ก้าวย่างที่ 3 เส้นทางเดินชีวิตของผู้ชายชื่อ..เถิน  

เขียนโดย อรุณทอแสง

“ ในวัยเด็ก..คุณ เคยมีความฝันไหมว่า...เมื่อโตขึ้น คุณอยากจะเป็นอะไร และอยากจะทำอะไร ”

คนเราทุกคนมีความฝันเมื่อวัยเด็ก แต่จะมีเพียงสักกี่คนที่สามารถเดินไปตามเส้นทางความฝันของตัวเองได้สำเร็จ ทุกคนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า เคยมีความฝัน อยากจะทำหรืออยากจะเป็นอะไรสักอย่าง และคุณได้ทำความฝันนั้นสำเร็จไหม หรือว่าทิ้งความฝันทั้งหมดเหล่านั้นไปแล้ว คุณเคยนึกบ้างไหมว่าครั้งนึง..ในวัยเด็กของผู้ชายที่ชื่อว่า..เถิน มีความฝันว่าอย่างไร?

ส่วนตัวฉันเองนั้น เมื่อตอนเด็ก ๆ ก็เคยมีความฝันอยู่สองอย่าง ความฝันอย่างแรกของฉันเกิดจากการที่ฉันได้ขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวครั้งแรกตอนประมาณชั้นประถม 3 หรือชั้นประถม 4 ฉันตื่นเต้นมากเหมือนเด็ก ๆ ที่ได้ของเล่นใหม่ เลยสนใจมองไปทั่วบริเวณรอบ ๆ นั้นมีแต่พี่แอร์สาว ๆ สวย ๆ ทุกคนแต่งหน้าทำผมเนี๊ยบมากเรียกว่าเนี๊ยบตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า คำพูดคำจานั้นหรือก็ไพเราะเพราะพริ้งแถมยังได้ไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ มากมายอย่างมีอิสระ
ทำให้ฉันมีความคิดขึ้นมาทันทีว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพื่อที่จะได้เดินทางไปท่องเที่ยวรอบโลก ได้เปิดหูเปิดตาในสถานที่ใหม่ ๆ

และความฝันของฉันอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนฉันอยู่ประมาณมัธยม 3 เห็นจะได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อากงของฉันป่วยหนักมากต้องอยู่ในห้องไอซียูมีสายอะไรต่อมิอะไรห้อยระโยงระยางเต็มไปหมดและให้อ๊อกซิเจนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความคิดของฉันแวบขึ้นมาอีกว่า อยากจะเป็นหมอหรือพยาบาลเพราะนอกจากจะได้ช่วยรักษาปะป๊าและมะม้า รวมทั้งญาติพี่น้องยามเจ็บป่วยแล้วก็ยังจะได้ช่วยเหลือคนป่วยอื่น ๆ ตามชนบทได้อีกด้วย แต่แล้วความคิดนี้ของฉันก็ได้เลือนหายไปตามกาลเวลาด้วยเหตุผลเพียงเล็กน้อยคือ กลัวเลือด กลัวเข้าขั้นโคม่าเลยทีเดียว -_-;

ต่อมาเมื่อฉันเติบโตขึ้น ถนนชีวิตของฉันก็มีอันต้องหันเหไปทางอื่น ไม่ได้ทำตามความฝันในข้อแรกของตัวเองที่อยากจะเป็นมากที่สุด เพราะในตอนมัธยมต้นเทอมปลายเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือกสายสาขาฉันก็ต้องตัดสินใจเลือกเรียนทางสายวิทย์ ต้องนั่งท่องและจดจำสูตรฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยาจนปวดหัว ด้วยเหตุผลเดียวคือ ปะป๊าอยากให้เรียนเนื่องจากสายวิทย์มีความหลากหลายในการเลือกคณะที่จะใช้เข้าเรียนต่อปริญญาตรี

และพอได้มาเรียนปริญญาตรีจริง ๆ ในตอนแรกก็เรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เรียนได้สักพักก็เริ่มมีความรู้สึกว่าถนนสายนี้ไม่น่าจะใช่เส้นทางของตัวเอง จึงต้องสำรวจตัวเองใหม่ว่าเหมาะสมกับถนนสายไหนมากที่สุด จนได้ข้อสรุปสุดท้ายก็คือ การเลือกเรียนบริหารธุรกิจ ซึ่งคราวนี้ล่ะใช่เลย เพราะฉันมีความสุขในการที่จะเรียนรู้ แล้วพอมาถึงการเรียนปริญญาโทเพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นเหตุจึงทำให้ต้องมาเรียนทางด้านไอทีอีกครั้ง แต่เป็นบริหารธุรกิจสาขาสารสนเทศ ซึ่งหากพูดกันตามตรงถนนชีวิตของฉันก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับความฝันของตัวเองซะเท่าไหร่ เพราะถ้าเป็นความฝันของตัวฉันเองก็คงจะเน้นหนักไปทางด้านของภาษามากกว่า

และคนส่วนใหญ่เมื่อมีความฝัน ถนนที่มุ่งไปสู่ความฝันของแต่ละคนมักจะตรงไปในเส้นทางเดียวกันกับถนนชีวิต แต่เมื่อก้าวเดินมาถึงจุดที่สำคัญของชีวิตทำให้ต้องตัดสินใจก็จะพบกับทางแยก หลายทางให้ได้เลือกกัน บางคนมีสิทธิ์ในการตัดใจเลือกได้ด้วยตัวเองก็จะสามารถทำความฝันได้สำเร็จ แต่บางคนไม่มีสิทธิ์สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ก็เลยทำให้ไม่สามารถที่จะทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จลงได้และต้องลืมความฝันของตัวเองทิ้งไปเลย แต่ก็มีอยู่หลายคนเมื่อก้าวเดินมาถึงเส้นทางชีวิตที่ประสบความสำเร็จแล้วอาจจะย้อนกลับไปทำความฝันของตัวเองในวัยเด็กให้เป็นจริงขึ้นมา


ความฝันนั้นอาจจะมีหลายทางแยกแต่เมื่อจับมารวมกันแล้วก็จะกลายเป็นคน ๆ เดียวกัน บางคนเมื่อเรียนสายวิทย์ก็จะมุ่งหน้าเดินไปตามถนนของเส้นทางที่เกี่ยวข้องคือ อาจจะเลือกเรียนหมอ พยาบาล วิศวะ เทคนิคการแพทย์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ส่วนคนที่เรียนสายศิลป์ก็จะมุ่งหน้าเดินไปตามถนนของเส้นทางที่เกี่ยวข้องคือ อาจจะเป็นด้านของภาษาเพื่อเป็นไกด์ , เป็นแอร์โฮสเตส ฯลฯ บางคนอาจจะเรียนทางด้านสายอาชีพ หรือบางคนอาจจะเรียนอย่างอื่น ไม่อย่างนั้นก็ทำงานเลยตั้งแต่เด็ก


สำหรับตัวเขาเองใครเลยจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งในวัยเด็กเขาเคยมีความฝันว่า อยากจะเป็นกระเป๋ารถเมล์ ด้วยเหตุผลเพียงแค่เพื่อจะได้ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียสตางค์และการทำงานของกระเป๋ารถเมล์ก็ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ซึ่งความฝันของเขาจะแตกต่างจากของคุณแม่ของเขาตรงที่ว่า อยากให้เขาเป็นพนักงานไปรษณีย์ เพื่อจะได้เป็นคนที่เป็นตัวกลางเชื่อมการติดต่อสื่อสารให้กับคนทั่วโลก แต่แล้วความคิดที่ยังเด็กมากนักในตอนนั้น เขาคิดว่าหากจะต้องไปส่งจดหมายตามบ้านต่าง ๆ อาจจะถูกหมาวิ่งไล่เห่าหรือไล่ตามและอาจจะถูกหมากัดด้วยก็เป็นได้ เลยทำให้เขาไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับความฝันของคุณแม่สักเท่าไหร่นัก
เมื่อถึงเวลาสำคัญที่ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินจริง ๆ และเป็นทางสายหลักของชีวิต ถนนชีวิตของเขาจึงถูกกำหนดด้วยความคิดและความต้องการของตัวเองเป็นพื้นฐาน โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเลือกเรียนทางสายวิทย์ แล้วเมื่อต้องตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อปริญญาตรีก็เลือกที่จะเรียนทางด้านสถาปัตย์ด้วยความต้องการที่จะเรียนอะไรก็ได้ที่มีความคิดสร้างสรรค์บวกกับความที่ชอบสเก๊ตช์ภาพ ประกอบกับมีพี่ตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) เป็นต้นแบบ ทำให้ตัวเขาเองได้เข้ามาเรียนอยู่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ภายในรั้วจามจุรี และเมื่อได้เข้าไปเรียนรู้จริงก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะหนักกว่าที่ตัวเขาเองคิดไว้ แต่เขากลับมองให้เป็นเรื่องสนุกและมีความรู้สึกชอบในการเรียนรู้ ทำให้ฉันเห็นด้วยกับคำพูดของเขาที่ว่า

" หากคนเรามีความรู้สึกชอบและสนุก มันจะทำให้เรามีแรงบันดาลใจและมีความสุขกับสิ่งที่เราได้ทำอยู่นั้น แล้วผลที่เราได้รับกลับมาก็คือ ความสำเร็จ "

และก็เหมือนกับฟ้าลิขิตมาแล้วว่า ถนนชีวิตของเขาจะต้องมีทางแยกหลายทางโดยเฉพาะกับถนนเส้นนี้ ถนนสายบันเทิง ระหว่างที่เรียนอยู่ในรั้วจามจุรีเป็นปีที่ 2 ในวันหนึ่งเด็กวัยรุ่นธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตปกติทั่ว ๆ ไปตามประสาวัยรุ่น มีนัดทานข้าวกับเพื่อนบ้าง เดินเล่นแถวสยามบ้าง ก็ได้เดินสวนทางกับแมวมองและถูกชักชวนให้ไปถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบปกหนังสือ แสดงละคร แสดงภาพยนตร์ จนประสบความสำเร็จเริ่มมีชื่อเสียงพร้อมกับที่ต้องเรียนและทำงานไปด้วยพร้อม ๆ กัน

เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว เขาเดินมาถึงทางแยกของชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่และทุกอย่างต้องรอบคอบทำให้ต้องเผชิญกับสภาวะกดดัน ลังเล เสียดายที่ต้องละทิ้งชื่อเสียงที่มี ณ ตอนนั้นไป เพื่อเลือกอนาคตทางการศึกษาแทน และเขาก็เลือกที่จะไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอกที่ต่างประเทศเป็นเวลานานกว่า 5 ปี

และหลังจากที่เขาสำเร็จด็อกเตอร์กลับมาแล้ว ก็มีถนนอีกเส้นทางหนึ่งเกิดขึ้นมาและเป็นถนนสายที่มีความสำคัญมากที่สุดในชีวิตของเขาอีกเช่นกันนั่นก็คือ ถนนสายนักวิชาการ ด้วยความที่เขาเป็นคนที่มีนิสัยไม่ค่อยชอบอยู่กับที่ ไม่ชอบนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศทั้งวัน ทำให้การตัดสินในการเลือกเดินมาที่ถนนสายนี้ เขาก็ต้องมานั่งคิดหนักอีกเช่นกัน แต่ด้วยความที่อยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก ๆ ทำให้เขาตัดสินใจเลือกที่จะเป็นอาจารย์

การตัดสินใจของเขาในครั้งนั้นที่เลือกก้าวเดินมาตามทางถนนสายวิชาการ โดยการเป็นอาจารย์ ทำให้ ณ ตอนนี้ เราได้เห็นภาพของนักวิชาการ อาจารย์ และคณบดี ที่มีความคิดทันสมัย มีศักยภาพในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา แล้วยังเป็นที่รักและเคารพนับถือของบรรดาเพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก
ณ ปัจจุบันนี้ ถนนชีวิตของเขามีหลายทางแยกทั้ง “ ถนนสายสถาปนิก ที่ปรึกษาโครงการต่าง ๆ ถนนสายบันเทิง พิธีกร,นักแสดง,นายแบบโฆษณา และถนนสายนักวิชาการ อาจารย์,คณบดี ”

พูดตามหลักความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่ถนนชีวิตของคนเราแต่ละคนมักจะมีเพียงเส้นทางหลักเพียงสายเดียว ไม่มีความหลากหลายและมักเป็นทางสายตรงแล้วก็จะแสดงถึงความเป็นตัวตนของแต่ละคนได้ แต่เมื่อเอ่ยถึง ชื่อ ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ คนส่วนใหญ่มักจะเห็นภาพของเขาอยู่บนถนนสายนักวิชาการทำงานด้านวิจัยค้นคว้าและหมกมุ่นกับตำราการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว หากเขาไม่เอ่ยปากบอกออกมาว่านอกจากถนนเส้นนี้แล้วเขายังมีถนนสายสถาปนิกและถนนสายบันเทิงอีก หลายคนก็มักจะไม่รู้หรือหากรู้ก็จะเกิดความคิดที่คาดไม่ถึงเสมอเพราะความคิดของคนส่วนใหญ่จะคิดกันว่าด้วยดีกรีและตำแหน่งของเขาต้องเป็นนักวิชาการแล้วอาจจะมีความคิดด้วยว่าความเป็นตัวตนของเขาไม่เหมาะสมกับถนนสายบันเทิง แต่อาจจะมีคนอีกบางส่วนที่เห็นภาพของเขาอยู่บนถนนสายบันเทิงก็คิดว่าจะต้องทำงานบนถนนเส้นนี้เพียงสายเดียวพอรู้ว่าเขาอยู่บนถนนสายนักวิชาการก็อาจจะคิดว่าไม่เหมาะสมก็เป็นได้

โดยส่วนตัวของฉันเองตอนที่ได้ยินชื่อและตำแหน่งของเขาในตอนแรก ก็เป็นเหมือนกับหลายคนที่คิดว่าถนนชีวิตของเขาน่าจะมีเพียงถนนสายนักวิชาการอย่างเดียวโดยที่ไม่มีถนนสายอื่นๆ เลยแต่พอหลังจากที่ฉันเริ่มรับรู้เรื่องของเขามากขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกตะลึงไปเหมือนกันและก็มีความคิดเกิดขึ้นว่า

“ เขาจะทำได้ดีไหม ? ในเมื่อฉันเคยเห็นคนรอบข้างทำอะไรหลายอย่างพร้อม ๆ กันแล้วมักจะทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ”

เมื่อมาเขียนอีเมล์คุยกันมากขึ้นฉันถึงได้รู้ว่า “งานของเขาทุกชิ้นในถนนทุกสายเขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ดีมากและประสบผลสำเร็จในงานทุก ๆ ชิ้น”

คนในสังคมบางส่วนอาจจะใช้สายตามองแล้วเห็นว่า ตัวตนของเขาอาจจะเหมาะสมกับภาพความเป็นนักวิชาการและเมื่ออยู่บนถนนสายวิชาการหรือถนนสายสถาปนิกก็มักจะไม่มีความแปลกแตกต่างเป็นภาพที่ดูไม่ขัดแย้ง แต่ถ้าหากเราพลิกภาพนักวิชาการไปอยู่บนถนนสายบันเทิงตัวตนของเขาอาจจะเกิดความไม่เหมาะสมก็เป็นได้ และคนในสังคมอีกส่วนหนึ่งอาจจะใช้สายตามองแล้วเห็นเป็นภาพที่มีความขัดแย้งมีความแปลกแตกต่างกับตัวตนอย่างชัดเจน

ส่วนตัวฉันและคนอีกหลาย ๆ คนจำนวนหนึ่ง คงเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า

“ คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สามารถมีความฝันและมีถนนชีวิตได้หลาก หลายเส้นทาง อยู่ที่ตัวเราเองจะกำหนดว่าให้เป็นแบบไหน เดินไปในทิศทางใด แล้วในการที่เราลงมือทำตามความฝันหรือเดินไปตามถนนชีวิตเราก็ควรจะต้องทำมันด้วยหัวใจและความสุขโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนของเราไป และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นคนดี คิดดี ทำดี พูดดี และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็เพียงพอแล้ว ”

แล้วจุดนี้เป็นสิ่งทำให้ฉันรับรู้ได้อีกว่า หากให้เขาไปยืนที่หน้ากระจกและให้มองเข้าไปที่กระจกจะพบว่าเงาจากกระจกสะท้อนภาพออกมาให้เห็นเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างผอมสูง ผิวขาว ตาโต จมูกโด่ง มีแผลเป็นข้างแก้มขวาและมีไฝข้างแก้มซ้าย ใบหน้ามีความสว่างสดใส แล้วเมื่อมองในกระจกมือซ้ายและมือขวาอาจจะไม่ตรงกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพียงแค่ภาพจากกระจกเงาที่เห็นสะท้อนเงาออกมานั้นก็แค่สะท้อนให้เห็นได้แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก หากแต่ก็ไม่ได้สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเขาออกมาได้ทั้งหมด

นั่นก็เป็นเพียงภาพภายนอกที่เราสามารถพบเห็นเขาโดยทั่ว ๆ ไปได้ในจอโทรทัศน์ ซึ่งเขาจะมีแต่ความสดใสร่าเริง เฮฮา สนุกสนาน รื่นเริง คุยเก่ง ชอบพบปะสังสรรค์ มีความเข้าใจคนรอบข้าง แลดูเป็นคนใจเย็นและเข้มแข็ง แต่ภาพที่พบเห็นเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดและหากมองลึกลงไปจะเห็นว่าตัวตนจริง ๆ ของเขาที่คนในครอบครัวหรือคนที่สนิทสนมกับเขาสัมผัสได้ คือ เขาชอบอยู่คนเดียว นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ มีเหตุผลและหลักการในการใช้ชีวิตและอยากให้คนรอบข้างเป็นเหมือนกับเขาสักครึ่งหนึ่ง มีลักษณะเงียบขรึมไม่ค่อยพูดและสมองจะใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลาคล้ายกับคนมีอะไรอยู่ในใจมองแล้วดูเหมือนเป็นคนนิ่ง ๆ หยิ่ง ๆ คนรอบข้างที่อยู่ด้วยอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่พอใจหรือไม่พอใจหรือเปล่า สายตามักจะทอดยาวไกลมองสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ใจร้อน มีจิตใจที่ค่อนข้างอ่อนไหวง่ายเหมือนแก้วบาง ๆ ที่สามารถแตกร้าวได้ตลอดเวลา อยากมีใครสักคนหนึ่งในชีวิตที่มีความเข้าใจในตัวเขารวมถึงมีความพิถีพิถันในการทำงานและการดำรงชีวิต

ถึงตอนนี้ฉันก็สังเกตุเห็นแล้วว่าตัวตนของเขาในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนของความฝันในวัยเด็กนั่นเองคือ การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ถนนทุกสายของเขาทุกเส้นทางนั้นทำให้เขาได้ท่องเที่ยวพร้อม ๆ กับทำงานและได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามสถานที่ต่าง ๆไปด้วย ซึ่งถือได้เขาก็ได้ทำตามความฝันของตัวเองได้ครบถ้วนแล้วเหมือนกัน เมื่อคนเราได้เป็นอย่างที่ฝันแล้วก็จะถึงจุดอิ่มตัวและถือว่าชีวิตนี้เพียงพอมีความสุขแล้ว

ดังนั้นในทุก ๆ ความฝันของเรา เมื่อมีโอกาสและจังหวะเวลามาถึงความฝันนั้นคงไม่ไกลเกินเอื้อมที่เราจะพยายามคว้ามันมาทำให้เป็นความจริง บางคนอาจจะมีความฝันอีกอย่างแต่ครอบครัวต้องการให้เป็นอีกอย่างแต่เขาก็สามารถเดินบนถนนของชีวิตได้ในหลายทางหลายแยกพร้อมกันได้โดยไม่ทิ้งความฝันของตัวเอง เหมือนกับที่เขาผู้ชายชื่อ...เถินคนนี้ทำได้ แม้ถนนชีวิตของเขาจะไม่ค่อยจะตรงกับความฝันในวัยเด็กมากนักแต่เขาก็สามารถทำให้มีถนนสายอื่น ๆ เกิดขึ้นได้หลากหลายเส้นทางหลายแยก ด้วยความมุ่งมั่น มีความสนุกและความสุขในการทำงาน เขาถึงประสบผลสำเร็จในถนนทุก ๆ สายของชีวิต

ช่วงเวลานี้ฉันเข้าใจความเป็นตัวตนของเขาว่าแท้จริงแล้วเขาคือใคร ? หากเปรียบชีวิตของเขาเป็นสรรพสิ่งในธรรมชาติ ก็อาจเปรียบได้หลายอย่าง เช่น

การดำเนินชีวิตของเขาเปรียบเหมือนสายลมและท้องฟ้า

สายลม เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่างและจับต้องไม่ได้ สามารถแทรกซึมเข้าไปได้ทุกที่ทุกเวลาไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่มีความเป็นอิสระ แล้วสายลมก็ยังมีหลายชนิด ลมอ่อน ๆ ลมพายุ ลมหนาว สายลมสามารถทำให้เรารู้สึกและสัมผัสได้ทางจมูก แต่สายลมนั้นก็ไม่เคยทิ้งความเป็นตัวตนของตนเองไว้

ท้องฟ้า เป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ มีขนาดใหญ่กว้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สีของฟ้าเหมือนกับความสดใสร่าเริง

อารมณ์ของเขาก็เปรียบได้กับภูเขา

ภูเขา ต้องประกอบด้วยดิน ทำให้ภายนอกมองดูมีความหนักแน่น แข็งแกร่งสามารถต้านทานต่อสายลมและแรงปะทะจากทุกสิ่งได้ เหมือนกับอารมณ์ของเขาเปรียบเหมือนธาตุดินสามารถแปรเปลี่ยนได้ตามปัจจัย สาเหตุและเงื่อนไขของสิ่งรอบข้าง

ความคิดและการทำงานของเขาเปรียบเสมือนทะเลและดวงอาทิตย์

ทะเล จะต้องประกอบด้วยคลื่น สายลม และน้ำ เมื่อเรายืนอยู่บนหาดทรายมองแล้วใช้สายตามองออกไปจะเห็นแต่น้ำทะลหาชายฝั่งไม่เจอ และมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในทุก ๆ นาทีเหมือนกับความคิดของเขาเวลาทำงาน ยามที่เกิดลมพายุมีคลื่นทะเลก็จะมีการเคลื่อนไหวมีความตื่นเต้นรุนแรง ยามที่พายุสงบก็จะนิ่งเงียบไม่มีการเคลื่อนไหวเหมือนกับมีบางสิ่งซ่อนตัวอยู่รอเวลาที่จะเกิดลม

ดวงอาทิตย์ ให้ความอบอุ่น ร้อนแรง เป็นแสงสว่างของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เหมือนกับการทำงานของเขาเป็นผู้จุดประกายและความสว่างให้กับผู้คนที่รายล้อมอยู่

และการที่เราจะเข้าใกล้คนที่เปรียบเสมือนกับธรรมชาติต่าง ๆ เราต้องรู้จักธรรมชาติเหล่านั้นให้ดีแล้วก็จะทำให้สามารถเข้าใกล้และรู้จักตัวตนของเขาได้ ทั้งหมดนี่แหละคือ ผู้ชาย...ชื่อเถิน ผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนโลกใบนี้ซึ่งไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับทุกภาพที่เขาได้รับมา

This entry was posted on วันอังคาร, มกราคม 20, 2552 and is filed under . You can leave a response and follow any responses to this entry through the สมัครสมาชิก: ส่งความคิดเห็น (Atom) .

3 ความคิดเห็น

ไม่ระบุชื่อ  

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆคับ

ไม่ระบุชื่อ  

ขอบคุณมาก ๆ นะครับ

ไม่ระบุชื่อ  

ขอบคุณนะค่ะ