
ก้าวย่างที่ 2.3 สวมหมวก...อาจารย์เถิน
ก้าวย่างแต่ละก้าวของเขาที่ผ่านมา คุณคงพอจะมองเห็นภาพบทบาทที่เขาได้รับอย่างชัดเจนในหลาย ๆ บทบาททั้งสถาปนิก , นักแสดงและพิธีกร แต่เมื่ออ่านมาถึงก้าวย่างที่ 2.3 หากให้คุณนึกถึงผู้ชายชื่อ...เถินในภาพของการเป็นอาจารย์ คุณพอจะนึกถึงภาพของเขา...อาจารย์เถินออกมาได้ไหมว่ามีลักษณะและสไตล์การสอนเป็นอย่างไร เช่น มีมาดดุ , เนี๊ยบ , ขี้เล่น , อ่อนโยน , สุขุม , ใจดี ฯลฯ ใช่ภาพเหล่านี้หรือเปล่า?
แต่สำหรับตัวฉันขอสารภาพตามตรงเลยว่า แวบแรกของการนึกถึงเขาในภาพของการเป็น " อาจารย์เถิน " ฉันมีภาพเกิดขึ้นในใจว่า เขาเป็นอาจารย์ที่ดูดุ น่าเกรงขาม เคร่งเครียด ขรึม นิ่งเฉย เด็ก ๆ ไม่กล้าที่จะเข้าหาและไม่มีความยืดหยุ่น สั่งงานเยอะตัดเกรดสูงและออกข้อสอบโหดมากถึงมากที่สุด แต่เมื่อพอได้คุยกับเขาแล้วและฉันถามถึงภาพการเป็นอาจารย์ของเขา เขาก็ได้บอกเล่าเรื่องราวและประสบการณ์การเป็นอาจารย์ของเขาให้ฉันได้รู้ หลังจากที่ฉันรู้ก็ได้แต่นั่งหัวเราะตัวเอง ว่าอะไรหนอเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันวาดภาพความเป็นอาจารย์ของเขาได้ซะขนาดนั้น (555) เพราะภาพการเป็นอาจารย์เถินจากคำบอกเล่าของเขาตรงกันข้ามกับภาพความคิดของฉันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ และภาพการเป็นอาจารย์ของเขาในความคิดของฉันก็เปลี่ยนไปด้วย
"การเป็นอาจารย์ สำหรับพี่ ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นธนาคารความรู้ที่เบิกมาใช้นะ"
ทำให้ฉันหลับตาลงจินตนาการและเห็นภาพของเขาในการสวมบทบาทของการเป็นอาจารย์ และจากประโยคนี้ของเขาทำให้ฉันรู้สึกว่า สำหรับตัวเขานั้นคำว่า " อาจารย์ " ไม่ได้หมายถึง การเป็นผู้สอนบรรยายอยู่หน้าชั้นเรียน โดยการนำความรู้จากตำราหรือสิ่งที่เขาได้ร่ำเรียนมาสอนแต่เพียงอย่างเดียว หากเขายังต้องแสวงหาความรู้รอบตัวที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่งเข้าสู่ตัวเองอยู่เสมอ และนำเอาความรู้รอบตัวต่าง ๆ ที่เขาได้เรียนรู้นั้นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เขาเปรียบให้ตัวเองเป็นเหมือนกับธนาคาร เป็นสถานที่เก็บสะสมเงินที่เราฝากเข้าไปแล้วก็ถอนออกมาใช้ ถ้าหากเราถอนเงินออกมาใช้ทุกวันโดยไม่มีการฝากเพิ่มเติม เงินที่เราฝากไว้ก็อาจจะมีวันหมดได้ ซึ่งก็เหมือนกับความรู้ที่มีการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในแต่ละวัน หากเราหยุดอยู่กับที่ด้วยความรู้เดิม ๆ และไม่มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนถึงวันหนึ่งความรู้ที่เรามีก็จะเป็นความรู้ที่ไม่มีการพัฒนา และเราจะก้าวตามโลก ตามสังคมไม่ทัน เพราะความรู้ของเราตามไม่ทันกับสังคมเสียแล้ว

นอกจากจะได้รู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดแล้ว การปรับตัวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งไม่น้อยไปกว่าการเรียนรู้เลย เขาเขียนเล่าให้ฉันฟังถึงการปรับตัวรวมไปถึงสไตล์การสอนของเขาว่า "เราต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เราก้าวตามโลกให้ทัน โดยการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน เช่น ใช้สื่ออย่างภาพยนตร์ มิวสิควีดีโอ มาประกอบการสอน เพื่อให้แนวคิดและหลักการสอนกับเด็ก ๆ นักศึกษาให้เข้าใจถึงปรัชญาการดำรงชีวิต การอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน การยอมรับความเป็นตัวตนระหว่างกัน และสร้างสมดุลทางความคิดที่ว่า การมีความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกันนั้นก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ การสอนจึงมักจะไม่เน้นไปที่หลักวิชาการจากตำราเรียนมากนัก แต่เน้นแนวทางการลงมือปฏิบัติ มีการเปลี่ยนสไตล์การสอนแบบเดิม ๆ ที่เป็นการบรรยายแบบจดเลคเชอร์มาเป็นสไตล์การสอนแบบทอล์คโชว์ เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกสนุกและอยากมีส่วนร่วมในการเรียนและกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากยิ่งขึ้น " ดังนั้นภาพที่ฉันเห็นก็คือเขามีลักษณะของความเป็นพี่ชาย มีความเป็นกันเอง สบาย ๆ พูดคุย พูดเล่นได้กับทุกคน ทำให้เด็กมีความกระตือรือร้น ใส่ใจและเอาใจใส่กับงานที่ได้รับมอบหมายรวมถึงการให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน
และเขายังเพิ่มเติมเข้ามาอีกว่า ยุคสมัยและกาลเวลาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หน้าต่างทางความคิดของเด็กในสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันแตกต่างกัน สมัยก่อนหน้าต่างทางความคิดยังไม่เปิดกว้างมากนัก ทำให้มีช่องว่างระหว่างเพื่อน หรืออาจารย์ เด็ก ๆ จึงไม่กล้าที่จะพูดหรือแสดงออกมากนัก บางคนอาจจะเขินอายหรือกลัวเพื่อนล้อ หรือกลัวว่าคำตอบของตนเองจะไม่ตรงกับความคิดของอาจารย์แล้วคำตอบนั้นมันจะเป็นคำตอบที่ผิด บางคนอาจกลัวว่าเมื่อพูดออกมาแล้วสำเนียงจะออกเป็นภาษาท้องถิ่น ซึ่งตัวเขาในวัยเด็กนั้นก็เป็นยุคสมัยที่หน้าต่างทางความคิดยังไม่เปิดกว้าง เพราะความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเลยทำให้ไม่กล้าพูด และกลัวว่าหากพูดออกมาแล้วจะออกเสียงไม่ชัดเจนเพราะติดสำเนียงภาษาถิ่นทางภาคเหนือ แต่ ณ ปัจจุบันในยุคของโลกดิจิตอลทำให้หน้าต่างทางความคิดเปิดกว้างมากขึ้น เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ทำให้ช่องว่างระหว่างเพื่อนและอาจารย์ลดน้อยลง อาจจะเรียกว่าแทบไม่มีช่องว่างเลยก็เป็นไปได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กกล้าพูด กล้าแสดงออก และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองเพื่อจะสะท้อนความคิดความเป็นตัวตนของตัวเองออกมามากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้แล้ว เขายังมีมุมมองเกี่ยวกับงานด้านการออกแบบอีกว่า
"เรื่องการออกแบบน่าสนใจมาก เป็นศาสตร์ที่ผสมระหว่างวิทยาศาสตร์กับศิลปะ การออกแบบต้องสร้างสมดุลระหว่างจินตนาการกับโลกความเป็นจริง"
ตรงนี้เองทำให้อาการความอยากรู้อยากเห็นของฉันเกิดขึ้นมาทันทีว่า " คนเราสามารถใช้ความเป็นวิทยาศาสตร์และความเป็นศิลปะ ทั้งสองสิ่งนี้มาผสมผสานกัน และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้หรือไม่ "
สำหรับฉัน วิทยาศาสตร์ จะมีมุมมอง มีความคิดที่เป็นระบบ มีระเบียบและแบบแผน มีขั้นตอนในการทำงานที่เป็นเหตุและเป็นผล มองโลกตามความเป็นจริง และทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ ส่วนศิลปะนั้น จะมีมุมมองในเชิง การใช้อารมณ์และความรู้สึกเอามาเป็นที่ตั้ง มีจิตนาการเป็นของตัวเอง บางมุมอาจจะใช้ความเชื่อมั่นของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ที่พูดมาก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้เสมอไป บางเวลาในความเป็นวิทยาศาสตร์ก็อาจจะมีมุมมองของความเป็นศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และก็เช่นเดียวกันกับความเป็นศิลปะเองบางครั้งก็อาจจะมีแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมด้วยก็เป็นได้
และจากคำบอกเล่าของเขาก็เหมือนจะยืนยันว่าความเข้าใจของฉันนั้นมันถูกต้อง เขาเล่าว่า " ในความเป็นจริงเด็กสถาปัตย์นั้นจะมีศาสตร์สองอย่างในตัวที่เท่า ๆ กัน คือเหตุผลและอารมณ์รักศิลปะ จนบางครั้งทำให้ทำงานเสร็จไม่ทันกำหนดเวลา เพราะว่ากว่าจะเริ่มลงมือทำงานส่งได้ก็ต้องรอให้เป็นเวลากลางดึก ซึ่งเป็นเวลาที่คนปกติทั่วไปเริ่มพักผ่อน และผลงานที่ทำออกมาจึงมักจะเรียกกันว่า " งานเผา " ซึ่งมีความหมายถึงงานที่ทำขึ้นมาอย่างเร่งรีบเพื่อให้ส่งทันตามกำหนดเวลา ไม่มีความบรรจงหรือพิถีพิถัน"
ในจุดนี้ฉันคิดว่าไม่ได้เป็นแต่เฉพาะกับเด็กสถาปัตย์เท่านั้นหรอก เด็กคณะอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ก็เป็นกัน อย่างเช่นเวลาอ่านหนังสือ หรืออาจารย์ให้โปรเจกต์มา ถ้าไม่ใกล้วันสอบหรือวันส่งงานก็จะไม่ลงมืออ่านหนังสือหรือทำงานส่งกัน และจากประสบการณ์ในสมัยเรียนปริญญาตรีเพื่อนสนิทของฉันเองก็เป็นแบบนี้ ถ้าไม่ใกล้สอบก็จะไม่ยอมอ่านหนังสือ หรือถ้าอาจารย์ให้งานโปรเจกต์มาก็จะไม่ทำ เอาแต่เที่ยวและเทคแคร์สาว ๆ พออีกวันจะถึงวันสอบหรือวันส่งงานก็เพิ่งจะมานั่งอ่านหนังสือ หรือไม่ก็ปั่นงานส่ง ในช่วงเวลากลางวันก็ไม่ทำงานบอกว่าแสงแดดมันจ้าไปทำให้คิดอะไรไม่ออก ต้องรอเวลาให้ถึงกลางคืนแล้วค่อยอ่านและทำงานส่งแบบไม่หลับไม่นอน ตอนเช้ามาสอบหรือมาพรีเซ็นต์งานก็เลยมีสภาพเหมือนซอมบี้ เป็นซากศพเคลื่อนที่ เกิดอาการมึน ๆ งง ๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง เนื่องด้วยไม่ได้นอนมาทั้งคืน เพราะมัวแต่อ่านหนังสือหรือทำงานส่ง ทำให้ทำข้อสอบหรือตอบคำถามอาจารย์ไม่ค่อยได้
ดังนั้นวิธีการที่เขาจะสอนเด็กให้รู้จักการเรียนรู้ ก็คือการนำเอาหลักของความเป็นวิทยาศาสตร์เข้ามาผสมผสานกับหลักการของศิลปะ ใช้วิธีการสังเกตและจัดระดับของเด็กว่าอยู่ในระดับใด หากเป็นพวกที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวสูงก็ใส่จินตนาการลงไปในความคิด หรือถ้าหากเป็นพวกที่มีความเป็นศิลปะในตัวเองสูงก็จะต้องหาวิธีการดึงเขาให้กลับเข้ามาสู่โลกของความเป็นจริงทำให้เขายอมรับความเป็นตัวของตัวเองได้ ซึ่งการวางรากฐานทางความคิดให้กับเด็กนั้น จะทำให้เขาได้เข้าใจถึงปรัชญาการดำรงชีวิต ทำให้บัณฑิตที่จบไปสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ต่าง ๆ ไปใช้ในการพัฒนาความรู้ในชีวิต ประจำวันได้ และการที่เราปลูกฝังแนวความคิดให้กับเด็ก สอนให้รู้จักคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น จึงเป็นแนวทางการสอนที่ดีมาก เพราะเด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ที่จะเจริญเติบโตไปในอนาคตวันข้างหน้า ก็เปรียบได้เหมือนกับการที่เราจะปลูกต้นไม้สักต้นลงพื้นดิน ฉันจึงขอเปรียบแนวความคิดของเขาว่าเป็นการปลูกต้นสัก เพราะต้นสักเป็นต้นไม้ที่เติบโตช้าแต่เมื่อเติบใหญ่แล้วจะให้ร่มเงา มีความแข็งแรงคงทน ไม่อ่อนไหว อ่อนแอ และสามารถปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมได้

ทั้งหมดนี้ คือ ผู้ชายชื่อ..เถิน ผู้ซึ่งมีความเป็นวิทยาศาสตร์และความเป็นศิลปะที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ทำให้เวลาเขาสวมหมวกใบที่ชื่อว่า...อาจารย์เถิน เขาจึงมีแนวความคิดที่แตกต่างจากกรอบเดิม คือ การนำเอาความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวตนของแต่ละคนดึงออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ ทำให้งานทุกด้านที่เขาลงมือทำประสบความสำเร็จ สามารถมองภาพของการทำงานและวางแผนงานสำหรับอนาคตข้างหน้าได้อย่างชัดเจน ทำให้เขามีแนวความคิดในการทำงานและแบ่งกลุ่มคนในการทำงานซึ่งจะประกอบด้วย
กลุ่มอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง หากเป็นสิ่งที่คุ้นเคยจะสามารถทำออกมาได้ดี ไม่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ต่อมากลุ่มประยุกต์ ไม่ชอบแสดงความคิดเห็น ไม่ต่อต้าน พร้อมที่จะสนับสนุน รอดูกระแสว่าจะเป็นไปในทิศทางใด สุดท้ายกลุ่มหัวสร้างสรรค์ ไม่ชอบทำตามคนอื่นสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ รับไม่ได้กับการที่ต้องทำงานซ้ำๆ เดิมๆ
ทำให้ฉันคิดว่าในการทำงานทุก ๆ ที่นั้น หากจะประสบผลสำเร็จได้ เราต้องใช้กลุ่มคนที่มีอยู่ทั้งหมดเหล่านี้หล่อหลอมรวมกันเข้าไว้ จะขาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปไม่ได้ เพราะทุกกลุ่มต่างก็มีข้อดี ข้อเสียที่มาช่วยเกื้อหนุนกันและกัน ทำให้การทำงานก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้โดยง่าย และหากว่าสังคมไทยเป็นแบบนี้ได้สักครึ่งหนึ่ง พวกเราทุกคนในประเทศคงจะมีความสุขกันมากกว่านี้
แล้วท่านอาจารย์เถินของพวกเราจะทราบไหมน๊าว่า มุมมองของท่านที่มีทั้งหมดนี้ ที่ท่านมองเด็ก สถาปัตย์ออกมานั้น มันได้สะท้อนภาพความเป็นตัวตนของท่านอาจารย์ออกมาด้วยอย่างชัดเจนว่าครั้งหนึ่งท่านก็เคยเป็นเหมือนเด็กเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
มาถึง ณ ตอนนี้ฉันก็ได้รับรู้เรื่องราวของผู้ชายชื่อ...เถิน เรียกได้ว่าเกือบจะทุกแง่มุมในหมวกหลากหลายใบที่เขาสวมอยู่ เริ่มรู้จักและเข้าใจความเป็นตัวตนของเขาขึ้นมากกว่าแต่ก่อนที่ไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวของเขาเลย
*** PS. นับตั้งแต่ลงมือเขียนงานมาเกือบจะ 2 เดือน ก้าวย่างที่ 2.3 สวมหมวก...อาจารย์เถิน เป็นก้าวย่างที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพี่เถินออกมาค่อนข้างยากมาก ดังนั้นฉันขอยกความดีต่าง ๆ ให้กับพี่เถินทั้งหมด และเหล่าบรรดาที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พี่นี(Bookmark) , พี่ปุ้ย(ฌามิวอาห์) , พี่น้องแก๊งค์ 4 เฮงทุกคนนำทีมโดย เจ๊ใหญ่(เจ๊ดาว) , น้องกลาง(เจ้าหนูหนิง) , น้องเล็ก(เจ้าหนูอีฟ) , น้องน้อย(เจ้าหนูอ้อน) , น้องนุชสุดท้อง(เจ้าหนูเกตุ) หากขาดที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เหล่านี้ไปสักคนหนึ่งก้าวย่างที่ 2.3 ก็ไม่สามารถจะเขียนสำเร็จเสร็จสิ้นออกมาได้
รวมถึงนามปากกาใหม่ ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ฉันทำโทษเจ้าปู(เพื่อนรัก) และพี่วุฒิ(พี่ชายที่แสนดี) ที่รู้เรื่องบางเรื่องแล้วไม่ยอมเอ่ยปากบอกกับฉัน คือ นามปากกาเดิม " ทรายริมทะเล " ทั้งสองคนลงความเห็นว่าชื่อ ทรายริมทะเลเป็นอารมณ์ของคนที่มีอาการเศร้า เหงา รอคอยเหมือนกับการที่เราฟังเพลงช้า ๆ ซึ้ง ๆ คล้ายกับอาการของคนอกหัก ซึ่งมันตรงกันข้ามกับตัวตนของฉันเลย ทำให้ทั้งสองคนต้องร่วมมือกันผนึกกำลังภายในทางความคิด กลั่นกรองนามปากกาใหม่ออกมาให้ฉันจนได้ชื่อว่า " อรุณทอแสง " หมายถึง พระอาทิตย์ขึ้นสาดแสงส่องยามเช้าและความสว่าง สดใส ร่าเริง มีความสุขสนุกสนาน ความหมายของชื่อนี้ใกล้เคียงกับชื่อจริงของฉันด้วย แล้วก็เข้ากับความเป็นตัวตนของฉันมากที่สุด และพี่เถินยังให้ความเห็นเกี่ยวกับชื่อนี้ไว้ด้วยว่า " อรุณทอแสงโดนมากพี่ว่านอกจากตรงกับชื่อหนูแล้วยังเป็นเหมือนคนที่กำลังให้แสงสว่างกับคนอื่น ๆ ได้ด้วย เหมือนกับงานเขียนก็เป็นการให้ความกระจ่างกับผู้อ่านได้ "
ขอบคุณมาก ๆ ค๊า
แล้วก้าวย่างที่ 2.3 นี้ หนูขอมอบให้พี่เถินและผู้อ่านเป็นของขวัญปีใหม่ 2552 นะคะ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักด์สิทธิ์ทั่วสากลกาลนี้ จงดลบันดาลให้พี่เถินและครอบครัวตลอดจนผู้อ่านมีความสุข สดใส สุขภาพร่างกายแข็งแรง แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง พบเจอแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิตตลอดไปค๊า ^_^
และเนื่องในโอกาสพิเศษใกล้จะถึงวันขึ้นปีใหม่ฉันมีก้าวย่างพิเศษ <1> มามอบให้ติดตามอ่านกันต่อจากก้าวย่างที่ 2.3 นะคะ
2 ความคิดเห็น