ก้าวย่างที่ 5 MSN Dr. Narupon  

เขียนโดย อรุณทอแสง

คุณ ๆ ขา..ขา คุณเคยเกิดอาการแบบนี้ขึ้นกับตัวคุณในเวลาเดียวกันรึเปล่า ดีใจ , ตื่นเต้น , เครียด , มึนงง แล้วก้ออีกสารพัดอาการ ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยมีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นมาแล้ว ในความเป็นจริงหากว่าคนที่คุณชื่นชมเขาอยู่มองเขาเป็นไอดอล ดูห่างไกลเกินกว่าที่จะทำความรู้จักได้ แต่อยู่มาวันหนึ่งคุณได้คุยกับเขา เท่านั้นยังไม่พอเหมือนสวรรค์เล่นตลก เมื่อเขายื่นงานมาให้คุณทำหนึ่งชิ้นโดยงานชิ้นนั้นเป็นงานเขียนซึ่งคุณไม่ถนัดและไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้มาให้คุณลองเขียน โดยให้เขียนเรื่องราวของเขาในมุมมองของตัวคุณเอง คุณจะทำยังไงและจะเป็นเหมือนฉันรึเปล่า แล้วเหตุการณ์ก็มันมีอยู่ว่า


ช่วงบ่ายวันเสาร์กลางเดือนตุลาคม 2551 ฉันมีนัดกับปะป๊าและน้องสาวเพื่อไปตะลุยช็อปปิ้งหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ แล้วก็นัดกับพี่ ๆ น้อง ๆ นักเขียนของเว็บแจ่มใส และเจ้าหนูเกตุ เพื่อมาเจอกันและเอาของให้ปรากฏว่าเมื่อไปถึงที่งานก็เจอพี่ ๆ น้อง ๆ นักเขียนบางคน ส่วนเจ้าหนูเกตุกลับหนีฉันกลับบ้านก่อนซะนี่ได้แต่ฝากของเอาไว้กับพี่อีกคนหนึ่งโดยที่ไม่ยอมรอเจอตัวกันก่อน มันน่างอนดีไหมเนี่ย?

ในวันนั้นฉันใช้เวลาเดินดูและซื้อหนังสืออยู่ในงานประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงจนหมดแรงและกลับมาถึงบ้านประมาณสองทุ่มกว่า หลังจากทำกิจวัตรประจำวันเสร็จเรียบร้อยก็เกือบจะสามทุ่มครึ่ง เลยมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานและต่อเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อเช็ค – ตอบ อีเมล์และเข้าไฮไฟว์ ระหว่างนั้นมือของฉันเผลอไปกดโดนตัวออนไลน์ของเอ็มเอสเอ็นเข้า ตอนแรกฉันกะว่าจะกดปิดด้วยซ้ำ เผอิญหน้าต่างเอ็มเอสเอ็นเด้งขึ้นมาเสียก่อน ฉันก็สงสัยว่า “ เอ..วันนี้เป็นไรน้าเข้าได้ไม่ถึง 2 นาทีด้วยซ้ำแถมไม่มีอาการเกเรอีกต่างหาก ” >.,<

หากใครที่เป็นสมาชิกอีเมล์ฮอทเมล์คงจะต้องรู้จักโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นกันเป็นอย่างดี สำหรับฉันเอ็มเอสเอ็นเป็นตัวกำเนิดของจุดเริ่มต้นอะไรหลายอย่างทั้งคำว่า มิตรภาพ , ความสนิทสนม ตามปกติแล้วเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านมักจะมีปัญหามากในการออนไลน์เอ็มเอสเอ็นเข้ายากและบางทีพอเข้าได้ก็มักจะเกเรอยู่บ่อย ๆ แต่ครั้งนี้คงเป็นเพราะคำว่าโอกาสล่ะมั้งเลยทำให้เข้าได้ง่าย

เมื่อเข้าได้แล้วก็นั่งกดคลิกเมาส์ดูว่ามีใครออนไลน์อยู่บ้าง ความที่ไม่ได้ออนไลน์เอ็มเอสเอ็นมานานหลายเดือนทำให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ เข้ามาทักทายกันเยอะมาก เผอิญว่าสายตาฉันเหลือบไปเห็นคำว่า Dr.Narupon มีสัญลักษณ์เป็นตัวสีเขียวออนไลน์อยู่ด้วย ก็นึกในใจว่า “ เอ..วันนี้เกิดไรขึ้นน้อปกติไม่ค่อยจะเห็นเขาออนไลน์เอ็มเอสเอ็นเท่าไรเลย ตั้งแต่ได้อีเมล์มาไม่เคยเห็นออนไลน์ซะที หากว่าทักทายแล้วเขาจะคุยและจำฉันได้ไหมน๊า ”

ถึงตัวจะห่างไกล แต่หัวใจเราเชื่อมถึงกันเสมอ says:
หวัดดีค่าพี่เถิน

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
บายดีนะคะ

Dr.Narupon says:
ใครคับ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
นู๋..เองค่า

Dr.Narupon says:
วันหยุดไม่ไปไหนเหรอ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
เพิ่งกลับมาจากงานสัปดาห์หนังสือค่า

Dr.Narupon says:
พรุ่งนี้พี่ก้อจะไปเหมือนกัน ไปให้สัมภาษณ์

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
หว้า...เสียดายจังอดเจอเลย

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
จริง ๆ ตอนแรกกะว่าจะไปพรุ่งนี้เหมือนกันแต่ว่าพี่ ๆ น้อง ๆ ทั้งนักเขียน , แฟนคลับเค้ามาและนัดเจอกันวันนี้ทั้งหมดเลยต้องไป เพราะนู๋ต้องเอาของไปให้เค้าด้วย แต่ปรากฏว่าไปถึงไม่เจอใครเลย น้องที่เป็นแฟนคลับด้วยกันฝากของไว้กับพี่นักเขียนแล้วตัวเค้าก้อหนีกลับไปก่อนไม่ยอมอยู่เจอเรา

Dr.Narupon says:
พี่ไปแป๊บเดียวเอง ให้สัมภาษณ์แล้วก้อกลับ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
อืมม...ค่า แล้วหนังสือชื่อว่าไรคะ

Dr.Narupon says:
ผู้ชายหลายบทบาท

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
หนังสือออกเมื่อไหร่บอกด้วยนะคะ จะไปตามหามาอ่านค่า

Dr.Narupon says:
ยังไม่เสร็จ เพิ่งเขียนไปได้นิดเดียวเอง

Dr.Narupon says:
อายจัง เวลาพูดถึงเรื่องของตัวเอง

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
อายทำไมคะ..นู๋เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของพี่ รู้สึกดีมากค่ะพี่เป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงานให้กับคนอีกหลาย ๆ คนนะคะ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
ว่าจะถามหลายทีแล้วค่ะ แต่ก็ลืม พี่เถินหายป่วยแล้วรึยังคะ

Dr.Narupon says:
เข้ายังชั่วขึ้นมากแล้วคับ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
พี่เข้ายังชั่ว แต่นู๋ป่วยแทนพี่ ไปทำฟันอุดฟันมาสองซี่ ทานไรไม่ได้ แถมเจ็บคอเป็นหวัดต่ออีก เป็นอาทิตย์แล้วยังไม่หายซะที

Dr.Narupon says:
พักผ่อนมาก ๆ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
ขอบคุณค่า

ระหว่างที่เราคุยกันฉันต้องรวบรวมสมาธิเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าอุ้มเพื่อนสนิทในกลุ่มก๊วนเพื่อนรักของฉัน กำลังป่วนและง่วนอยู่กับเรื่องการจัดทริปไปเที่ยวในช่วงปลายปี เจ้าอุ้มกำลังบ่น ๆ ถึงการจัดทริปแต่ละครั้งของเพื่อน ๆ ว่าจังหวัดที่จัดไปเที่ยวกันเขาเคยไปมาเกือบจะหมดแล้วทั้งนั้น พร้อมกับจะให้ฉันนั่งจดรายชื่อจังหวัดที่เขายังไม่เคยไปเพื่อนำไปจัดทริป ฉันเลยตอบกลับไปว่า
“ คุณนาย..ดิช้านไม่ว่างมานั่งจดให้หรอกนะ ” และกลับมานั่งคุยกับเขาต่อ ^O^

Dr.Narupon says:
พี่ว่านู๋น่าจะเป็นนักเขียนได้นะ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
เขียนไม่ได้หรอกค่ะ วิจารณ์ วางพล็อตให้คนอื่นได้ ตัวเองเขียนไม่ได้หรอก

Dr.Narupon says:
พี่ว่านู๋เขียนได้

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
เขียนไม่ได้หรอกยังไงก้อเขียนไม่ได้

Dr.Narupon says:
เขียนได้ ที่นู๋เขียนอีเมล์คุยกะพี่ พี่ว่านู๋เขียนดีออก

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
แหะ ๆ ยังไงก้อเขียนไม่ได้หรอกค่ะ

Dr.Narupon says:
ลองเขียนเป็นเรื่องสั้นหรือบทความ

Dr.Narupon says:
แล้วอัพลงบล็อกดิ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
จริง ๆ แล้วเคยเขียนเรื่องสั้นเหมือนกัน แล้วโพสต์ลงในเว็บหนึ่งแต่เว็บนั้นปิดไปแล้ว ครั้งนั้นที่เขียนเพราะติดสัญญาไว้กับบก.

Dr.Narupon says:
เขียนเรื่องของพี่ดิ

" โอ๊ะ...งง ๆ มีอะไรหรือเปล่าหว่า ทำไมเขาถึงอยากให้เราเขียนเรื่องของเขาน๊า =O= " ด้วยความไม่แน่ใจคิดว่าเขาพูดเล่นฉันจึงต้องเอ่ยถามและขออนุญาต

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
พี่เถินแน่ใจแล้วเหรอคะ

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
งั้นนู๋ขออนุญาตพี่เถินเขียนนะคะ พี่เถินจะอนุญาตนู๋มั้ยคะ

Dr.Narupon says:
อนุญาต

Dr.Narupon says:
เขียนถึงพี่ในมุมมองของตัวนู๋เอง

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
ค่ะ..เด๋วนู๋จะลองเขียนดูเสร็จแล้วจะส่งให้อ่านทางอีเมล์นะคะ

Dr.Narupon says:
พี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ

Dr.Narupon says:
แล้ววันหลังค่อยคุยกันใหม่

ถึงตัวจะห่างไกลฯ says:
ค่ะ ^^


ในความรู้สึกของฉันภูมิใจมากที่ได้รับเกียรติและโอกาสเขียนถึงเรื่องของเขา แต่ทำไม๊..ทำไมเขาถึงจับจุดอ่อนของฉันถูกได้น๊ามาแนวเดียวกับเจ้าหนูน้ำฝนเลย แล้วสติฉันก็แตกจนได้

“ กรี๊ด!! เอาล่ะสิงานนี้ โอ๊ยตาย ๆ แน่ ๆ เลย ด้วยความมึน ๆ เอ๋อ ๆ จากการทานยาเข้าไปทำให้ตกลงรับปากกับเขาว่าจะเขียนงานออกมาให้ ลำพัง ณ ช่วงเวลานั้นงานก็วุ่น ๆ พอสมควรจนหัวหมุนเป็นลูกข่าง ทีนี้ฉันจะทำไงต่อไปดีจะเขียนยังไงล่ะเนี๊ยะ!! ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเขาก็ไม่มี แถมไม่เคยเจอตัวจริงด้วย มีแต่เขียนอีเมล์คุยกันทั้งทางไฮไฟว์และฮอทเมล์แล้วก็ติดตามผลงานของเขาทางจอโทรทัศน์ งานนี้จะเอาอะไรมาเขียนล่ะ ”

“ อืมมม..อยากรู้จังว่าทำไมเขาถึงอนุญาตและไว้ใจให้ฉันเขียนเรื่องราวของเขาได้น้อโดยไม่กลัวสักนิดเลยว่าฉันอาจจะเขียนออกมาแล้วทำให้ภาพพจน์ของเขาเสียหายได้ แล้วการที่คนเราจะให้ใครสักคนหนึ่งมาเขียนถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองได้ คน ๆ นั้นต้องเป็นคนที่มีความสนิทสนมกันมากพอสมควร ท่านพี่เถินขา...พี่จุดประกายความคิดได้อย่างรวดเร็วมาก พี่ลืมไปรึป่าวเอ่ยว่าหนูไม่ใช่ลูกศิษย์ที่พี่สอนอยู่น๊า โจทย์ของพี่ที่ให้หนูมาทั้งยากทั้งหินเลยอ่า ” TT__TT::::

คำพระท่านสอนว่า “ สติมาปัญญาเกิด ”
ใช้ได้ผลจริง ๆ หลังจากนั่งคิดทบทวนสักพักจึงนึกได้ว่าฉันเคยให้พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อค้นประวัติผลงานของเขานี่นา ได้การล่ะกลับไปหาพี่กูเกิ้ลสุดหล่อจ๋าอีกครั้งดีกว่าเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง

“ พี่กูเกิ้ลสุดหล่อจ๋า ช่วยนู๋ด้วยน๊าก่อนที่นู๋จะสติแตกไปมากกว่านี้ ”

“ ใจเย็นก่อนคับผม มีอะไรให้พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อช่วยเหรอ ”

“ พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อจำ พี่เถิน ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ได้ไหมเอ่ย ที่คราวก่อนนู๋เคยให้พี่กูเกิ้ลค้นหาประวัติเขาอะค่ะ ”

“ จำได้ ๆ ทำไมพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อจะจำไม่ได้ ก็ในเมื่อพี่เป็นคนค้นหาประวัติของเขาให้นู๋เองนี่ ”

“ งั้นวันนี้พี่ช่วยนู๋หน่อยนะคะ นู๋อยากได้ประวัติของเขาใหม่ทั้งหมดเลย พอดีเจ้าตัวเขาให้นู๋เขียนเรื่องราวของเขาในมุมมองของนู๋เอง จำได้ว่าครั้งก่อนนู๋เคยอ่านผ่าน ๆ ตาเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของเขา ในเรื่อง ผู้ชายหลายบทบาท , วิกิพีเดีย และบทสัมภาษณ์ของสารรังสิตค่ะ ”

“ โอเช..รอเดี๋ยวน๊าน้องสาวสุดสวย ”

“ ขอบคุณค่า..พี่ชายสุดหล่อ ”

“ อ่ะ..ได้แล้ว ข้อมูลที่นู๋อยากได้ทั้งหมดเอาไปเลย คร้าบบบบบบบผม ”

“ ค่า..ขอบคุณอีกครั้งนะคะว่าแล้วพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อต้องช่วยนู๋ได้ งั้นนู๋ไปก่อนล่ะน๊า บ๊ายบายค่า ”

“ ไม่เป็นไรจ้า ขอบคุณที่ใช้บริการพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อคับผม ”

หลังจากที่ฉันได้ข้อมูลของเขาจากพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อก็ก็อบปี้ข้อมูลทั้งหมดในไฟล์เวิลด์(Word) แล้วเซฟไว้ แต่ความคิดของฉันยังวนเวียนและเกิดคำถามในใจขึ้นมาตลอดว่า

“ ทำไมเขาถึงคิดว่า ฉันสามารถเขียนงานชิ้นนี้ได้และอะไรทำให้เขาเอ่ยปากอนุญาตให้เขียนถึงเรื่องราวของเขา ” จนต้องพบกับอาการนอนแทบจะไม่หลับไป 1 คืนเต็ม ๆ


ในใจก็คิดต่อว่า ขืนเป็นอย่างงี้ต่อไปอีกหลายวันสุขภาพต้องแย่แน่เลยทำให้ฉันต้องลงมือเขียนพล็อตไว้คร่าว ๆ ว่าจะเขียนแนวไหน ด้วยความที่เป็นมือใหม่หัดเขียนมากและงานเขียนหนังสือเป็นงานอย่างสุดท้ายจริง ๆ ในชีวิตที่ฉันคิดจะลงมือทำ ทำให้รุ่งเช้าฉันต้องกดโทรศัพท์หาตัวช่วยทันที คนแรก คือ เจ๊ปุ้ยฌามิวอาห์ ตามมาด้วยพี่นีBookmark , น้องเล็กเจ้าหนูอีฟ , น้องกลางเจ้าหนูหนิง และคนสุดท้าย เจ๊ใหญ่พี่ดาว ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้รวมตัวกันเป็นแก๊งค์ 4 เฮงไปแล้ว เพื่อให้ฉันขอคำปรึกษาและไอเดียต่าง ๆ ในการเขียน ในตอนนั้นเจ๊ปุ้ยและพี่นี ไม่รู้ว่าฉันต้องเขียนงานให้กับใคร ทุกคนได้ให้คำปรึกษาและไอเดียต่าง ๆ ในการเขียนที่เป็นประโยชน์มากมาย จากการปรึกษาแล้วได้คำแนะนำตลอดจนไอเดียต่าง ๆ มาทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจไปอีกเปราะหนึ่งได้ จึงเบรกความคิดของตัวเองไว้ก่อนว่าจะยังไม่ลงมือเขียนงานชิ้นแรกออกมาอย่างจริง ๆ จัง ๆ แต่ทว่าความรู้สึกฉันทนไม่ไหวแล้วหากไม่ลงมือเขียนซะทีคงทำงานต่อไม่ได้แน่ทำให้ต้องรีบนั่งเคลียร์งานให้เสร็จ ประกอบติดนิสัยมาจากตอนเรียนปริญญาโทไม่ชอบให้งานคั่งค้าง

ดวงดาวเต็มท้องฟ้าบ่งบอกเวลาว่าเป็นกลางดึกของคืนวันอังคารในปลายเดือนตุลาคม ฉันเอาข้อมูลทั้งหมดของเขาที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ได้จากพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อ บทสัมภาษณ์ผู้ชายหลายบทบาท , วิกิพีเดีย , บทสัมภาษณ์ของสารรังสิต ข้อความที่เคยเขียนอีเมล์และไฮไฟว์คุยกัน แล้วรวบรวมสมาธิทั้งหมดอ่านและลงมือเขียนเรื่องราว อิงเนื้อหาหลักจากที่ได้วางพล็อตไว้ว่าจะเขียนแนวไหน จึงเกิดเป็นบทความ “ ผู้ชายธรรมดาที่..ไม่ธรรมดา ” ออกมา

ฉันนั่งเกลาประโยคและตรวจดูคำผิด อีกประมาณหนึ่งคืน แล้ววันหยุดนักขัตฤกษ์ปลายเดือนตุลาคม เมื่อแก้ไขเสร็จระหว่างนั้นก็นั่งติดตามดูผลงานของเขารายการดีไอวายแอทโฮมด้วย พร้อมทั้งนั่งส่งอีเมล์และบทความถึงเขาทันทีและเข้าไปบอกในเมล์ที่ไฮไฟว์

ส่วนบรรดาสมาชิกพี่ ๆ น้อง ๆ ในแก๊งค์ 4 เฮงรวมทั้งฉันด้วย เมื่อรู้เรื่องต่างก็พากันตื่นเต้นใจสั่นมือไม้เย็นเฉียบ ลุ้นระทึกและเอาใจช่วยไปตาม ๆ กัน

“ วันนี้ล่ะเป็นวันชี้ชะตาตัดสิน คือ ไม่ออกหัวดีสุด ๆ ก็ออกก้อยไม่ดีสุด ๆ ล่ะหว้า เป็นไงเป็นกันอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ”

“ หวัดดีค่ะพี่เถิน หากพี่เถินมีเวลาว่าง ลองเช็คเมล์ดูนะคะ นู๋ส่งงานเขียนที่ได้เคยคุยกะพี่ไว้ให้อ่านแล้วค่า นู๋..ค่ะ ”

“ โอวขอบคุนมากมายเลย เราพูดเรื่องตัวเองแล้วเขินอะ ทำไปด้ายน้อ555555555 ”

“ อ่า..ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่ากว่าจะเขียนงานชิ้นนั้นออกมาได้โดนดูดพลังไปเยอะมาก
เหมือนกัน ”

ท้ายที่สุดได้รับคำชมพร้อมกับงานมาอีกหนึ่งชิ้น ทำเอาฉันโล่งอกและมีอาการอึ้งกิมกี๋ไปอีกรอบนึงเหมือนกัน

“ กรี๊ด ๆ ..มีงานเข้ามาอีกแล้วเหรอเรา หนนี้ฉันถึงกับต้องนั่งปาดเหงื่ออีกรอบเลย ”

“ อ้าว...ก็ครั้งแรกว่าทั้งยากทั้งหินสุดยอดแล้วชิ้นที่สองยิ่งกว่าอีก ” T_T;:

แต่คราวนี้เพื่อความมั่นใจในการเขียนทำให้ฉันถามเขาไปว่างานชิ้นที่สองนี้เขามีกำหนดระยะเวลาไหมเพราะว่าต้องขอเวลาเคลียร์งานต่าง ๆ ให้เสร็จก่อน เขาตอบกลับฉัน

เอาเวลาว่าง ๆ ละกันนะคับ ถือเป็นงานอดิเรกคับ ไม่ต้องไปกำหนดเวลา ”

ทำให้ฉันสบายใจขึ้นสามารถทำงานได้อย่างไม่ต้องกังวล เหล่าบรรดาสมาชิกของฉันที่พากันลุ้นอยู่ก็โล่งใจไปตาม ๆ กัน แต่ความรู้สึกของแต่ละคนก็คงจะคิดเหมือนกับฉันว่า
“ งานใหญ่เข้าแล้วล่ะสิ ” ^_^;

จากการเขียนงานทำให้ฉันเริ่มเข้าใจถึงตัวตนของผู้ชายชื่อ..เถินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งเขาก็ทำให้ฉันเอ๋อ ๆ ได้ในการตามไอเดียของเขาไม่ทัน ซึ่งเขามีไอเดียเยอะมาก สามารถจับเรื่องนั้นมาเรียงร้อยเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้อยู่ตลอดเวลา และจนถึงทุกวันนี้บางครั้งฉันยังนั่งถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า
“ เอ..อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเห็นประกายความเป็นนักเขียนในตัวฉัน แล้วทำไมเขาถึงอยากให้ฉันเป็นคนเขียนเรื่องราวของเขา ? ”

ก้าวย่างที่ 4 hi5..thoen  

เขียนโดย อรุณทอแสง

ย่างก้าวแต่ละก้าวที่ผ่านมาของเขาอย่างที่ผู้อ่านรู้ดีกันอยู่แล้วว่า จุดเริ่มต้นของการที่ฉันกับเขารู้จักกันเริ่มมาจากการเขียนอีเมล์คุยที่ฮอทเมล์เป็นเวลาประมาณ 2 เดือนแล้วก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นการคุยกันผ่านทางไฮไฟว์

หลายคนคงอยากรู้สินะว่าฉันรู้จักและค้นพบ hi5..thoen ได้ยังไง...อยากรู้จริงเปล่า เล่ายาวนะแอบยืมมุขบุญชูบ้านโข้งมาใช้หน่อยอย่าเก็บค่าลิขสิทธิ์คนน่ารักแบบฉันน๊า ^_^;


“ สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้ว ”
“ โอ๊ะ..โอ๊ย!! ขอโทษทีจ้าไม่ใช่ แหะ ๆ ”
“ อ้าวงั้นเริ่มใหม่เลยล่ะกันจ้า ”


ขอเล่าย้อนอดีตกลับไปเมื่อวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2551 ฉันไปร่วมงานแต่งงานของอาเฮียต้นรุ่นพี่ที่สนิทม๊าก...มากคอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา เป็นกำลังใจให้ตลอดเวลาที่เรียนปริญญาโท ที่ตึกช้าง ในตอนแรกฉันคิดกะว่าจะไม่ไปงานนี้แล้วเชียว แต่ปรากฏว่าอาเฮียต้นโทรศัพท์มาตามจิกฉันตลอด

“ ฮัลโหล ว่าไงอาเฮียต้น ”

“ การ์ดที่เราฝากเธอไปให้พี่แมวและเพื่อน ๆ บางคน เธอจัดการเรียบร้อยรึยัง ”

“ ของเจ๊แมวเราเอาไปให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนของเพื่อน ๆ บางคนเด๋วเราว่าจะส่งอีเอ็มเอสให้ ”

“ ขอบใจมาก แล้วเดี๋ยวค่าอีเอ็มเอสเท่าไรมาเก็บที่เรานะ ”

“ ไม่เป็นไรจ้าเล็กน้อย ” ^^

“ เธอรู้ข่าวไหมว่ามีใครจะมางานเราบ้าง ”

“ ไม่รู้จ้า ไม่ได้ติดต่อใครเลยอ่ะ ”

“ อืมมมม...คนอื่นไม่มาเราไม่สนใจแต่เธอต้องมา ”

“ อ่ะ..ขอดูก่อนได้ไหมไม่รู้ว่าวันที่ 11 เราติดงานอะไรไหม ไม่อยากรับปากเลยเกิดไปขึ้นมาไม่ได้ จะทำยังไง ”

“ หนนี้ห้ามเบี้ยว คราวก่อนเมื่อต้นปีที่เราบวชเธอก็เบี้ยวไม่ไปมาแล้วงานหนึ่ง ครั้งนี้จะเบี้ยวอีกเหรอไม่ยอมโว๊ย ”

“ ไอ้คุณพี่ต้น คราวก่อนงานบวชที่ไม่ได้ไปเพราะมีเหตุจำเป็นนะ ก็เล่นมาบอกหลังจากฉันจองตั๋วเครื่องบินกับบ้านพักที่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้วนี่หว่า แล้วงี้ใครจะไปได้ฟ่ะ ”

“ ไม่รู้ล่ะ วันงานฉันไม่เห็นเธอนะ หลังงานแต่งโดนอัดแน่ ”

“ เออ ๆ ก็ได้ ” T_T


พอขึ้นลิฟต์ไปถึงที่งาน อาเฮียต้นก็ได้จัดเตรียมโต๊ะไว้ให้พวกฉันเรียบร้อย มีพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ก๊วนปริญญาโทมาร่วมงานกันประมาณ 7 – 8 คน แต่ละคนมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ความที่หลังจากจบแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานจึงหาเวลาเจอกันได้ยาก เมื่อพอมาเจอหน้ากันอีกครั้งหนึ่งจึงเหมือนนกกระจอกแตกรัง ทานอาหารไป คุยกันไปแล้วก็ถ่ายรูปด้วยกัน อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

สิ่งที่ฉันดีใจมากที่สุดในวันนั้นก็คือ การได้เจอเจ้าหนูกิ๊ฟน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่งอยู่ในก๊วนเดียวกัน ทำงานร่วมกันตลอดเวลาที่เรียนปริญญาโท ตอนที่เจอกันครั้งสุดท้ายก็คือ หลังเลิกงานเลี้ยงมหาบัณฑิตที่ทางมหาวิทยาลัยจัดเลี้ยงให้ และนับตั้งแต่ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้เจอกับเจ้าหนูกิ๊ฟอีกเลยเป็นเวลานานมากเกือบปีกว่า เนื่องจากเจ้าหนูกิ๊ฟต้องกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด เพราะสอบบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ได้ เจ้าหนูกิ๊ฟก็เลยทำเซอร์ไพรส์พวกพี่ ๆ โดยการลางานมาร่วมงานแต่งอาเฮียต้นโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และในขณะที่ฉันกำลังคุยกับพี่ ๆ คนอื่นอยู่ เจ้าหนูกิ๊ฟก็พูดขึ้นมาเสียงดังจนฉันสะดุ้งและหันกลับมาฟัง


“ เจ๊ ๆ หนูมีไฮไฟว์แล้วนะ นักศึกษาที่หนูสอนอยู่บอกให้ทำ ตอนแรกนักศึกษาถามว่าอาจารย์ไม่มีไฮไฟว์เหรอ อาจารย์ทำไฮไฟว์ดิจะได้คุยกัน หนูกลัวตกเทรนด์และนักศึกษาจะว่าเชยเลยต้องเข้าไปสมัครและลองหัดเล่นดู ”

ส่วนตัวฉันเองพอจะได้ยินมาบ้างคร่าว ๆ ว่าไฮไฟว์คืออะไร แต่ไม่ได้มีความคิดที่จะสนใจอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะแค่อีเมล์ทั้งฮอทเมล์และยะฮูก็ขี้เกียจเช็คจะแย่อยู่แล้วเลยนั่งทำหน้างง ๆ ขมวดคิ้วนิดหน่อยแล้วหันไปมองเจ้าแอ๋วเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง พร้อมทำสายตาประมาณว่าอธิบายมาให้ฉันฟังหน่อยสิว่า


“ ไฮไฟว์มีลูกเล่นและวิธีใช้ยังไงบ้าง ”

เจ้าหนูกิ๊ฟกับเจ้าแอ๋วเป็นทั้งน้องสาวและเพื่อนที่แสนดีมากจึงผลัดกันอธิบายถึง ลูกเล่น วิธีการใช้ รวมไปถึงการตกแต่งไฮไฟว์ให้ฟัง พร้อมกับพูดและทำสายตาแกมบังคับว่า

“ เจ๊..ต้องทำไฮไฟว์นะ แล้วรูปที่ถ่ายกันวันนี้ทั้งหมด เจ๊ช่วยอัพโหลดขึ้นไฮไฟว์ด้วยนะแล้วเดี๋ยวหนูกะพี่แอ๋วจะเข้าไปก็อบรูป คราวนี้หนูกะพี่แอ๋วจะไม่รับรูปจากเจ๊ทางอีเมล์แล้วนะมันเสียเวลาสุด ๆ ”

" อ้าวเฮ้ย!! งานเข้าล่ะสิ เวรกรรมจริง ๆ ทำไม๊..ทำไมคนรอบ ๆ ข้างฉัน ต้องชอบบังคับกันแบบนี้ด้วยน้า TT^TT "

หลังจากนั้นวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2551 ฉันก็ต้องเข้ามาสมัครไฮไฟว์ที่เว็บไฮไฟว์แล้วพิมพ์อีเมล์ฮอทเมล์เข้าไป ปรากฏว่าหน้าจอขึ้นฟ้องมาว่า

“ อีเมล์นี้มีคนใช้แล้ว ให้ลองคลิกดูตรงช่องลืมรหัสผ่าน ระบบจะส่งรหัสผ่านเข้าที่อีเมล์ให้โปรดรอสักพัก ”

ระหว่างรอนั้นก็นั่งนึกไปด้วยว่า “ เอ๋..ฉันไปสมัครไฮไฟว์ตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า ”
นึกไปนึกมาก็ร้องอ๋อ
“ เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม ฉันแวะเอาการ์ดงานแต่งงานของอาเฮียต้นไปให้เจ๊แมวรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่นับถือเหมือนพี่สาวอายุราว ๆ 43 ปีที่ทำงาน แล้วก็นั่งคุยพร้อมกับนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานของเจ๊แมว ”
เจ๊แมวก็บอกว่า “ หนู..เจ๊แมวมีไฮไฟว์แล้วนะหนูสมัครดิจะได้คุยกัน ”
เมื่อเจ๊แมวพูดจบ ฉันก็เลยนั่งสมัครตามที่เจ๊แมวบอก แล้วไม่ได้สนใจอะไรอีกจนลืมสนิทว่าเคยสมัครไฮไฟว์ไว้


วันนั้นหากเจ้าหนูกิ๊ฟและเจ้าแอ๋วไม่บอกให้ฉันอัพโหลดรูปขึ้นไฮไฟว์ ก็คงจะยังนึกไม่ออกจนกระทั่ง ณ ทุกวันนี้ หลังจากได้รหัสผ่านเข้าไฮไฟว์ทางอีเมล์แล้ว ก็คลิกเข้ามาที่หน้าไฮไฟว์
“ เอ๊ะ ๆ มีคนมาคอมเม้นท์ด้วย เอ..แล้วเป็นใครกันล่ะ ”
“ กรุณา แต่ง hi5 ด่วน โล้น ซ๊าๆๆๆๆๆ ”

นั่งงงอยู่พักหนึ่งก็ร้องอ๋อ..คิดว่าใคร ที่แท้เจ้าลูกพี่ลูกน้องตัวดีของฉันนั่นเอง และจากคำคอมเม้นท์ทำให้ต้องรีบลงมือตกแต่งและดูลูกเล่นต่าง ๆ ของไฮไฟว์ทั้งหมด คลิกไปคลิกมาเจอหลาย ๆ คนมาขอเพิ่มเป็นเพื่อน แล้วชื่อของเขาพี่เถิน..ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ ก็ผ่านแวบเข้ามาในความคิดว่า
“ เอ๋...พี่เถินน่าจะมีไฮไฟว์นะ ”

เมื่อคิดได้เช่นนั้นฉันจึงรีบเข้ามาหาพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อ...ของฉัน ก่อน เดี๋ยวอาการความจำสั้นเหมือนปลาทองจะกำเริบขึ้นมาอีก
“ พี่กูเกิ้ล..พี่กูเกิ้ลสุดหล่อจ๋า วันนี้นู๋มีคำถามมาถามแหล่ะ ”

“ แล้วนู๋จะถามพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อว่าอะไรเหรอคับ ”

“ นู๋มีคำถามว่า พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อ รู้มั้ยเอ่ย ใครคือผู้หญิงสวยและน่ารักที่สุด ณ เวลานี้ ”

“ รู้สิคับ..ไม่รู้จะใช่พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อของนู๋เหรอคับ ”

“ อ๋อจ้า..แล้วเป็นผู้ใดล่ะคะ ”

“ นู๋รู้จักสาว ๆ แก๊งค์ 4 เฮง นำทีมโดย เจ๊ใหญ่พี่ดาว สาวใหญ่วัยเกือบสี่สิบมีความทันสมัยอินเทรนด์สุด ๆ แอบซ่อนความเปิ่นมักจะตามมุขน้องๆ ไม่ทันเสมอ สวยห้าวดุแต่จริงใจ , เจ๊รอง พี่สาวแสนใจดี แอบหวานแบบลุย ๆ ห้าว ๆ ซ่อนความโก๊ะซุ่มซ่ามไว้อย่างแนบเนียนด้วยกิริยาท่าทางเรียบร้อย , น้องกลางเจ้าหนุงหนิง สาวหวานเรียบร้อยน่ารักคล้ายนางในวรรณคดี พูดน้อย จิตใจดี , น้องเล็กเจ้าอีฟ สาวน้อยจอมแก่น คุยเก่งสดใสร่าเริง มีความเซี้ยวเปรี้ยวซ่าส์ครบรส , เจ้าหนูอ้อน สาวน้อยน่ารักแต่ใจร้อนเป็นบางครั้ง และเจ้าหนูเกตุ สาวน้อยร่างอวบแต่มีความจริงใจเต็มร้อย มั้ยล่ะคับ ”

“ รู้จักสิคะ..รู้จักดีทีเดียวล่ะ ขอบอก ”

“ นั่นล่ะ สาว ๆ ที่พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อเอ่ยมาทั้งหมดเขาเป็นผู้หญิงสวยและน่ารักที่สุด ณ เวลานี้เลย ”

“ หุหุ เขิน ๆ มาก ” -_-; แต่แอบภูมิใจเล็ก ๆ 555

“ พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อเก่งจังเลย ถ้าอย่างนั้นพี่จะรู้ไหมคะว่า คำถามต่อไปนู๋อยากจะถามว่าอะไรเอ่ย ”

“ แหะ ๆ พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อขอยกธงขาวยอมแพ้คับผม ”

“ ลองทายดูหน่อยสิคะ น้า..นะคะน๊า ”

“ อ่ะ..พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อทายก็ได้คับผม คำถามต่อไปนู๋คงอยากจะถามเกี่ยวกับเรื่องราวของพี่เถิน ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ แน่ ๆ เลยคับ ”

“ โอ้โห..พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อ นู๋ขอยกนิ้วโป้งให้พี่สองนิ้วเลยค๊า เยี่ยมมาก ๆ ”

“ แล้วนู๋จะถามอะไรพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อล่ะคับ ”

“ นู๋อยากถามว่าพี่เถินเขามีไฮไฟว์มั้ยคะ ”

“ รอสักครู่น๊าขอเวลาพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อค้นข้อมูลแป๊บนึงนะจ๊ะ น้องสาวที่รัก ”

“ ได้เลยค่า ”

“ พี่เถินมีไฮไฟว์คับผม “ บอกนู๋หน่อยน๊าว่าเว็บลิงค์อะไร..บอกน๊า พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อ ”

“ ได้คับผมเตรียมจดน๊า : hi5..thoen , http://naruponc.hi5.com จ้า ”

“ จดเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ..งั้นนู๋ไปก่อนน้า พี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อ จุ๊บ ๆ บ๊ายบายค๊า ”


เมื่อได้รับคำยืนยันจากพี่กูเกิ้ลจ๋าสุดหล่อว่าเขามีไฮไฟว์แน่นอน ฉันก็คลิกเว็บลิงค์เข้าไปดูไฮไฟว์ของเขา แล้วขอเพิ่มเป็นเพื่อนบังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นรูปที่เขาเอาขึ้นโชว์เป็นรูปประจำโพร์ไฟล์
“ มองแล้วเป็นรูปที่ดูสบาย ๆ มีความสุข แม้สายตาจะไม่ได้มองมาที่กล้องแต่องค์ประกอบต่าง ๆ ของรูปก็สวยมากดูกลมกลืนเข้ากับบรรยากาศ ”

แล้วก็คลิกดูไฮไฟว์ของเขาไปเรื่อย ๆ ความคิดอันบรรเจิดของฉันก็แวบผ่านขึ้นมาอีกหลังจากที่ดูรูปจนหมด
“ เขาดูเหมือนจะเป็นคนขี้เหง๊า..ขี้เหงาคนหนึ่งเลยนะเนี่ยะ มีมุมหรือโลกส่วนตัวค่อนข้างสูงจนบางครั้งคนรอบข้างอาจจะไม่สามารถเข้าถึงจิตใจของเขาได้ แต่ก็ มีเสน่ห์อยู่ในตัวเองทำให้คนอยากรู้จักเข้ามาพูดคุยด้วย เพราะเพื่อนในไฮไฟว์เยอะมาก มีข้อความและคำคอมเม้นท์ไม่เคยขาด อีกทั้งค่อนข้างจะรักอิสระและชอบอยู่บ้านมาก ”

“ อิอิ..รู้ได้ไงอ่ะเหรอ ก็ฉันใช้วิธีสังเกตุทุกครั้งที่ออนไลน์ไฮไฟว์จะเจอเขาออนไลน์ตลอดเวลายังไงล่ะ ”

ฉันได้แต่นึกไปเรื่อย ๆ และรอให้เขาเพิ่มเป็นเพื่อน
“ แต่เอ...เขาจะรับฉันเป็นเพื่อนหรือเปล่าหนอ ”

จนอีก 2 วันถัดมา ฉันก็มีเวลาได้แวะเวียนเข้ามาที่ไฮไฟว์ของตัวเองอีกครั้ง
“ ว๊าว ๆ เขารับเป็นเพื่อนแล้ว โฮ๊ะ ๆ ” O_O

หลังจากที่เขาเพิ่มฉันเป็นเพื่อนแล้ว เราก็เริ่มต้นคุยกันครั้งแรกที่ไฮไฟว์ด้วยการทักทายผ่านบล็อกความคิดเห็นว่า
“ สวัสดีตอนเช้าค่ะพี่เถิน หนู...เองค่ะ ”
“ หวัดดีคับ วันหยุดทำไรคับ ”
“ นั่งเคลียร์บ้านและเคลียร์งานค่ะ แล้ววันหยุดแบบนี้พี่เถินต้องไปงานที่ไหนหรือเปล่าเอ่ย ”
“ ร้อนเจงเลยวันนี้ กะว่าจาไปเมืองโบราณ กับพวกเด็กๆอะคับ”

ระหว่างที่ฉันกำลังพิมพ์ข้อความอยู่นั้น สมองของฉันที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาก็คิดขึ้นมาอีกว่า
“ เขาจะจำฉันได้ไหมน้าว่าเราเคยเขียนอีเมล์คุยกันที่ฮอทเมล์ แต่เดาได้เลยว่าในระยะแรก ๆ ที่เขียนข้อความคุยกันเขาจำฉันไม่ได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์...ฟันธง!! อาจารย์ลักษณ์ขาขอแอบยืมมุขอาจารย์มาใช้หน่อยน๊า ^_^; ”


จากนั้นฉันก็เขียนข้อความคุยกับเขาผ่านบล็อกความคิดเห็นเรื่อยมาแต่แอบนึกไปด้วยตลอดว่าไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัว จนกระทั่งปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาก็เลยเริ่มลองส่งเป็นข้อความเมล์ทางไฮไฟว์ดู
“ พี่เถินสบายดีนะคะ พักนี้งานยุ่งไหมเอ่ย หากเหนื่อยก็พักวะแป๊บนึง ทานน้ำเย็น ๆ ซะหน่อยนะ
คะ จะได้หายเหนื่อยมีแรงสู้กะงานต่อไป จ้า อิอิ....หากมีเวลาว่างอย่าลืมแวะเวียนไปเช็คอีเมล์บ้างน้า หนูส่งอีเมล์หาค่ะ ^^ ”

แล้วเขาก็ตอบมาสั้น ๆ ตามสไตล์ว่า
“ ก็ยุ่งตามปรกติของพี่แหละ แต่ก็ชินซะแล้ว แล้วเป้นงัยบ้าง งานยุ่งอะป่าว ไปแหละคับ ”

และก็จะมีการแอบแซวเล็ก ๆ น้อย ๆ เกือบทุกครั้งที่ฉันดูรายการที่เขาเป็นพิธีกรจบ การเขียนข้อความเมล์คุยหลาย ๆ ครั้งทำให้ฉันกับเขาเริ่มจะสนิทกันขึ้นมาอีกนิดนึง อาการระมัดระวังตัวในการพูดคุยของเขาเริ่มจะลดน้อยลง แล้วอาการเกร็งต่าง ๆ ของฉันก็ผ่อนคลายลง สามารถเข้าถึงตัวตนของเขาในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากที่ฉันพบเห็นเขาในจอโทรทัศน์ก็คือ ดูเหมือนเขาจะเป็นคนขี้อายมากหากว่ามีใครมากล่าวเอ่ยชมหรือพูดถึงเขา แต่ภาพที่ฉันเห็นเขาในจอเขาดูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองคนหนึ่งเลยทีเดียว ข้อมูลนี้ได้จากการที่ฉันใช้วิธีสังเกตุข้อความที่เราคุยกันและข้อความจากเพื่อน ๆ ในบล็อกไฮไฟว์ของเขา

แล้วอาจจะมีบางคนเกิดคำถามขึ้นมาในใจแบบงง ๆ ว่า
“ ทำไมเขาต้องมานั่งเล่นไฮไฟว์ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเป็นคณบดี ”

ในเมืองไทยคงมีน้อยคนหรืออาจจะไม่มีเลยสักคนที่เป็นคณบดีแล้วมานั่งเล่นไฮไฟว์ พูดคุยกับเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างพวกฉัน และอาจจะมีความรู้สึกข้องใจ , สงสัย , แปลกใจหรืออาจจะคิดว่ามันเสียเวลาไร้สาระเอาเวลาต่าง ๆ เหล่านั้นไปทำงานอย่างอื่นที่เกิดประโยชน์ได้มากกว่าด้วยซ้ำ

สำหรับฉันไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นเลยและมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งมาโดยตลอดว่า
“ การที่คนเราจะลงมือทำอะไรสักอย่าง คน ๆ นั้นต้องคิดทบทวน ตัดสินใจ และมีเหตุผลรอบคอบมากพอ ก่อนที่จะลงมือทำสิ่งเหล่านั้น และเขาคนนี้ก็เช่นกัน ”

การที่เขาเปิดไฮไฟว์ขึ้นมานอกจากใช้เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในแต่ละวัน โดยการพูดคุยกับเพื่อน ๆ แล้ว เขายังใช้ไฮไฟว์เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่อเป็นการศึกษาเรียนรู้ สังเกตุ พฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กสถาปัตย์หลาย ๆ คน และนำประโยชน์ที่ได้จากตรงนี้ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนาคณะให้มีความก้าวล้ำนำสมัย รวมถึงนำไปประกอบในการตัดสินใจปรับใช้หลักสูตรการเรียนการสอนต่าง ๆทั้งด้านเนื้อหาวิชาการเรียนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับนักศึกษา และยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขาได้ตลอดเวลาอีกด้วย

หากฉันเป็นลูกศิษย์ของเขาคงจะดีใจและภูมิใจมากที่เขาเป็นอาจารย์ที่มีแต่ความรัก ความห่วงใย ใส่ใจลูกศิษย์ตลอดเวลา แม้กลับมาถึงบ้านซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนก็ยังมีความคิดถึงลูกศิษย์ในมุมมองต่าง ๆ ทั้งยังคอยหาโอกาสและเพิ่มเติมสิ่งต่าง ๆ ใหม่ ๆ ให้ลูกศิษย์เสมอ

จวบจน ณ เวลานี้แล้วฉันรู้จักความเป็นตัวตนของผู้ชายชื่อ..เถินมากยิ่งขึ้น เริ่มมีความสนิทสนมกล้าที่จะพูดคุยและเล่นด้วยมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งแต่ก่อนมีความกล้า ๆ กลัว ๆ ในการพูดคุยด้วย

ก้าวย่างที่ 3 เส้นทางเดินชีวิตของผู้ชายชื่อ..เถิน  

เขียนโดย อรุณทอแสง

“ ในวัยเด็ก..คุณ เคยมีความฝันไหมว่า...เมื่อโตขึ้น คุณอยากจะเป็นอะไร และอยากจะทำอะไร ”

คนเราทุกคนมีความฝันเมื่อวัยเด็ก แต่จะมีเพียงสักกี่คนที่สามารถเดินไปตามเส้นทางความฝันของตัวเองได้สำเร็จ ทุกคนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า เคยมีความฝัน อยากจะทำหรืออยากจะเป็นอะไรสักอย่าง และคุณได้ทำความฝันนั้นสำเร็จไหม หรือว่าทิ้งความฝันทั้งหมดเหล่านั้นไปแล้ว คุณเคยนึกบ้างไหมว่าครั้งนึง..ในวัยเด็กของผู้ชายที่ชื่อว่า..เถิน มีความฝันว่าอย่างไร?

ส่วนตัวฉันเองนั้น เมื่อตอนเด็ก ๆ ก็เคยมีความฝันอยู่สองอย่าง ความฝันอย่างแรกของฉันเกิดจากการที่ฉันได้ขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวครั้งแรกตอนประมาณชั้นประถม 3 หรือชั้นประถม 4 ฉันตื่นเต้นมากเหมือนเด็ก ๆ ที่ได้ของเล่นใหม่ เลยสนใจมองไปทั่วบริเวณรอบ ๆ นั้นมีแต่พี่แอร์สาว ๆ สวย ๆ ทุกคนแต่งหน้าทำผมเนี๊ยบมากเรียกว่าเนี๊ยบตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า คำพูดคำจานั้นหรือก็ไพเราะเพราะพริ้งแถมยังได้ไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ มากมายอย่างมีอิสระ
ทำให้ฉันมีความคิดขึ้นมาทันทีว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพื่อที่จะได้เดินทางไปท่องเที่ยวรอบโลก ได้เปิดหูเปิดตาในสถานที่ใหม่ ๆ

และความฝันของฉันอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนฉันอยู่ประมาณมัธยม 3 เห็นจะได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อากงของฉันป่วยหนักมากต้องอยู่ในห้องไอซียูมีสายอะไรต่อมิอะไรห้อยระโยงระยางเต็มไปหมดและให้อ๊อกซิเจนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความคิดของฉันแวบขึ้นมาอีกว่า อยากจะเป็นหมอหรือพยาบาลเพราะนอกจากจะได้ช่วยรักษาปะป๊าและมะม้า รวมทั้งญาติพี่น้องยามเจ็บป่วยแล้วก็ยังจะได้ช่วยเหลือคนป่วยอื่น ๆ ตามชนบทได้อีกด้วย แต่แล้วความคิดนี้ของฉันก็ได้เลือนหายไปตามกาลเวลาด้วยเหตุผลเพียงเล็กน้อยคือ กลัวเลือด กลัวเข้าขั้นโคม่าเลยทีเดียว -_-;

ต่อมาเมื่อฉันเติบโตขึ้น ถนนชีวิตของฉันก็มีอันต้องหันเหไปทางอื่น ไม่ได้ทำตามความฝันในข้อแรกของตัวเองที่อยากจะเป็นมากที่สุด เพราะในตอนมัธยมต้นเทอมปลายเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือกสายสาขาฉันก็ต้องตัดสินใจเลือกเรียนทางสายวิทย์ ต้องนั่งท่องและจดจำสูตรฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยาจนปวดหัว ด้วยเหตุผลเดียวคือ ปะป๊าอยากให้เรียนเนื่องจากสายวิทย์มีความหลากหลายในการเลือกคณะที่จะใช้เข้าเรียนต่อปริญญาตรี

และพอได้มาเรียนปริญญาตรีจริง ๆ ในตอนแรกก็เรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เรียนได้สักพักก็เริ่มมีความรู้สึกว่าถนนสายนี้ไม่น่าจะใช่เส้นทางของตัวเอง จึงต้องสำรวจตัวเองใหม่ว่าเหมาะสมกับถนนสายไหนมากที่สุด จนได้ข้อสรุปสุดท้ายก็คือ การเลือกเรียนบริหารธุรกิจ ซึ่งคราวนี้ล่ะใช่เลย เพราะฉันมีความสุขในการที่จะเรียนรู้ แล้วพอมาถึงการเรียนปริญญาโทเพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นเหตุจึงทำให้ต้องมาเรียนทางด้านไอทีอีกครั้ง แต่เป็นบริหารธุรกิจสาขาสารสนเทศ ซึ่งหากพูดกันตามตรงถนนชีวิตของฉันก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับความฝันของตัวเองซะเท่าไหร่ เพราะถ้าเป็นความฝันของตัวฉันเองก็คงจะเน้นหนักไปทางด้านของภาษามากกว่า

และคนส่วนใหญ่เมื่อมีความฝัน ถนนที่มุ่งไปสู่ความฝันของแต่ละคนมักจะตรงไปในเส้นทางเดียวกันกับถนนชีวิต แต่เมื่อก้าวเดินมาถึงจุดที่สำคัญของชีวิตทำให้ต้องตัดสินใจก็จะพบกับทางแยก หลายทางให้ได้เลือกกัน บางคนมีสิทธิ์ในการตัดใจเลือกได้ด้วยตัวเองก็จะสามารถทำความฝันได้สำเร็จ แต่บางคนไม่มีสิทธิ์สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ก็เลยทำให้ไม่สามารถที่จะทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จลงได้และต้องลืมความฝันของตัวเองทิ้งไปเลย แต่ก็มีอยู่หลายคนเมื่อก้าวเดินมาถึงเส้นทางชีวิตที่ประสบความสำเร็จแล้วอาจจะย้อนกลับไปทำความฝันของตัวเองในวัยเด็กให้เป็นจริงขึ้นมา


ความฝันนั้นอาจจะมีหลายทางแยกแต่เมื่อจับมารวมกันแล้วก็จะกลายเป็นคน ๆ เดียวกัน บางคนเมื่อเรียนสายวิทย์ก็จะมุ่งหน้าเดินไปตามถนนของเส้นทางที่เกี่ยวข้องคือ อาจจะเลือกเรียนหมอ พยาบาล วิศวะ เทคนิคการแพทย์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ส่วนคนที่เรียนสายศิลป์ก็จะมุ่งหน้าเดินไปตามถนนของเส้นทางที่เกี่ยวข้องคือ อาจจะเป็นด้านของภาษาเพื่อเป็นไกด์ , เป็นแอร์โฮสเตส ฯลฯ บางคนอาจจะเรียนทางด้านสายอาชีพ หรือบางคนอาจจะเรียนอย่างอื่น ไม่อย่างนั้นก็ทำงานเลยตั้งแต่เด็ก


สำหรับตัวเขาเองใครเลยจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งในวัยเด็กเขาเคยมีความฝันว่า อยากจะเป็นกระเป๋ารถเมล์ ด้วยเหตุผลเพียงแค่เพื่อจะได้ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียสตางค์และการทำงานของกระเป๋ารถเมล์ก็ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ซึ่งความฝันของเขาจะแตกต่างจากของคุณแม่ของเขาตรงที่ว่า อยากให้เขาเป็นพนักงานไปรษณีย์ เพื่อจะได้เป็นคนที่เป็นตัวกลางเชื่อมการติดต่อสื่อสารให้กับคนทั่วโลก แต่แล้วความคิดที่ยังเด็กมากนักในตอนนั้น เขาคิดว่าหากจะต้องไปส่งจดหมายตามบ้านต่าง ๆ อาจจะถูกหมาวิ่งไล่เห่าหรือไล่ตามและอาจจะถูกหมากัดด้วยก็เป็นได้ เลยทำให้เขาไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับความฝันของคุณแม่สักเท่าไหร่นัก
เมื่อถึงเวลาสำคัญที่ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินจริง ๆ และเป็นทางสายหลักของชีวิต ถนนชีวิตของเขาจึงถูกกำหนดด้วยความคิดและความต้องการของตัวเองเป็นพื้นฐาน โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเลือกเรียนทางสายวิทย์ แล้วเมื่อต้องตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อปริญญาตรีก็เลือกที่จะเรียนทางด้านสถาปัตย์ด้วยความต้องการที่จะเรียนอะไรก็ได้ที่มีความคิดสร้างสรรค์บวกกับความที่ชอบสเก๊ตช์ภาพ ประกอบกับมีพี่ตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) เป็นต้นแบบ ทำให้ตัวเขาเองได้เข้ามาเรียนอยู่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ภายในรั้วจามจุรี และเมื่อได้เข้าไปเรียนรู้จริงก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะหนักกว่าที่ตัวเขาเองคิดไว้ แต่เขากลับมองให้เป็นเรื่องสนุกและมีความรู้สึกชอบในการเรียนรู้ ทำให้ฉันเห็นด้วยกับคำพูดของเขาที่ว่า

" หากคนเรามีความรู้สึกชอบและสนุก มันจะทำให้เรามีแรงบันดาลใจและมีความสุขกับสิ่งที่เราได้ทำอยู่นั้น แล้วผลที่เราได้รับกลับมาก็คือ ความสำเร็จ "

และก็เหมือนกับฟ้าลิขิตมาแล้วว่า ถนนชีวิตของเขาจะต้องมีทางแยกหลายทางโดยเฉพาะกับถนนเส้นนี้ ถนนสายบันเทิง ระหว่างที่เรียนอยู่ในรั้วจามจุรีเป็นปีที่ 2 ในวันหนึ่งเด็กวัยรุ่นธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตปกติทั่ว ๆ ไปตามประสาวัยรุ่น มีนัดทานข้าวกับเพื่อนบ้าง เดินเล่นแถวสยามบ้าง ก็ได้เดินสวนทางกับแมวมองและถูกชักชวนให้ไปถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบปกหนังสือ แสดงละคร แสดงภาพยนตร์ จนประสบความสำเร็จเริ่มมีชื่อเสียงพร้อมกับที่ต้องเรียนและทำงานไปด้วยพร้อม ๆ กัน

เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว เขาเดินมาถึงทางแยกของชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่และทุกอย่างต้องรอบคอบทำให้ต้องเผชิญกับสภาวะกดดัน ลังเล เสียดายที่ต้องละทิ้งชื่อเสียงที่มี ณ ตอนนั้นไป เพื่อเลือกอนาคตทางการศึกษาแทน และเขาก็เลือกที่จะไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอกที่ต่างประเทศเป็นเวลานานกว่า 5 ปี

และหลังจากที่เขาสำเร็จด็อกเตอร์กลับมาแล้ว ก็มีถนนอีกเส้นทางหนึ่งเกิดขึ้นมาและเป็นถนนสายที่มีความสำคัญมากที่สุดในชีวิตของเขาอีกเช่นกันนั่นก็คือ ถนนสายนักวิชาการ ด้วยความที่เขาเป็นคนที่มีนิสัยไม่ค่อยชอบอยู่กับที่ ไม่ชอบนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศทั้งวัน ทำให้การตัดสินในการเลือกเดินมาที่ถนนสายนี้ เขาก็ต้องมานั่งคิดหนักอีกเช่นกัน แต่ด้วยความที่อยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก ๆ ทำให้เขาตัดสินใจเลือกที่จะเป็นอาจารย์

การตัดสินใจของเขาในครั้งนั้นที่เลือกก้าวเดินมาตามทางถนนสายวิชาการ โดยการเป็นอาจารย์ ทำให้ ณ ตอนนี้ เราได้เห็นภาพของนักวิชาการ อาจารย์ และคณบดี ที่มีความคิดทันสมัย มีศักยภาพในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา แล้วยังเป็นที่รักและเคารพนับถือของบรรดาเพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก
ณ ปัจจุบันนี้ ถนนชีวิตของเขามีหลายทางแยกทั้ง “ ถนนสายสถาปนิก ที่ปรึกษาโครงการต่าง ๆ ถนนสายบันเทิง พิธีกร,นักแสดง,นายแบบโฆษณา และถนนสายนักวิชาการ อาจารย์,คณบดี ”

พูดตามหลักความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่ถนนชีวิตของคนเราแต่ละคนมักจะมีเพียงเส้นทางหลักเพียงสายเดียว ไม่มีความหลากหลายและมักเป็นทางสายตรงแล้วก็จะแสดงถึงความเป็นตัวตนของแต่ละคนได้ แต่เมื่อเอ่ยถึง ชื่อ ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ คนส่วนใหญ่มักจะเห็นภาพของเขาอยู่บนถนนสายนักวิชาการทำงานด้านวิจัยค้นคว้าและหมกมุ่นกับตำราการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว หากเขาไม่เอ่ยปากบอกออกมาว่านอกจากถนนเส้นนี้แล้วเขายังมีถนนสายสถาปนิกและถนนสายบันเทิงอีก หลายคนก็มักจะไม่รู้หรือหากรู้ก็จะเกิดความคิดที่คาดไม่ถึงเสมอเพราะความคิดของคนส่วนใหญ่จะคิดกันว่าด้วยดีกรีและตำแหน่งของเขาต้องเป็นนักวิชาการแล้วอาจจะมีความคิดด้วยว่าความเป็นตัวตนของเขาไม่เหมาะสมกับถนนสายบันเทิง แต่อาจจะมีคนอีกบางส่วนที่เห็นภาพของเขาอยู่บนถนนสายบันเทิงก็คิดว่าจะต้องทำงานบนถนนเส้นนี้เพียงสายเดียวพอรู้ว่าเขาอยู่บนถนนสายนักวิชาการก็อาจจะคิดว่าไม่เหมาะสมก็เป็นได้

โดยส่วนตัวของฉันเองตอนที่ได้ยินชื่อและตำแหน่งของเขาในตอนแรก ก็เป็นเหมือนกับหลายคนที่คิดว่าถนนชีวิตของเขาน่าจะมีเพียงถนนสายนักวิชาการอย่างเดียวโดยที่ไม่มีถนนสายอื่นๆ เลยแต่พอหลังจากที่ฉันเริ่มรับรู้เรื่องของเขามากขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกตะลึงไปเหมือนกันและก็มีความคิดเกิดขึ้นว่า

“ เขาจะทำได้ดีไหม ? ในเมื่อฉันเคยเห็นคนรอบข้างทำอะไรหลายอย่างพร้อม ๆ กันแล้วมักจะทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ”

เมื่อมาเขียนอีเมล์คุยกันมากขึ้นฉันถึงได้รู้ว่า “งานของเขาทุกชิ้นในถนนทุกสายเขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ดีมากและประสบผลสำเร็จในงานทุก ๆ ชิ้น”

คนในสังคมบางส่วนอาจจะใช้สายตามองแล้วเห็นว่า ตัวตนของเขาอาจจะเหมาะสมกับภาพความเป็นนักวิชาการและเมื่ออยู่บนถนนสายวิชาการหรือถนนสายสถาปนิกก็มักจะไม่มีความแปลกแตกต่างเป็นภาพที่ดูไม่ขัดแย้ง แต่ถ้าหากเราพลิกภาพนักวิชาการไปอยู่บนถนนสายบันเทิงตัวตนของเขาอาจจะเกิดความไม่เหมาะสมก็เป็นได้ และคนในสังคมอีกส่วนหนึ่งอาจจะใช้สายตามองแล้วเห็นเป็นภาพที่มีความขัดแย้งมีความแปลกแตกต่างกับตัวตนอย่างชัดเจน

ส่วนตัวฉันและคนอีกหลาย ๆ คนจำนวนหนึ่ง คงเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า

“ คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สามารถมีความฝันและมีถนนชีวิตได้หลาก หลายเส้นทาง อยู่ที่ตัวเราเองจะกำหนดว่าให้เป็นแบบไหน เดินไปในทิศทางใด แล้วในการที่เราลงมือทำตามความฝันหรือเดินไปตามถนนชีวิตเราก็ควรจะต้องทำมันด้วยหัวใจและความสุขโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนของเราไป และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นคนดี คิดดี ทำดี พูดดี และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็เพียงพอแล้ว ”

แล้วจุดนี้เป็นสิ่งทำให้ฉันรับรู้ได้อีกว่า หากให้เขาไปยืนที่หน้ากระจกและให้มองเข้าไปที่กระจกจะพบว่าเงาจากกระจกสะท้อนภาพออกมาให้เห็นเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างผอมสูง ผิวขาว ตาโต จมูกโด่ง มีแผลเป็นข้างแก้มขวาและมีไฝข้างแก้มซ้าย ใบหน้ามีความสว่างสดใส แล้วเมื่อมองในกระจกมือซ้ายและมือขวาอาจจะไม่ตรงกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพียงแค่ภาพจากกระจกเงาที่เห็นสะท้อนเงาออกมานั้นก็แค่สะท้อนให้เห็นได้แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก หากแต่ก็ไม่ได้สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเขาออกมาได้ทั้งหมด

นั่นก็เป็นเพียงภาพภายนอกที่เราสามารถพบเห็นเขาโดยทั่ว ๆ ไปได้ในจอโทรทัศน์ ซึ่งเขาจะมีแต่ความสดใสร่าเริง เฮฮา สนุกสนาน รื่นเริง คุยเก่ง ชอบพบปะสังสรรค์ มีความเข้าใจคนรอบข้าง แลดูเป็นคนใจเย็นและเข้มแข็ง แต่ภาพที่พบเห็นเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดและหากมองลึกลงไปจะเห็นว่าตัวตนจริง ๆ ของเขาที่คนในครอบครัวหรือคนที่สนิทสนมกับเขาสัมผัสได้ คือ เขาชอบอยู่คนเดียว นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ มีเหตุผลและหลักการในการใช้ชีวิตและอยากให้คนรอบข้างเป็นเหมือนกับเขาสักครึ่งหนึ่ง มีลักษณะเงียบขรึมไม่ค่อยพูดและสมองจะใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลาคล้ายกับคนมีอะไรอยู่ในใจมองแล้วดูเหมือนเป็นคนนิ่ง ๆ หยิ่ง ๆ คนรอบข้างที่อยู่ด้วยอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่พอใจหรือไม่พอใจหรือเปล่า สายตามักจะทอดยาวไกลมองสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ใจร้อน มีจิตใจที่ค่อนข้างอ่อนไหวง่ายเหมือนแก้วบาง ๆ ที่สามารถแตกร้าวได้ตลอดเวลา อยากมีใครสักคนหนึ่งในชีวิตที่มีความเข้าใจในตัวเขารวมถึงมีความพิถีพิถันในการทำงานและการดำรงชีวิต

ถึงตอนนี้ฉันก็สังเกตุเห็นแล้วว่าตัวตนของเขาในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนของความฝันในวัยเด็กนั่นเองคือ การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ถนนทุกสายของเขาทุกเส้นทางนั้นทำให้เขาได้ท่องเที่ยวพร้อม ๆ กับทำงานและได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามสถานที่ต่าง ๆไปด้วย ซึ่งถือได้เขาก็ได้ทำตามความฝันของตัวเองได้ครบถ้วนแล้วเหมือนกัน เมื่อคนเราได้เป็นอย่างที่ฝันแล้วก็จะถึงจุดอิ่มตัวและถือว่าชีวิตนี้เพียงพอมีความสุขแล้ว

ดังนั้นในทุก ๆ ความฝันของเรา เมื่อมีโอกาสและจังหวะเวลามาถึงความฝันนั้นคงไม่ไกลเกินเอื้อมที่เราจะพยายามคว้ามันมาทำให้เป็นความจริง บางคนอาจจะมีความฝันอีกอย่างแต่ครอบครัวต้องการให้เป็นอีกอย่างแต่เขาก็สามารถเดินบนถนนของชีวิตได้ในหลายทางหลายแยกพร้อมกันได้โดยไม่ทิ้งความฝันของตัวเอง เหมือนกับที่เขาผู้ชายชื่อ...เถินคนนี้ทำได้ แม้ถนนชีวิตของเขาจะไม่ค่อยจะตรงกับความฝันในวัยเด็กมากนักแต่เขาก็สามารถทำให้มีถนนสายอื่น ๆ เกิดขึ้นได้หลากหลายเส้นทางหลายแยก ด้วยความมุ่งมั่น มีความสนุกและความสุขในการทำงาน เขาถึงประสบผลสำเร็จในถนนทุก ๆ สายของชีวิต

ช่วงเวลานี้ฉันเข้าใจความเป็นตัวตนของเขาว่าแท้จริงแล้วเขาคือใคร ? หากเปรียบชีวิตของเขาเป็นสรรพสิ่งในธรรมชาติ ก็อาจเปรียบได้หลายอย่าง เช่น

การดำเนินชีวิตของเขาเปรียบเหมือนสายลมและท้องฟ้า

สายลม เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่างและจับต้องไม่ได้ สามารถแทรกซึมเข้าไปได้ทุกที่ทุกเวลาไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่มีความเป็นอิสระ แล้วสายลมก็ยังมีหลายชนิด ลมอ่อน ๆ ลมพายุ ลมหนาว สายลมสามารถทำให้เรารู้สึกและสัมผัสได้ทางจมูก แต่สายลมนั้นก็ไม่เคยทิ้งความเป็นตัวตนของตนเองไว้

ท้องฟ้า เป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ มีขนาดใหญ่กว้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สีของฟ้าเหมือนกับความสดใสร่าเริง

อารมณ์ของเขาก็เปรียบได้กับภูเขา

ภูเขา ต้องประกอบด้วยดิน ทำให้ภายนอกมองดูมีความหนักแน่น แข็งแกร่งสามารถต้านทานต่อสายลมและแรงปะทะจากทุกสิ่งได้ เหมือนกับอารมณ์ของเขาเปรียบเหมือนธาตุดินสามารถแปรเปลี่ยนได้ตามปัจจัย สาเหตุและเงื่อนไขของสิ่งรอบข้าง

ความคิดและการทำงานของเขาเปรียบเสมือนทะเลและดวงอาทิตย์

ทะเล จะต้องประกอบด้วยคลื่น สายลม และน้ำ เมื่อเรายืนอยู่บนหาดทรายมองแล้วใช้สายตามองออกไปจะเห็นแต่น้ำทะลหาชายฝั่งไม่เจอ และมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในทุก ๆ นาทีเหมือนกับความคิดของเขาเวลาทำงาน ยามที่เกิดลมพายุมีคลื่นทะเลก็จะมีการเคลื่อนไหวมีความตื่นเต้นรุนแรง ยามที่พายุสงบก็จะนิ่งเงียบไม่มีการเคลื่อนไหวเหมือนกับมีบางสิ่งซ่อนตัวอยู่รอเวลาที่จะเกิดลม

ดวงอาทิตย์ ให้ความอบอุ่น ร้อนแรง เป็นแสงสว่างของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เหมือนกับการทำงานของเขาเป็นผู้จุดประกายและความสว่างให้กับผู้คนที่รายล้อมอยู่

และการที่เราจะเข้าใกล้คนที่เปรียบเสมือนกับธรรมชาติต่าง ๆ เราต้องรู้จักธรรมชาติเหล่านั้นให้ดีแล้วก็จะทำให้สามารถเข้าใกล้และรู้จักตัวตนของเขาได้ ทั้งหมดนี่แหละคือ ผู้ชาย...ชื่อเถิน ผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนโลกใบนี้ซึ่งไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับทุกภาพที่เขาได้รับมา