยอ่านข่าวออกทีวีช่องในมหาลัย ตอนนี้ใกล้จบแล้ว จะมาสมัครเป็นผู้ประกาศข่าวที่สถานี พี่เรียกหนูสัมภาษณ์ได้เลย...ไม่น่าเลยตรู

และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อผู้ร่วมรายการท่านหนึ่งติดธุระกะทันหัน ไม่สามารถมาร่วมรายการได้ และในเมื่อมันเป็นรายการออกอากาศสด ทีมงานเลยจำเป็นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เหลือเวลาอีกแค่ห้านาที ผู้กำกับรายการเดินเข้าไปปรึกษาอาจารย์เถินอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอาจารย์ก็หันขวับมาทางฉัน

“น้องมิ้นท์ มานี่ซิ”
“คะอาจารย์”
“หนูช่วยมาเป็นแขกรับเชิญให้ผมหน่อยนะ”
“ห๋า! อะไรนะคะ”
“หัวข้อวันนี้คือเรื่องความสัมพันธ์ไทย-จีน”
“แต่หนูไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน เลยนะคะ!”
“หนูมาจากครอบครัวเชื้อสายจีนใช่ไหม” อาจารย์คงเห็นว่าหน้าหนูออกหมวยๆ
“ค่ะ อากง อาม่า หนูมาจากเมืองจีน” แต่นั่นก็นานมาแล้วนะ ฉันยังไม่เคยไปเที่ยวเมืองจีนเลยด้วยซ้ำ
“โอเค งั้นเยี่ยมเลย ไม่ต้องกังวลนะ ผมถามอะไรก็ตอบมาอย่างนั้น”

ซวยละตรู หน้าผมยังไม่ได้ทำเลย โชคดีที่ไม่ได้แต่งตัวมาโทรมจนเกินไป ช่างแต่งหน้าทำผมมารุมฉันในนาทีสุดท้าย เอาแป้งมาโปะๆ ส่วนผมก็แค่หวีจัดทรงให้เข้าที่ แม้ฉันจะห่วงว่าต้องพูดอะไร แต่ฉันห่วงสวยก่อนอื่น จะให้ออกมาดูโทรมได้ไง มันหมายถึงอนาคตในวงการโทรทัศน์ของฉันเชียวนะ

และแล้วก็ถึงคลิปนำเข้าสู่รายการ ฉันสูดหายใจเต็มปอด พร้อมกับหันไปมองอาจารย์เถิน แสดงสีหน้าทำนองว่า อาจารย์แน่ใจเหรอคะที่จะเอาหนูมาออกสดแบบนี้ แต่อาจารย์เถินไม่มีท่าทีกังวลแม้แต่น้อย ผู้กำกับให้สัญญาณ ได้เวลาออกอากาศแล้ว อาจารย์เถินกล่าวสวัสดีท่านผู้ชม และแนะนำแขกรับเชิญแต่ละท่าน ซึ่งต่างก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกันทั้งนั้น อาจารย์แนะนำฉันเป็นคนสุดท้าย

“และแขกรับเชิญท่านสุดท้ายในวันนี้ เป็นนักศึกษาสาวที่เติบโตมาในครอบครัวเชื้อสายจีน ที่มาตั้งรกรากในประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยสามชั่วคนที่ผ่านมา นางสาวมินทรา หรือเราจะเรียกเธอสั้นๆ ว่าน้องมิ้นท์ครับ”

ฉันยิ้มแหยๆพร้อมกับยกมือสวัสดีไปทางกล้อง เขาจะถามอะไรฉันบ้างนะ เราไม่มีเวลาเตี๊ยมคำถามกันเลยด้วยซ้ำ และแล้ว ความเคยชินที่อ่านข่าวออกทีวีในช่องของมหาลัยก็หายไปไหนไม่รู้ ก็ฉันไม่เคยออกสดนี่นา เวลาเราอ่านข่าวนี่เป็นการบันทึกเทปตลอด จะเทคบ่อยแค่ไหนก็ได้ อ่านออกเสียงผิดนิดเดียวฉันก็ขอเทค ฉันว่ามันดูเท่ดีตอนที่พูดออกมาว่า “เทค เทค ขอใหม่ได้ปะ” เพียงแต่ว่ามาตอนนี้ ฉันไม่มีสิทธิ์ขอเทค อาจารย์เถินพูดคุยกับแขกรับเชิญแต่ละท่าน แต่เขาคุยกันเรื่องอะไรฉันไม่ได้ยิน หัวฉันอื้ออึงสับสนไปหมด เหงื่อตก มือเย็นเฉียบ ถึงคิวฉันแล้ว เขาหันมาทางฉันแล้ว จะรอดไหมตรู!

“มาถามความเห็นของน้องมิ้นท์กันบ้างนะครับ ในฐานะที่เธอเป็นลูกหลานชาวจีนในประเทศไทย น้องมิ้นท์ช่วยแนะนำตัวสั้นๆ พร้อมกับเล่าเรื่องครอบครัวด้วยครับ”
“อาม่ากับอากงหนูมาจากเมืองจีน เอ่อ...หนูชื่อนางสาวมินทรา อึ้งทรงพล ค่ะ”
“แสดงว่าแซ่อึ้ง”
“ค่ะ” ฉันอยากจะบอกว่าฉันน่ะแซ่อึ้ง แต่อึ้งกิมกี่ละไม่ว่า
“แล้วที่บ้านประกอบอาชีพอะไรครับ”
“เอ่อ...คือว่าบ้านหนูขายอะไหล่รถยนต์อยู่แถววรจักรค่ะ”

อาจารย์เถินมองตาฉันแล้วรู้ว่าฉันคงไปไม่รอด เลยหันไปถามผู้ร่วมรายการท่านอื่น เกี่ยวกับธุรกิจของชาวไทยเชื้อสายจีน ว่ามีธุรกิจอะไรบ้าง ผู้เชี่ยวชาญที่เชิญมาก็ว่าได้เป็นฉากๆ เอ้อ ไปได้เนียนๆแฮะ แล้วก็หมดเบรกแรก ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ อาจารย์เถินหันมาทางฉันอีกครั้ง

“พอไปได้นี่ เดี๋ยวผมจะถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ และขนบประเพณีของที่บ้านนะ เป็นต้นว่าวันตรุษ วันสารททำอะไร หนูก็เล่ามาละกัน”
“โอเคเลยคะ”

พอถึงเบรกสองจากทั้งหมดสามเบรก ทุกอย่างไปได้ดีเกินคาด วิญญาณผู้ประกาศข่าวเข้าสิงฉันเข้าแล้ว ฉันเล่าไปได้เรื่อยเรื่องที่ว่าต้องช่วยม่าจ่ายของในเทศกาลตรุษจีน เราทำพิธีไหว้กัน เล่าเรื่องเทศกาลสารทจีนที่ฉันต้องไปช่วยทำอาหารเซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยมีอาม่า อากง อากู๋ อาอี๊ อาซ้อ มากันทั้งครอบครัวใหญ่ ส่วนเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้นฉันชอบเป็นพิเศษ เพราะมีขนมไหว้พระจันทร์ของโปรด มันไม่ยากอย่างที่คิดเพราะฉันกำลังเล่าเรื่องตัวเอง อาจารย์เถินหันไปทางผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่น ขอให้ช่วยกล่าวสรุปถึงรูปแบบวัฒนธรรมจีนที่ตกทอดมาถึงชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นลูกรุ่นหลาน ตบกลับมาเป็นแนววิชาการจ๋าได้เนียนๆ

และแล้วฉันก็หน้าแตกจนได้ เสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือของฉันดังขึ้นเป็นเพลงเกาหลี ฉันลืมปิดโทรศัพท์ขณะถ่ายทำเหรอนี่! ฉันรีบควาญหามือถือแล้วปิดเครื่อง พร้อมกับยิ้มแหยๆไปทางผู้กำกับเพื่อขอโทษขอโพย

พอถึงเบรกสาม เป็นช่วงตอบคำถามจากผู้ชมทางบ้าน คำถามปรากฏขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นทีละคำถาม มีคำถามถึงฉันด้วยแฮะ

“คำถามต่อไปมาจากคุณโหน่ง จังหวัดพิจิตรนะครับ ถามน้องมิ้นท์ว่าคิดอย่างไรกับกระแสละครเกาหลี ที่มาวันนี้ดูจะกลบกระแสของละครจีนไป”

โอ้ หมูเลย ฉันมันเจ้าแม่ซีรีย์เกาหลีอยู่แล้ว ผู้ชมท่านนี้คงได้ยินเสียงเพลงเรียกสายเมื่อกี้แน่ๆ มันเป็นเพลงจากเรื่อง “คอฟฟี่ พริ้นซ์ เจ้าชายกาแฟ” ละครเรื่องโปรดของฉัน ฉันดูละครเกาหลีมาเป็นสิบๆเรื่อง ส่วนหนังจีนน่ะเหรอ ฉันดูมาตั้งแต่เด็ก ฉันเลยโม้ใหญ่ ฉันวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างหนังเกาหลีกับหนังจีน ว่าพล็อตเรื่องต่างกันตรงไหน และทำไมดาราเกาหลีถึงได้รับความนิยมมากกว่า

กลายเป็นว่าเราจบรายการอย่างชื่นมื่น ผู้กำกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ระหว่างฟังฉันโม้เรื่องซีรีย์เกาหลี ฉันแอบเห็นเขาอมยิ้มด้วย อาจารย์เถินเข้ามาพูดกับฉัน

“ขอบคุณนะ หนูช่วยผมและทีมงานไว้”
“อ่อ ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ เรื่องนี้หนูถนัดอยู่แล้ว” ว่าไปนั่น ทีเมื่อกี้ละพูดเกือบไม่ออก “ว่าแต่ อาจารย์รู้ได้ไงคะ ว่าหนูจะพูดเรื่องนี้ได้”
“ผมต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครับ ในสถานการณ์แบบนี้ บางทีสัญชาติญาณก็สำคัญกว่าอย่างอื่น”
“อาจารย์ทำได้ดีจริงๆค่ะ”
“ขอบคุณครับ”

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเปิดเครื่อง และดูว่าใครโทรหาฉันเมื่อครู่ มันเป็นเบอร์ที่ฉันไม่รู้จัก ฉันกดปุ่มโทรกลับ ปรากฎว่าเป็นคุณปลี เลขานุการของอาจารย์โทรมา เธอคงไม่รู้ว่าฉันเข้าไปอยู่ในห้องถ่ายทำด้วย ปกติเขาจะต้องให้ฉันนั่งคอยอยู่ข้างนอก และรอดูทางจอมอนิเตอร์ คุณพีขอสายอาจารย์เถิน ฉันยื่นโทรศัพท์ให้เขา

“โอ้ ใช่ๆ ผมเกือบลืม ขอบคุณมากครับ” อาจารย์เถินหันมาทางฉันแล้วพูดว่า “หนูช่วยผมอีกเรื่องได้ปะ คือผมมีคิวต้องถ่ายโฆษณาพรุ่งนี้ บทยาวพอสมควร หนูช่วยผมซ้อมบทได้ไหม”
“ได้เลยคะ” เรื่องนี้ฉันถนัดอยู่แล้ว ฉันเคยเล่นละครเวทีคณะมาก่อน เคยช่วยรุ่นน้องซ้อมบทมาก็มาก ว่าแต่ ฉันไม่รู้เลยแฮะว่าอาจารย์เถินเป็นนายแบบโฆษณาด้วย
“แต่ก่อนอื่นเราต้องไปหาอินเตอร์เน็ตเพื่อเปิดดูเมลแล้วปริ้นท์บทออกมา ที่ออฟฟิศของทีมงานคงมีนะ หนูเอาอีเมลกับพาสเวิร์ดของผมไป ช่วยไปพริ้นท์ออกมาให้ด้วย” อาจารย์เถินจดชื่อแอคเค้าท์อีเมล และพาสเวิร์ดให้ฉัน แล้วฉันก็เข้าไปขอใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของทีมงาน เปิดเมลและปริ้นท์บทออกมา

บทบาทที่หนึ่ง คณบดี  

เขียนโดย Toutou



วันนี้ฉันมาที่สำนักงานคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แต่เช้า พอมาถึง ฉันก็เข้าไปพบคุณปลี เลขานุการหน้าห้องของอาจารย์เถินเพื่อรายงานตัว

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อมินทรา เป็นนักศึกษาฝึกงานจากคณะนิเทศศาสตร์ค่ะ หนูมาพบอาจารย์เถิน”
“รอสักครู่นะคะ อาจารย์เถินกำลังประชุม”
“ได้ค่ะ”

ฉันมองไปรอบๆห้อง มันเป็นห้องทำงานในสำนักงานธรรมดาๆ คุณปลีกำลังพิมพ์งานอย่างแข็งขัน จู่ๆอาจารย์เถินก็ปรี่เข้ามาในห้อง

“อ้าว หนู มานั่งทำอะไรตรงนี้ เข้ามาในห้องประชุมเลย”
“เอ่อ...”

เป็นอันว่าฉันได้เข้าร่วมการประชุมคณะด้วย อาจารย์เถินแนะนำว่าฉันเป็นนักศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มาสังเกตการณ์คณบดีเพื่อเก็บข้อมูลเขียนสาระนิพนธ์ คนในห้องประชุมมองฉันแว่บหนึ่งแล้วก็หันไปคุยกันต่อ

“น้องมิ้นท์ ขอกาแฟผมแก้ว”
“ค่ะอาจารย์”

ฉันต้องมาชงกาแฟด้วยแฮะ ฉันมองไปที่กาต้มน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างๆห้อง ไม่ยากนี่ แค่ตักกาแฟหนึ่งช้อนชา น้ำตาลหนึ่งช้อนชา แล้วก็ใส่คอฟฟี่เมตลงไป

“ได้แล้วค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
อาจารย์เถินยกแก้วขึ้นจิบ แล้วก็หันมาทางฉัน
“หนูจ๋า ผมกินกาแฟไม่ใส่น้ำตาลนะ ขอใหม่ได้ปะ”

แล้วแกก็หันพูดแก้เขินกับผู้ร่วมประชุมทำนองว่า เผอิญเป็นคนกินยากนิดนึง เพราะกินแบบใส่คอฟฟี่เมต แต่ไม่ใส่น้ำตาล โธ่...แล้วก็ไม่บอกแต่แรก ฉันไปชงกาแฟมาใหม่ ระหว่างนั้น เขาคุยกันเรื่องตารางสอน เรื่องสรุปการจัดงานแสดงนิทรรศการนักศึกษา เรื่องงบประมาณ และเรื่องอะไรๆต่อมิอะไรที่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง ฉันเห็นแต่ว่าอาจารย์เถินผู้เป็นผู้ดำเนินการประชุม และดูท่าทีกระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอดเวลา

ตลอดวันนั้น ฉันได้ไปดูอาจารย์ตรวจวิชาออกแบบ ดูอาจารย์ท่านอื่นเลคเชอร์วิชาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ฉันไม่เข้าใจเนื้อหาส่วนใหญ่ แต่ก็รู้สึกว่าคณะนี้ทำงานออกแบบสวยงาม เป็นที่เจริญตาเจริญใจอย่างยิ่ง พอตกเย็น ฉันเลยได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์อาจารย์

“อาจารย์คะ สรุปแล้วคณะสถาปัตย์นี่เขาเรียนอะไรกันบ้างอ่าคะ”
“คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคณะสถาปัตย์สอนให้นักศึกษาจบออกไปเป็นสถาปนิก ผู้ออกแบบอาคารบ้านเรือน แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น”
“ช่วยขยายความได้ไหมคะอาจารย์”
“.....................”
“แล้วบทบาทหน้าที่ของคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มีอะไรบ้างคะ”
“.........................”

วันนี้ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับการเรียนการสอนในคณะสถาปัตยกรรม ซึ่งทำให้ฉันเข้าใจบทบาทของดร.นฤบดีดีขึ้น จนกระทั่งคุณปลีเข้ามาในห้อง

“อาจารย์คะ พรุ่งนี้อย่าลืมมีนัดถ่ายรายการที่เวลคัมสตูดิโอ แถวลาดพร้าวนะคะ”
“ขอบคุณครับ”

ฉันงงไปเลยว่าคณบดีต้องไปถ่ายรายการด้วย ฉันเลยถามอาจารย์

“อาจารย์จะไปออกรายการด้วยเหรอคะ”
“อ่อ เป็นงานพิเศษน่ะ ผมชอบทำอะไรหลายๆอย่างที่มันท้าทาย เอางี้ พรุ่งนี้หนูมาดูผมที่สตูดิโอ ไหนๆก็เรียนทางนิเทศมา เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง”
“หนูช่วยอาจารย์ชงกาแฟได้ค่ะ”
“ฮ่าฮ่า ขอบคุณมาก”

แล้วพรุ่งนี้ฉันจะได้ไปเยี่ยมห้องอัดด้วย แต่เขาไม่ได้บอกว่าเป็นรายการอะไร ตอนเรียนฉันชอบวิชาที่ต้องทำรายการในห้องอัดส่งเป็นโปรเจค แต่เพิ่งจะรู้ว่าการทำงานในสตูดิโอสำหรับถ่ายรายการที่ออกอากาศสดๆนั้น มันช่างต่างกับตอนเรียนโดยสิ้นเชิง...

อินเทอร์วิว วิธ เดอะ ดีน  

เขียนโดย Toutou



ใครจะนึกว่าฉันเองจะได้มาเจอกับอะไรหลายอย่างในระยะเวลาสั้นๆ เพราะผู้ชายคนหนึ่งที่บังเอิญมาเป็น “แวมไพร์” ให้ฉันสัมภาษณ์ คุณคงเคยดูหนังเรื่อง “อินเทอร์วิว วิท เดอะ แวมไพร์” นะคะ แบรด พิท กับ ทอม ครู้ซ ไง ฉันตั้งใจจะทำแบบนั้น สัมภาษณ์เขาและเขียนวิจารณ์โดยใส่มุมมองของฉันเองเข้าไป ฉันเลือกคนที่ฉันจะสัมภาษณ์อย่างระวัง เขาต้องเป็นคนที่ดูโดดเด่น แต่ก็ลึกลับในที ยิ่งมีชีวิตดำมืดเหมือนแวมไพร์ในเรื่องยิ่งดี เพียงแต่ผู้ชายสำหรับผู้ชายคนนี้ (หรือจะเรียกว่า “แวมไพร์” ตนนี้) ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ชีวิตของเขาคือชะตาฟ้าลิขิต หรือเขาลิขิตชีวิตตนเอง?

“ชื่ออะไรน่ะเรา”
“มินทราค่ะ”
“ชื่อเล่นสิ”
“น้องมินท์ค่ะ”
“หนูมาจากคณะนิเทศน์หรือ”
“ค่ะอาจารย์”
“ดีเลย เอานี่ไปทำ”

เขายื่นกระดาษให้ฉันแผ่นหนึ่ง เป็นประวัติส่วนตัวของเขา ที่ดูเผินๆเหมือนซีวีสมัครงานทั่วไป แต่ยาวเหยียดเสียจนชวนสงสัยว่าทำงานมาขนาดนี้คงใกล้วัยเกษียณอายุ

“อาจารย์จะให้หนูทำอะไรคะ”
“ไปเขียนสรุปมา เอาเฉพาะเรื่องหลักๆนะ ผมจะเอาไปให้นักข่าว”
“ได้ค่ะ งานนี้หนูถนัดอยู่แล้ว แต่จะเอาเมื่อไหร่คะ”
“เอากระดาษมาแผ่นหนึ่ง แล้วนั่งเขียนตรงนี้เลย”
“เอ่อ...”

ฉันไม่นึกเลยว่ามาฝึกงานวันแรกก็ได้งานด่วน ด่วนมากเสียด้วย เพราะเขาจะเอาเดี๋ยวนั้น ใจร้อนไม่เบาแฮะ ฉันมาที่สำนักงานสถาปนิกแห่งนี้ก็เพื่อมาฝึกงานเขียนบทความประเภทชีวประวัติ มันเป็นส่วนหนึ่งของงานนิพนธ์ในระดับปริญญาตรีที่ฉันเรียนอยู่ ฉันเลือกมาสัมภาษณ์สถาปนิกคนนี้เพราะเขาเป็นคนดัง จะว่าไปเขาก็ดูเหมือนแวมไพร์เพราะดีไม่ดีเขาอาจง่ำคอเราได้ ไอ้เรามันแค่เด็กนักศึกษาตัวน้อย ส่วนเขาเป็นระดับคณบดีเชียวนะ แต่การจะเขียนงานให้ได้เนื้อได้หนังมันต้องคลุกวงใน อาจารย์ฉันเลยฝากให้มาช่วยงานเขาสักพัก แต่จะนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าฉันจะได้วัตถุดิบมากพอไปเขียนงานส่งอาจารย์หรือยัง และอาจารย์ก็แน่ใจว่าเขาคนนี้มีอะไรให้เขียนถึงมากแน่ๆ
ฉันอ่านทวนซีวีซ้ำไปซ้ำมาหลายเที่ยว จับใจความและเขียนข้อความฉบับย่อลงบนกระดาษ ด้วยสำนวนแบบนักข่าวที่ฉันถนัด ฉันเรียนมาทางนิเทศศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชนเชียวนะ ฉันฝันอยากจะเป็นนักข่าวสักวัน ได้สัมภาษณ์คนดัง แต่ไม่ใช่ข่าวที่มีสาระหนักๆจำพวกข่าวการเมือง ฉันชอบข่าวบันเทิงมากกว่า

“เสร็จแล้วค่ะ”
“ไหนอ่านให้ผมฟังหน่อย”
“ปฐมบทของชีวิต – ดร.นฤพนธ์ เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2508 ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณพ่อ แต่กลับมีชื่อเล่นว่า เถิน เพราะต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง อันเป็นบ้านเดิมของแม่ ต่อมา ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่…”
“เอาละ หยุด หยุด ยังใช้ไม่ได้ ไปเขียนมาใหม่ สำนวนอย่างกับกำลังประกาศข่าว ผมอยากให้มันมีสีสันกว่านี้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน หนูมาดูผมที่คณะวันพรุ่งนี้ แล้วจะได้เห็นว่าผมทำไร แล้วค่อยเอาไปเขียน”
“หนูต้องไปที่ไหนคะ”
“ที่ตึกหก สำนักงานเลขานุการ พรุ่งนี้สิบโมงเช้านะ”
“ค่ะ”
“หนูทำนี่เสร็จก็เอาไปเขียนสาระนิพนธ์ต่อได้สบาย”
“ค่ะ”
“เอาหละไปได้”

ฉันเดินออกจากห้องเขาอย่างงงๆ เป็นอันว่าวันนี้ฉันได้ซีวีประวัติของเขามา และได้เขียนสรุปย่ออย่างไม่ได้ความ พรุ่งนี้ฉันจะไปดูอาจารย์สอนที่คณะ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าการเป็นคณบดีคณะสถาปัตยกรรมที่มันเป็นยังไง