ก้าวย่างพิเศษ <1> เขียนโดย P'Thoen  

เขียนโดย อรุณทอแสง


เช้าวันนี้หลังจากที่ฉัน(อรุณทอแสง) ส่งเมล์ก้าวย่างที่ 2.3 ให้กับพี่เถินอ่านเพื่อตรวจดูรายละเอียดของข้อมูลเผื่อมีเนื้อหาสาระบางเรื่องตกหล่นไปก่อนที่จะนำมาอัพขึ้นบล็อก แล้วก็ออกไปทำบุญกับครอบครัวและกลับถึงบ้านในช่วงบ่าย ฉันเลยลองต่อเน็ตเช็คเมล์ดูอีกรอบว่าพี่เถินตอบเมล์กลับมารึยัง ปรากฏว่าเข้ามาที่ฮอทเมล์มีเมล์ใหม่เข้ามาเห็นชื่อของพี่เถินก็กดคลิกไปเพื่ออ่านเมล์ทันที ระหว่างที่รอใจก็นึกด้วยว่า "ครั้งนี้พี่เถินจะมีคำคอมเม้นท์กลับมาว่ายังไงบ้างน๊า" และข้อความเมล์จากพี่เถินในครั้งนี้ทำให้ฉันเซอร์ไพรส์มากและถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ 2552 ชิ้นแรกที่มีค่ามากมาย(ยืมใช้คำนี้หน่อยนะคะ) นั่งอ่านตั้งแต่ตัวอักษรแรกจนถึงตัวอักษรสุดท้ายมีทั้งอาการอมยิ้มจนแก้มบุ๋ม หัวเราะขำ ๆ ฮา ๆ และน้ำตาซึมด้วยความรู้สึกตื้นตัน จนไม่สามารถบรรยายความรู้สึกต่าง ๆ ออกมาได้อีก นอกจากขอพูดคำว่า " ขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ ทุก ๆ สิ่งนะคะ พี่เถิน^^ "


ก้าวย่างพิเศษ <1> เรื่องของอรุณทอแสง (ทรายริมทะเล)
เขียนโดย " พี่เถิน < ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ > "


วันนี้เป็นวันที่พี่เถินลุกจากเตียงเกือบ 10 โมง ตื่นนานแล้วแต่พยายามข่มตาให้หลับต่อให้ได้ อาการเมาค้างจากงานเลี้ยงปีใหม่ 2008 เมื่อคืนทำให้มึนหัว ในที่สุดทนไม่ไหวก็ต้องลุกขึ้นมาจนได้ อย่างแรกเปิดคอมพิวเตอร์เข้าไปเช็คคอมเม้นท์ของเพื่อน ๆ ใน hi5 วันนี้พิเศษหน่อย ตรงที่ใกล้วันปีใหม่ การ์ดอวยพรจึงเต็มหน้า hi5 ไปหมด พอเปิดไปที่ข้อความก็เห็นข้อความของอรุณทอแสงที่สะดุดตา คือ รูปเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ นอนหนุนตักน้าอยู่ ภาพของอรุณทอแสงที่ใส่เสื้อสีชมพู ขับกับผิวที่ขาวตัดกับสีของห้องด้านหลังที่ดูทึม ๆ ทำให้น้าหลานดูโดดเด่น จากรอยยิ้มของคนทั้งสองทำให้รู้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ๆ ช่วงหนึ่งของชีวิต
พอเปิดเข้าไปก็มีข้อความว่า



" พี่เถินค๊าหนูส่งเมล์ ก้าวย่างที่ 2.3 ให้ค๊า

หากพี่พอมีเวลาลองอ่านดูนะคะ

หนูรอคำตอบอยู่น๊า "



อาการเมาค้างหายไปเลย < อรุณทอแสงขอแทรกนิดนึงค๊า : โหอะไรจะขนาดนั้นค๊าพี่เถินขา ^_* > ก็ตั้งหน้าตั้งตารออ่านบทนี้อยู่เหมือนกันว่าอรุณทอแสงจะเขียนถึงเราว่ายังไงบ้าง อ่านไปก็คิดทบทวนไปว่าเราเป็นยังงั้นจริง ๆ หรือเปล่า แต่ที่แปลกใจมากมาย คือ บทสนทนาที่เราเขียนเป็นข้อความสั้น ๆ ทีละเล็กทีละน้อย แต่อรุณทอแสงสามารถนำมาปะติดปะต่อเรียบเรียงจนเป็นบทความที่รวมเอาเรื่องราวการเป็นอาจารย์ของพี่เถินได้อย่างครบถ้วน


หลังจากอ่านเสร็จ ก็วิ่งลงไปข้างล่างหากาแฟกินก่อนที่จะมาตอบอรุณทอแสง ทุกทีเวลาพี่เถินลงมาห้องครัวจะพยายามทำตัวให้เงียบที่สุด เพราะไม่อยากไปรบกวนแม่บ้าน อีกอย่าง คุณแหม่มเธอเคยจ้องรอเพื่อจะพูดด้วย ทั้งเรื่องข่าวสารบ้านบ้านเมือง สัพเพเหระ แทบไม่ต้องเปิดทีวีดูข่าวเลย เธอสรุปได้อย่างครอบคลุมเนื้อหา

เราก็อยากอยู่เงียบ ๆ โดยเฉพาะช่วงที่พึ่งตื่นไม่อยากคุยกับใครเลย แต่คงเงียบไม่พอมั้ง คุณแหม่มก็โผล่หน้ามาสวัสดี พร้อมกับแจ้งว่า

" ปั้มน้ำเสียให้ช่างมาซ่อมแล้วแต่หาสาเหตุไม่เจอ "

เราก็ถามไปว่า " แล้วไงอะ "

" แหม่มว่าคุณเถินต้องโทรไปบอกประกันให้มาดูให้หน่อย พึ่งซื้อมาไม่นานเอง "

อาการเมาค้างกลับมาทันใดพร้อมกับเกาหัว เลยบอกคุณแหม่มไปว่า " ให้ช่างเค้าโทรถามได้อะป่าว ก็เค้าเป็นคนไปซื้อนี่นา " อย่างน้อยก็เหตุผลมาประกอบให้รอดตัวจะได้ไม่ต้องโทรไปศูนย์ แต่แล้วก็ได้คำตอบว่า

" ประกันเค้าดูกันที่หมายเลขเครื่องค่ะ ไม่ได้ดูว่าใครซื้อใครก็โทรไปได้ "

อ้าวเฮ้ย!! โดนย้อนแต่เช้าเลยไม่น่าลงมาชงกาแฟเลยเรา ว่าแล้วก็เปรยว่า "ยังเพลียอยู่เลยขอไปพักผ่อนก่อนนะ" แล้วพี่เถินก็ออกจากห้องครัวไป ไม่วายมีประโยคเติมท้าย

"วันนี้คงต้องงดอาบน้ำกันแน่เลย ก็ดีหนาว ๆ ยังงี้คงไม่ค่อยมีเหงื่อเท่าไร"

น่านเอาเข้าไป ว่าแล้วเราก็ยอมไม่ต่อความยาว แล้วเดินจากไปพร้อมกาแฟถ้วยใหญ่ เพราะมีภารกิจที่ต้องมาตอบอรุณทอแสง อ่านได้สักพัก เห็นคำผิดอยู่คำเดียวและตัดบางคำออกบ้างที่คิดว่าไม่จำเป็น ที่เหลืออ่านแล้วก็คิดว่าเป็นตัวตนของเราจริง ๆ แต่ที่เอะใจ คือ แนวการเขียนของอรุณทอแสง มีบางอย่างที่ทำให้เราขมวดคิ้ว แล้วย้อนไปอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกอีกที สิ่งที่รับรู้ไม่ใช่เนื้อหาที่เขียนแต่เป็นแนวการเขียนที่แปลกออกไปจากครั้งก่อน ๆ มีความเข้มข้นของสาระแล้วเก็บได้ทุกรายละเอียด


พอกลับไปอ่านบทแรก ๆ โทนการเขียนแตกต่างกันทุกบทความ หรือเป็นว่าระหว่างที่อรุณทอแสงเขียนในแต่ละตอนจะมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน ณ เวลาที่เขียน < อรุณทอแสง : ขอยอมรับค่ะว่า ตอนที่เขียนในแต่ละตอนออกมานั้น มีช่วงอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน อย่างตอนที่เขียนก้าวอย่างที่ 2.3 นี้อยู่ในสภาวะของอาการเครียดคล้ายกับคนอกหักท้อแท้ในชีวิตเนื่องจากตัวเองไม่มีประสบการณ์ชีวิตการเป็นอาจารย์ เขียนเสร็จแล้วลองส่งให้ท่านเปาบุ้นจิ้นประจำแก๊งค์ 4 เฮง คือ เจ๊ใหญ่(พี่ดาว) ซึ่งในชีวิตจริงของเจ๊ใหญ่เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ อ่านแล้ววิจารณ์งานของฉันดู เผอิญเจ๊ใหญ่คงจะลืมไปนิดนึงว่าฉันไม่ใช่ลูกศิษย์ที่เจ๊สอนอยู่แต่เป็นน้องรักดันเอามาดความเป็นอาจารย์ที่มีความโหดมากมาใช้ งานของฉันจึงสอบตกต้องสอบซ่อมเขียนใหม่ถึง 3-4 รอบ จนครั้งสุดท้ายที่เขียนออกมานั้นหากเจ๊ใหญ่ไม่ให้ผ่านฉันคงต้องส่งให้พี่เถินอ่านแล้วเป็นคนตัดสินแทน เรียกได้ว่า เขียนไปน้ำตาซึมไป TT__TT; >

ในมุมของพี่เถินยอมรับว่าอรุณทอแสงมีหลายคาแรกเตอร์ ทั้งเข้มแข็ง มั่นคง และ อ่อนไหวในเวลาเดียวกัน เลยย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวตอนที่อรุณทอแสงไปเที่ยววังน้ำเขียวกับ ก๊วนเพื่อนรักและได้พบเรื่องราวบางอย่างที่เป็นตัวตนของอรุณทอแสงมากขึ้น

ความโรแมนติก
ยอมเดินเกือบกิโลขึ้นเขาที่ลาดชันเพื่อไปสัมผัสกับเซี้ยววินาทีของพระอาทิตย์ลับฟ้าบนยอดเขา พอไปถึงยังเจอกับคนเป็นร้อยที่มารอคอยดูพระอาทิตย์ แต่สามารถดึงเอาบรรยากาศรอบข้างมาสร้างอารมณ์สุนทรีย์ได้อีก ไม่แค่เท่านั้นในทริปเดียวกันนี้ยังย้อนกลับไปชมอีกรอบ ก็ยอมรับกันจริง ๆ ว่าใจถึงมาก ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ขับรถคลุกฝุ่นกลับไปอีกรอบแน่เลย

ความอ่อนหวานและอ่อนไหวในเวลาเดียวกัน
นอกจากจะสังเกตได้จากรอยยิ้มและการแต่งตัวด้วยสีหวาน ๆ แล้ว การใช้คำในการเขียนจะมีแต่คำที่ไพเราะ มองโลกเป็นสีชมพู สามารถมองสิ่งรอบข้างในมุมที่สวยงาม แต่ในเวลาเดียวกันมีมุมอ่อนไหวมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจากคนรอบข้างรับรู้ปฎิกิริยาจากคนรอบข้างได้ไวมาก ด้วยความที่เป็นคนแคร์คนและใส่ใจในทุกรายละเอียดทำให้อรุณทอแสงอ่อนไหวได้ง่ายกับสิ่งที่เกิดรอบตัว

มั่นใจแต่ไหวหวั่น
หลายสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึง ความมั่นใจที่จะก้าวเดินแต่ละย่างก้าวเดินอย่างระมัดระวัง จากประสบการณ์ชีวิตที่สะสมมาทั้งสมหวังและผิดหวัง เรียนรู้จากสิ่งรอบข้างเก็บเล็กผสมน้อย จากความไม่มั่นใจจนถึงความมั่นใจเต็มร้อย ทำให้การทำงาน ความรัก < อรุณทอแสง : ตอนนี้ชีวิตมีความสุขกับการเป็นสาวโสด แต่อารมณ์บางช่วงเวลาก็มีความรู้สึกแอบเหงาเล็ก ๆ หันไปมองเพื่อนรอบข้างเขาก็มีคนรู้ใจกันหมด เราหันไปหันมาหาใครไม่ได้ เลยไปจับคู่กับเจ้ามิ้นท์หลานสาวแทน จนโดนแซวว่าเป็นคุณแม่บุญธรรมให้เจ้ามิ้นท์เสียแล้ว > เพื่อน ชีวิตส่วนตัว และครอบครัว เป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นที่พึงพอใจของคนรอบข้าง แต่ทุกครั้งก็หวั่นไหวไปกับการตัดสินใจของตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่ดีพอสำหรับทุกคนหรือยัง

มองโลกในแง่ดี
ไม่ว่าการเดินทางจะยากลำบากขนาดไหน แม้ว่าในยามที่เพื่อนตื่นสายยังมองว่าเป็นเรื่องขำได้ แต่บทสนทนากับเพื่อน ๆ ยังคงความสุขที่ได้เดินทางร่วมกัน ยากนะในชีวิตคนเราที่ต้องเจออุปสรรคชีวิตมากมาย แต่การที่จะหยิบเอาเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวในมุมดี ๆ ออกมา "ถ้าเราลืมบางอย่างที่แย่ ๆ ไปบ้าง ให้อภัยกับสิ่งที่คนอื่นทำให้เราบ้าง บางทีเราก็สามารถเห็นโลกในมุมดี ๆ ได้เหมือนกัน ที่สำคัญ เราก็สามารถทำให้ตัวเราเองรู้สึกดีกับตัวเราด้วย"

ยังไงก็ต้องขอสวยไว้ก่อน
ทุกรูปที่อรุณทอแสงโพสต์ท่า ต้องมีรอยยิ้ม แก้มบุ๋ม (ลักยิ้ม 2 ข้างตรงมุมปาก) เป็นเหมือนเอกลักษณ์ของอรุณทอแสง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จะคลุกฝุ่น ท้องเสีย ไม่สบาย พึ่งตื่นนอน แต่บทบาทที่อยู่หน้ากล้องอรุณทอแสงไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง ภาพที่ฉีกยิ้ม แก้มบุ๋ม โพสต์ท่าราวกับว่าเป็นนางแบบอาชีพ ความเป็นมืออาชีพปรากฏชัดเจนมากขึ้นถ้าเห็นกล้อง ไม่ว่าจะเป็นภาพเดี่ยวหรือหมู่ตำแหน่งของอรุณทอแสงต้องดูโดดเด่นไม่เป็นรองใคร

ความหมายแฝง
ภาพใน hi5 จำนวน 74 ภาพ ณ วันที่ 27 ธ.ค. 51 จำนวน 3 อัลบั้ม แฝงแง่คิดว่า นอกจากอัลบั้มภาพเดี่ยวที่มี 13 รูป ที่เหลือเป็นภาพหลานสาว(น้องมิ้นท์) เพื่อน ๆ และครอบครัว ทุกครั้งที่พูดถึงการไปเที่ยว จะได้ยินเรื่องราวของคนรอบข้างเสมอ ทั้งในกิจกรรมที่สะท้อนความรัก ความอบอุ่น ความสนุกสนาน มันได้สื่อออกมาว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของอรุณทอแสง คือ ความรัก ความห่วงหา และอาทร แทบจะรู้สึกได้ว่า คนเหล่านั้นคือความหมายที่แฝงเข้ามาเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตของอรุณทอแสง

พลังที่ซ่อนเร้น
มิติของความเป็นคนเรียบง่าย เข้ากับคนได้ดี กันเอง แต่แฝงพลังบางอย่างที่มองผิวเผินแล้วจะเป็นเหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่ถ้าได้รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะค้นพบ บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ ได้รับรู้ว่าอรุณทอแสงต้องมีพลังบางอย่างในตัวที่มีความมุ่งมั่น แล้วจะแสดงออกมาในการทำงาน เป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้หลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น โดยที่ตัวเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีพลังนี้ซ่อนเร้นอยู่ในตัว แต่จะถูกนำมาใช้เฉพาะในยามที่ตัวเองมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำเท่านั้น

"ถ้าถามว่าอรุณทอแสงเป็นคนยังไง พี่เถินคงเรียบเรียงได้ว่า มีความโรแมนติกอ่อนหวานและอ่อนไหว มั่นใจแต่ไหวหวั่น มองโลกในแง่ดี ยังไงก็ต้องขอสวยไว้ก่อน มีความหมายแฝง และพลังที่ซ่อนเร้น"


พี่เถิน

ก้าวย่างที่ 2.3 สวมหมวก...อาจารย์เถิน  

เขียนโดย อรุณทอแสง





ก้าวย่างที่ 2.3 สวมหมวก...อาจารย์เถิน

ก้าวย่างแต่ละก้าวของเขาที่ผ่านมา คุณคงพอจะมองเห็นภาพบทบาทที่เขาได้รับอย่างชัดเจนในหลาย ๆ บทบาททั้งสถาปนิก , นักแสดงและพิธีกร แต่เมื่ออ่านมาถึงก้าวย่างที่ 2.3 หากให้คุณนึกถึงผู้ชายชื่อ...เถินในภาพของการเป็นอาจารย์ คุณพอจะนึกถึงภาพของเขา...อาจารย์เถินออกมาได้ไหมว่ามีลักษณะและสไตล์การสอนเป็นอย่างไร เช่น มีมาดดุ , เนี๊ยบ , ขี้เล่น , อ่อนโยน , สุขุม , ใจดี ฯลฯ ใช่ภาพเหล่านี้หรือเปล่า?


แต่สำหรับตัวฉันขอสารภาพตามตรงเลยว่า แวบแรกของการนึกถึงเขาในภาพของการเป็น " อาจารย์เถิน " ฉันมีภาพเกิดขึ้นในใจว่า เขาเป็นอาจารย์ที่ดูดุ น่าเกรงขาม เคร่งเครียด ขรึม นิ่งเฉย เด็ก ๆ ไม่กล้าที่จะเข้าหาและไม่มีความยืดหยุ่น สั่งงานเยอะตัดเกรดสูงและออกข้อสอบโหดมากถึงมากที่สุด แต่เมื่อพอได้คุยกับเขาแล้วและฉันถามถึงภาพการเป็นอาจารย์ของเขา เขาก็ได้บอกเล่าเรื่องราวและประสบการณ์การเป็นอาจารย์ของเขาให้ฉันได้รู้ หลังจากที่ฉันรู้ก็ได้แต่นั่งหัวเราะตัวเอง ว่าอะไรหนอเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันวาดภาพความเป็นอาจารย์ของเขาได้ซะขนาดนั้น (555) เพราะภาพการเป็นอาจารย์เถินจากคำบอกเล่าของเขาตรงกันข้ามกับภาพความคิดของฉันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ และภาพการเป็นอาจารย์ของเขาในความคิดของฉันก็เปลี่ยนไปด้วย

และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในประโยคข้อความของเขาที่น่าสนใจมากจากอีเมล์หลาย ๆ ฉบับที่เขียนอีเมล์คุยกับฉัน


"การเป็นอาจารย์ สำหรับพี่ ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นธนาคารความรู้ที่เบิกมาใช้นะ"

ทำให้ฉันหลับตาลงจินตนาการและเห็นภาพของเขาในการสวมบทบาทของการเป็นอาจารย์ และจากประโยคนี้ของเขาทำให้ฉันรู้สึกว่า สำหรับตัวเขานั้นคำว่า " อาจารย์ " ไม่ได้หมายถึง การเป็นผู้สอนบรรยายอยู่หน้าชั้นเรียน โดยการนำความรู้จากตำราหรือสิ่งที่เขาได้ร่ำเรียนมาสอนแต่เพียงอย่างเดียว หากเขายังต้องแสวงหาความรู้รอบตัวที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่งเข้าสู่ตัวเองอยู่เสมอ และนำเอาความรู้รอบตัวต่าง ๆ ที่เขาได้เรียนรู้นั้นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เขาเปรียบให้ตัวเองเป็นเหมือนกับธนาคาร เป็นสถานที่เก็บสะสมเงินที่เราฝากเข้าไปแล้วก็ถอนออกมาใช้ ถ้าหากเราถอนเงินออกมาใช้ทุกวันโดยไม่มีการฝากเพิ่มเติม เงินที่เราฝากไว้ก็อาจจะมีวันหมดได้ ซึ่งก็เหมือนกับความรู้ที่มีการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในแต่ละวัน หากเราหยุดอยู่กับที่ด้วยความรู้เดิม ๆ และไม่มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนถึงวันหนึ่งความรู้ที่เรามีก็จะเป็นความรู้ที่ไม่มีการพัฒนา และเราจะก้าวตามโลก ตามสังคมไม่ทัน เพราะความรู้ของเราตามไม่ทันกับสังคมเสียแล้ว


นอกจากจะได้รู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดแล้ว การปรับตัวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งไม่น้อยไปกว่าการเรียนรู้เลย เขาเขียนเล่าให้ฉันฟังถึงการปรับตัวรวมไปถึงสไตล์การสอนของเขาว่า "เราต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เราก้าวตามโลกให้ทัน โดยการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน เช่น ใช้สื่ออย่างภาพยนตร์ มิวสิควีดีโอ มาประกอบการสอน เพื่อให้แนวคิดและหลักการสอนกับเด็ก ๆ นักศึกษาให้เข้าใจถึงปรัชญาการดำรงชีวิต การอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน การยอมรับความเป็นตัวตนระหว่างกัน และสร้างสมดุลทางความคิดที่ว่า การมีความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกันนั้นก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ การสอนจึงมักจะไม่เน้นไปที่หลักวิชาการจากตำราเรียนมากนัก แต่เน้นแนวทางการลงมือปฏิบัติ มีการเปลี่ยนสไตล์การสอนแบบเดิม ๆ ที่เป็นการบรรยายแบบจดเลคเชอร์มาเป็นสไตล์การสอนแบบทอล์คโชว์ เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกสนุกและอยากมีส่วนร่วมในการเรียนและกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากยิ่งขึ้น " ดังนั้นภาพที่ฉันเห็นก็คือเขามีลักษณะของความเป็นพี่ชาย มีความเป็นกันเอง สบาย ๆ พูดคุย พูดเล่นได้กับทุกคน ทำให้เด็กมีความกระตือรือร้น ใส่ใจและเอาใจใส่กับงานที่ได้รับมอบหมายรวมถึงการให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน



แนวความคิดเกี่ยวกับการสอนของเขาจึงสะท้อนภาพออกมาให้เห็นเป็นมุมมองที่สามารถบอกได้ว่า การที่คนเราจะอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุขนั้น เราต้องยอมรับความเชื่อและความคิดที่แตกต่างกันของแต่ละคนให้ได้ อย่าคิดที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวตนของคนอื่น ขอเพียงแค่เรามีการเรียนรู้ที่จะยอมรับแล้วเข้าใจความเป็นตัวตนของคนอื่น และนำเอาสิ่งที่แต่ละคนขาดมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพียงแค่นี้เราก็สามารถจะอยู่ร่วมกันได้โดยที่ปราศจากความขัดแย้ง


และเขายังเพิ่มเติมเข้ามาอีกว่า ยุคสมัยและกาลเวลาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หน้าต่างทางความคิดของเด็กในสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันแตกต่างกัน สมัยก่อนหน้าต่างทางความคิดยังไม่เปิดกว้างมากนัก ทำให้มีช่องว่างระหว่างเพื่อน หรืออาจารย์ เด็ก ๆ จึงไม่กล้าที่จะพูดหรือแสดงออกมากนัก บางคนอาจจะเขินอายหรือกลัวเพื่อนล้อ หรือกลัวว่าคำตอบของตนเองจะไม่ตรงกับความคิดของอาจารย์แล้วคำตอบนั้นมันจะเป็นคำตอบที่ผิด บางคนอาจกลัวว่าเมื่อพูดออกมาแล้วสำเนียงจะออกเป็นภาษาท้องถิ่น ซึ่งตัวเขาในวัยเด็กนั้นก็เป็นยุคสมัยที่หน้าต่างทางความคิดยังไม่เปิดกว้าง เพราะความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเลยทำให้ไม่กล้าพูด และกลัวว่าหากพูดออกมาแล้วจะออกเสียงไม่ชัดเจนเพราะติดสำเนียงภาษาถิ่นทางภาคเหนือ แต่ ณ ปัจจุบันในยุคของโลกดิจิตอลทำให้หน้าต่างทางความคิดเปิดกว้างมากขึ้น เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ทำให้ช่องว่างระหว่างเพื่อนและอาจารย์ลดน้อยลง อาจจะเรียกว่าแทบไม่มีช่องว่างเลยก็เป็นไปได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กกล้าพูด กล้าแสดงออก และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองเพื่อจะสะท้อนความคิดความเป็นตัวตนของตัวเองออกมามากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้แล้ว เขายังมีมุมมองเกี่ยวกับงานด้านการออกแบบอีกว่า


"เรื่องการออกแบบน่าสนใจมาก เป็นศาสตร์ที่ผสมระหว่างวิทยาศาสตร์กับศิลปะ การออกแบบต้องสร้างสมดุลระหว่างจินตนาการกับโลกความเป็นจริง"


ตรงนี้เองทำให้อาการความอยากรู้อยากเห็นของฉันเกิดขึ้นมาทันทีว่า " คนเราสามารถใช้ความเป็นวิทยาศาสตร์และความเป็นศิลปะ ทั้งสองสิ่งนี้มาผสมผสานกัน และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้หรือไม่ "


สำหรับฉัน วิทยาศาสตร์ จะมีมุมมอง มีความคิดที่เป็นระบบ มีระเบียบและแบบแผน มีขั้นตอนในการทำงานที่เป็นเหตุและเป็นผล มองโลกตามความเป็นจริง และทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ ส่วนศิลปะนั้น จะมีมุมมองในเชิง การใช้อารมณ์และความรู้สึกเอามาเป็นที่ตั้ง มีจิตนาการเป็นของตัวเอง บางมุมอาจจะใช้ความเชื่อมั่นของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ที่พูดมาก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้เสมอไป บางเวลาในความเป็นวิทยาศาสตร์ก็อาจจะมีมุมมองของความเป็นศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และก็เช่นเดียวกันกับความเป็นศิลปะเองบางครั้งก็อาจจะมีแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมด้วยก็เป็นได้


และจากคำบอกเล่าของเขาก็เหมือนจะยืนยันว่าความเข้าใจของฉันนั้นมันถูกต้อง เขาเล่าว่า " ในความเป็นจริงเด็กสถาปัตย์นั้นจะมีศาสตร์สองอย่างในตัวที่เท่า ๆ กัน คือเหตุผลและอารมณ์รักศิลปะ จนบางครั้งทำให้ทำงานเสร็จไม่ทันกำหนดเวลา เพราะว่ากว่าจะเริ่มลงมือทำงานส่งได้ก็ต้องรอให้เป็นเวลากลางดึก ซึ่งเป็นเวลาที่คนปกติทั่วไปเริ่มพักผ่อน และผลงานที่ทำออกมาจึงมักจะเรียกกันว่า " งานเผา " ซึ่งมีความหมายถึงงานที่ทำขึ้นมาอย่างเร่งรีบเพื่อให้ส่งทันตามกำหนดเวลา ไม่มีความบรรจงหรือพิถีพิถัน"


ในจุดนี้ฉันคิดว่าไม่ได้เป็นแต่เฉพาะกับเด็กสถาปัตย์เท่านั้นหรอก เด็กคณะอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ก็เป็นกัน อย่างเช่นเวลาอ่านหนังสือ หรืออาจารย์ให้โปรเจกต์มา ถ้าไม่ใกล้วันสอบหรือวันส่งงานก็จะไม่ลงมืออ่านหนังสือหรือทำงานส่งกัน และจากประสบการณ์ในสมัยเรียนปริญญาตรีเพื่อนสนิทของฉันเองก็เป็นแบบนี้ ถ้าไม่ใกล้สอบก็จะไม่ยอมอ่านหนังสือ หรือถ้าอาจารย์ให้งานโปรเจกต์มาก็จะไม่ทำ เอาแต่เที่ยวและเทคแคร์สาว ๆ พออีกวันจะถึงวันสอบหรือวันส่งงานก็เพิ่งจะมานั่งอ่านหนังสือ หรือไม่ก็ปั่นงานส่ง ในช่วงเวลากลางวันก็ไม่ทำงานบอกว่าแสงแดดมันจ้าไปทำให้คิดอะไรไม่ออก ต้องรอเวลาให้ถึงกลางคืนแล้วค่อยอ่านและทำงานส่งแบบไม่หลับไม่นอน ตอนเช้ามาสอบหรือมาพรีเซ็นต์งานก็เลยมีสภาพเหมือนซอมบี้ เป็นซากศพเคลื่อนที่ เกิดอาการมึน ๆ งง ๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง เนื่องด้วยไม่ได้นอนมาทั้งคืน เพราะมัวแต่อ่านหนังสือหรือทำงานส่ง ทำให้ทำข้อสอบหรือตอบคำถามอาจารย์ไม่ค่อยได้


ดังนั้นวิธีการที่เขาจะสอนเด็กให้รู้จักการเรียนรู้ ก็คือการนำเอาหลักของความเป็นวิทยาศาสตร์เข้ามาผสมผสานกับหลักการของศิลปะ ใช้วิธีการสังเกตและจัดระดับของเด็กว่าอยู่ในระดับใด หากเป็นพวกที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวสูงก็ใส่จินตนาการลงไปในความคิด หรือถ้าหากเป็นพวกที่มีความเป็นศิลปะในตัวเองสูงก็จะต้องหาวิธีการดึงเขาให้กลับเข้ามาสู่โลกของความเป็นจริงทำให้เขายอมรับความเป็นตัวของตัวเองได้ ซึ่งการวางรากฐานทางความคิดให้กับเด็กนั้น จะทำให้เขาได้เข้าใจถึงปรัชญาการดำรงชีวิต ทำให้บัณฑิตที่จบไปสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ต่าง ๆ ไปใช้ในการพัฒนาความรู้ในชีวิต ประจำวันได้ และการที่เราปลูกฝังแนวความคิดให้กับเด็ก สอนให้รู้จักคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น จึงเป็นแนวทางการสอนที่ดีมาก เพราะเด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ที่จะเจริญเติบโตไปในอนาคตวันข้างหน้า ก็เปรียบได้เหมือนกับการที่เราจะปลูกต้นไม้สักต้นลงพื้นดิน ฉันจึงขอเปรียบแนวความคิดของเขาว่าเป็นการปลูกต้นสัก เพราะต้นสักเป็นต้นไม้ที่เติบโตช้าแต่เมื่อเติบใหญ่แล้วจะให้ร่มเงา มีความแข็งแรงคงทน ไม่อ่อนไหว อ่อนแอ และสามารถปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมได้


ทั้งหมดนี้ คือ ผู้ชายชื่อ..เถิน ผู้ซึ่งมีความเป็นวิทยาศาสตร์และความเป็นศิลปะที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ทำให้เวลาเขาสวมหมวกใบที่ชื่อว่า...อาจารย์เถิน เขาจึงมีแนวความคิดที่แตกต่างจากกรอบเดิม คือ การนำเอาความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวตนของแต่ละคนดึงออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ ทำให้งานทุกด้านที่เขาลงมือทำประสบความสำเร็จ สามารถมองภาพของการทำงานและวางแผนงานสำหรับอนาคตข้างหน้าได้อย่างชัดเจน ทำให้เขามีแนวความคิดในการทำงานและแบ่งกลุ่มคนในการทำงานซึ่งจะประกอบด้วย

กลุ่มอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง หากเป็นสิ่งที่คุ้นเคยจะสามารถทำออกมาได้ดี ไม่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ต่อมากลุ่มประยุกต์ ไม่ชอบแสดงความคิดเห็น ไม่ต่อต้าน พร้อมที่จะสนับสนุน รอดูกระแสว่าจะเป็นไปในทิศทางใด สุดท้ายกลุ่มหัวสร้างสรรค์ ไม่ชอบทำตามคนอื่นสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ รับไม่ได้กับการที่ต้องทำงานซ้ำๆ เดิมๆ


ทำให้ฉันคิดว่าในการทำงานทุก ๆ ที่นั้น หากจะประสบผลสำเร็จได้ เราต้องใช้กลุ่มคนที่มีอยู่ทั้งหมดเหล่านี้หล่อหลอมรวมกันเข้าไว้ จะขาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปไม่ได้ เพราะทุกกลุ่มต่างก็มีข้อดี ข้อเสียที่มาช่วยเกื้อหนุนกันและกัน ทำให้การทำงานก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้โดยง่าย และหากว่าสังคมไทยเป็นแบบนี้ได้สักครึ่งหนึ่ง พวกเราทุกคนในประเทศคงจะมีความสุขกันมากกว่านี้


แล้วท่านอาจารย์เถินของพวกเราจะทราบไหมน๊าว่า มุมมองของท่านที่มีทั้งหมดนี้ ที่ท่านมองเด็ก สถาปัตย์ออกมานั้น มันได้สะท้อนภาพความเป็นตัวตนของท่านอาจารย์ออกมาด้วยอย่างชัดเจนว่าครั้งหนึ่งท่านก็เคยเป็นเหมือนเด็กเหล่านี้ด้วยเช่นกัน


มาถึง ณ ตอนนี้ฉันก็ได้รับรู้เรื่องราวของผู้ชายชื่อ...เถิน เรียกได้ว่าเกือบจะทุกแง่มุมในหมวกหลากหลายใบที่เขาสวมอยู่ เริ่มรู้จักและเข้าใจความเป็นตัวตนของเขาขึ้นมากกว่าแต่ก่อนที่ไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวของเขาเลย


*** PS. นับตั้งแต่ลงมือเขียนงานมาเกือบจะ 2 เดือน ก้าวย่างที่ 2.3 สวมหมวก...อาจารย์เถิน เป็นก้าวย่างที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพี่เถินออกมาค่อนข้างยากมาก ดังนั้นฉันขอยกความดีต่าง ๆ ให้กับพี่เถินทั้งหมด และเหล่าบรรดาที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พี่นี(Bookmark) , พี่ปุ้ย(ฌามิวอาห์) , พี่น้องแก๊งค์ 4 เฮงทุกคนนำทีมโดย เจ๊ใหญ่(เจ๊ดาว) , น้องกลาง(เจ้าหนูหนิง) , น้องเล็ก(เจ้าหนูอีฟ) , น้องน้อย(เจ้าหนูอ้อน) , น้องนุชสุดท้อง(เจ้าหนูเกตุ) หากขาดที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เหล่านี้ไปสักคนหนึ่งก้าวย่างที่ 2.3 ก็ไม่สามารถจะเขียนสำเร็จเสร็จสิ้นออกมาได้


รวมถึงนามปากกาใหม่ ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ฉันทำโทษเจ้าปู(เพื่อนรัก) และพี่วุฒิ(พี่ชายที่แสนดี) ที่รู้เรื่องบางเรื่องแล้วไม่ยอมเอ่ยปากบอกกับฉัน คือ นามปากกาเดิม " ทรายริมทะเล " ทั้งสองคนลงความเห็นว่าชื่อ ทรายริมทะเลเป็นอารมณ์ของคนที่มีอาการเศร้า เหงา รอคอยเหมือนกับการที่เราฟังเพลงช้า ๆ ซึ้ง ๆ คล้ายกับอาการของคนอกหัก ซึ่งมันตรงกันข้ามกับตัวตนของฉันเลย ทำให้ทั้งสองคนต้องร่วมมือกันผนึกกำลังภายในทางความคิด กลั่นกรองนามปากกาใหม่ออกมาให้ฉันจนได้ชื่อว่า " อรุณทอแสง " หมายถึง พระอาทิตย์ขึ้นสาดแสงส่องยามเช้าและความสว่าง สดใส ร่าเริง มีความสุขสนุกสนาน ความหมายของชื่อนี้ใกล้เคียงกับชื่อจริงของฉันด้วย แล้วก็เข้ากับความเป็นตัวตนของฉันมากที่สุด และพี่เถินยังให้ความเห็นเกี่ยวกับชื่อนี้ไว้ด้วยว่า " อรุณทอแสงโดนมากพี่ว่านอกจากตรงกับชื่อหนูแล้วยังเป็นเหมือนคนที่กำลังให้แสงสว่างกับคนอื่น ๆ ได้ด้วย เหมือนกับงานเขียนก็เป็นการให้ความกระจ่างกับผู้อ่านได้ "

ขอบคุณมาก ๆ ค๊า


แล้วก้าวย่างที่ 2.3 นี้ หนูขอมอบให้พี่เถินและผู้อ่านเป็นของขวัญปีใหม่ 2552 นะคะ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักด์สิทธิ์ทั่วสากลกาลนี้ จงดลบันดาลให้พี่เถินและครอบครัวตลอดจนผู้อ่านมีความสุข สดใส สุขภาพร่างกายแข็งแรง แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง พบเจอแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิตตลอดไปค๊า ^_^

และเนื่องในโอกาสพิเศษใกล้จะถึงวันขึ้นปีใหม่ฉันมีก้าวย่างพิเศษ <1> มามอบให้ติดตามอ่านกันต่อจากก้าวย่างที่ 2.3 นะคะ

ก้าวย่างที่ 2.2 สวมหมวก...พิธีกรรายการ ดีไอวายแอทโฮม (DIY @ HOME)  

เขียนโดย อรุณทอแสง


อย่างที่ฉันเคยได้ยินมาเสมอว่า คนเราเมื่อมีโอกาสจะรับรู้เรื่องราวอะไรก็ตามแต่โอกาสนั้นจะเข้ามาหาเราเรื่อย ๆ หลังจากเช้าวันนั้นในต้นเดือนมิถุนายนที่ฉันเข้าไปให้ “กูเกิ้ล ๆ ขา ช่วยหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องราวของเขา ” ทำให้ฉันได้อีเมล์ของเขามาด้วยจากการเข้าไปอ่านเว็บลิงค์ของเฉลียงที่มีการเขียนถึงเรื่องราวของภาพยนตร์บุญชู ภาค 9 มีเพื่อน ๆ สมัยเรียนมัธยมของเขา ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้เข้ามาเขียนเรื่องราวความมีน้ำใจของเขา ซึ่งพออ่านไปเรื่อย ๆ จนถึงความคิดเห็นด้านล่างปรากฏว่าเขาเข้ามาตอบกระทู้ความคิดเห็นโดยใช้ชื่อว่า ทอมมี่ (Tommy) ฉันลองคลิกเมาส์ดูตรงช่องอีเมล์ปรากฎว่ามีอีเมล์ขึ้นให้ ฉันกลัวลืมเลยรีบหาสมุดกับปากกามาจดไว้ ความคิดของฉัน ณ ตอนนั้นมันผ่านแวบขึ้นมาว่า “ อยากรู้จักตัวตนของเขาจัง ดูท่าทางจะเป็นคนมีน้ำใจกับเพื่อนฝูงมากแน่ ๆ ไม่งั้นบรรดาเพื่อน ๆ ของเขาคงไม่มาเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเขาผ่านอินเตอร์เน็ตให้คนอื่นรับรู้หรอก ”

แต่ฉันยังไม่ได้ส่งอีเมล์หาเขาทันทีหรอกนะได้แต่จดเก็บไว้ จนกระทั่งเกือบจะปลายเดือนมิถุนายน วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551 เป็นวันหยุดพักผ่อนที่ฉันพอมีเวลาว่างและไม่ได้ออกไปไหนเลยเข้าอินเตอร์เน็ต เช็ค – ตอบเมล์ , ออนไลน์เอ็มเอสเอ็น (Online MSN) และเข้าเว็บสำนักพิมพ์แจ่มใสเพื่อเช็คข่าวเรื่องหนังสือ พูดคุยกับบรรดาพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ นักเขียนและแฟนคลับที่สนิทสนมกัน หลังจากที่ไม่ได้เข้าอินเตอร์เน็ตมานานมาก พอทำธุระทุกอย่างเสร็จ เผอิญนึกขึ้นได้ว่าฉันจดอีเมล์ของเขาไว้...ทว่าฉันเก็บจนลืมเลยหาไม่เจอว่าจดอยู่ในสมุดเล่มไหนต้องทำการรื้อค้นหากันอยู่นานกว่าจะเจอ

“ อ่า...ได้แล้ว ” ฉันก็ลงมือพิมพ์ข้อความทันที วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวันแรกที่ฉันได้เขียนอี-เมล์คุยกับเขา แต่แวบแรกระหว่างที่ฉันนั่งพิมพ์นั้น ฉันทั้งกลัว ทั้งเกร็งและเกิดอาการอีกสารพัด แหมเขาเป็นถึงคณบดี , อาจารย์ และแถมยังพ่วงดีกรีผศ.ดร. สงสัยว่าจะต้องเป็นอะไรที่เป็นทางการแน่นอน อีกอย่างรศ.ดร. , ผศ.ดร. , ดร. รอบ ๆ ตัวที่ฉันรู้จัก มีความเคร่งเครียดและเป็นทางการมาก ฉันคิดว่าเขาคงต้องเป็นอย่างนั้นด้วยแน่นอนเลย

From: ^_^ nu. ^_^
To: Dr.Narupon Chaiyot
Subject: สวัสดีค่ะ

Date: Sat, 21 Jun 2008 08:46:07 -0800

สวัสดีค่ะ


สวัสดีค่ะพี่เถิน (ขอเรียกว่าพี่นะคะ) หนูเป็นคนหนึ่งที่ติดตามผลงานของพี่เถินมาตั้งแต่เล่นบุญชูภาค 2 แล้วและชื่นชอบในบทที่พี่ได้รับมากค่ะ ไม่ทราบว่าบุญชู 9 นี้พี่ได้เล่นด้วยหรือเปล่าเอ่ย และได้ติดตามพี่ในรายการตลาดสดสนามเป้าเหมือนกันแต่ยังเถียงกะน้องสาวเลยค่ะว่าคงไม่ใช่พี่แน่นอนค่ะ


ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ

หนู ค่ะ

พอพิมพ์เสร็จฉันคลิกส่งทันที ในใจก็นึกว่า “ เอ...เขาจะตอบเราไหมน้าหรือว่าไม่ตอบ ” ทำไมน่ะเหรอ? ก็เขาเป็นทั้งนักแสดง , พิธีกรรายการโทรทัศน์ , คณบดี และอีกสารพัดอย่างที่เขาสวมหมวกอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นคนมีชื่อเสียงในสังคมระดับหนึ่ง สงสัยตัวตนของเขาอาจจะหยิ่งเหมือนกับนักแสดงบางคนตามที่ข่าวออกมาหรือเปล่าหนอฉันได้แต่นั่งคิดไปเรื่อย ๆ “ เพี้ยง !! ขอให้เขาตอบฉันกลับมาด้วยเถอะ ^^ ”

วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ช่วงเช้าฉันมีนัดกับเจ้าหนูอ้อน (เพื่อนสนิทระดับมหาวิทยาลัยของเจ้าน้องสาวสุดที่รักของฉัน) เพื่อไปทำบุญครบรอบวันมรณภาพ 136 ปี ของสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่วัดโบสถ์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ทำให้ไม่มีเวลาเข้ามาเช็คอินเตอร์เน็ต จนช่วงเวลาสาย ๆ ของวันจันทร์ถึงพอจะมีเวลาว่างเข้าอินเตอร์เน็ตเช็คอีเมล์ได้ “ โอ๊ย....กรี๊ดเลยล่ะ เหมือนตกอยู่ในความฝัน ” เขาตอบอีเมล์กลับมา

Subject: RE : สวัสดีค่ะ
From : Dr.Narupon Chaiyot
Sent: Monday , June 23 , 2008 12:41:13 AM
To: ^_^ nu. ^_^

หวัดดีคับนู๋

ขอบคุนคับที่ติดตามผลงาน ในบุญชู9 ก็เล่นคับ รับเชิญ บทส่วนใหญ่เป็นรุ่นลูกๆ ของบุญชู ก็เป็นพิธีกร ตลาดสดสนามเป้า กับ
DIY@home ช่อง9 วันหยุดนักขัตฤกษ์ ประมาณน้าน คับผมขอบคุณคับที่ยังจำได้ และมาให้กำลังใจคับผม

เถินคับ

ทำให้ฉันคิดว่ามันเหมือนกับชะตาพาให้เราได้มารู้จักกัน และจากข้อความทางอีเมล์นี้เองทำให้ฉันลดอาการกลัว เกร็ง และอีกสารพัดอาการของฉันลง ความสงสัยของฉันก็หายไปด้วย และได้รับรู้เพิ่มเติมอีกว่าเขายังสวมหมวกพิธีกรรายการโทรทัศน์อีกรายการ ชื่อว่า รายการ ดีไอวายแอทโฮม (DIY@HOME) “ว๊าย..ทำไงฉันถึงจะได้ดูรายการนี้ล่ะ แหม ๆ เขาลืมบอกเวลามาด้วยซะงั้น ” ฉันเลยอีเมล์กลับถามเขา

Subject: RE : สวัสดีค่ะ
From: ^_^ nu. ^_^
Sent: Monday , June 23 , 2008 12:20:54 PM
To: Dr.Narupon Chaiyot

สวัสดีค่ะพี่เถิน

จะรอติดตามผลงานนะคะ เมื่อวานตอนที่ไปทำบุญกะเพื่อนน้องยังพูดถึงเรื่องบุญชูกันอยู่เลย น้องเค้ายังพูดถึงบทบาทของพี่อยู่เลยว่าน่ารักดีค่ะและดูเรื่องนี้เหมือนกับได้เป็นการคลายเครียดไปในตัวด้วยจริง ๆ ตอนแรกเลยหนูก็ไม่ทราบข่าวคราวของพี่หรอกค่ะจนดูรายการแฟนพันธุ์แท้บุญชูถึงได้ทราบว่าพี่เรียนสำเร็จดร.แล้ว เมื่อคืนยังเถียงกับน้องสาวอยู่เลยค่ะตอนดูรายการตลาดสดสนามเป้าน้องสาวบอกว่าเหมือนกับไม่ใช่พี่ ส่วนรายการ DIY@home ช่อง 9 เวลาประมาณกี่โมงคะ ส่วนใหญ่วันหยุดนักขัตฤกษ์จะไม่ค่อยได้ดูรายการทีวีสักเท่าไหร่เลยค่ะ แพ็คกระเป๋าจัดทริปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนตลอดเลย (สงสัยว่าจะต้องรอติดตามซะแล้วค่ะ) ช่วงนี้พี่ยังสอนหนังสืออยู่ที่ม.รังสิตด้วยหรือเปล่าคะ

หนูค่า


ปรากฏว่าเขาไม่ตอบกลับ “ ทำไงดีล่ะ ? ” “ อือมมมมมมมมมมม...นึกออกล่ะ ” “ กูเกิ้ลจ๋า...ตอบฉันทีสิ หนนี้ฉันอยากรู้ข้อมูลอีกแระ เกี่ยวกับรายการ ดีไอวายแอทโฮม (DIY@HOME) ” รอสักพักกูเกิ้ลก็ให้คำตอบฉัน < http://www.google.co.th/ มีคำตอบทุกสิ่งที่คุณอยากรู้..หุหุหุ > จากคำตอบของกูเกิ้ลที่มีให้ ทำให้รู้ว่ารายการ ดีไอวายแอทโฮม (DIY@HOME) เป็นรายการเกี่ยวกับการดูแลบ้าน วิธีการแต่งบ้านอย่างง่าย ๆ และเมนูการทำอาหารเพื่อสุขภาพพร้อมสาธิตวิธีการทำ ฉายทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 13.00 นาฬิกา ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี (ช่อง 9) เขาเป็นพิธีกรคู่กับพิธีกรหญิง คือ พี่เฟรช อริสรา วงศ์ชาลี

ฉันหยิบปฏิทินขึ้นมาเช็คดูทันทีว่า ณ ช่วงเวลานี้มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ตรงกับวันที่เท่าไร ซึ่งคราวนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2551 วันอาสาฬหบูชา และวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2551 วันเข้าพรรษา “ อ่า....ฉันจะได้ดูรายการไหมเนี๊ยะ ” ทุกครั้งที่เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ฉันกับก๊วนเพื่อนสนิทสมัยมัธยมมักอยู่ไม่ค่อยติดบ้านมีพลังเหลือเฟือในการหากิจกรรมทำร่วมกันเสมอความที่ต่างคนต่างทำงานในหลากหลายอาชีพทำให้หาวันหยุดที่ตรงกันได้ยากมาก ต้องเตรียมการวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย ๆ 2 - 3 เดือนขึ้นไป บางทีก็เก็บกระเป๋าไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วแต่คนในก๊วนจะลงความเห็นว่าเป็นที่ไหนดี เช่น เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี เป็นต้น หรืออาจจะมารวมตัวกันอยู่บ้านเพื่อนคนใดคนหนึ่งเพื่อนทำกับข้าวทานร่วมกัน และนั่งพูดคุยกัน ฉันพยายามนั่งนึกอยู่นานมากว่าคราวนี้ก๊วนเพื่อนสนิทจะนัดกันไปไหนหรือเปล่า นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกซะที

จนในที่สุดวันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2551 ก็มาถึง “ โอ้...สวรรค์ ” คราวนี้ฉันไม่ต้องเดินทางไปไหน เนื่องจากเพื่อนบางคนในก๊วนลางานไม่ได้ เรียกว่าครั้งนี้แทบจะเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์แรกที่ฉันมีเวลาอยู่บ้าน วันนั้นหลังจากที่ฉันทำกิจวัตรประจำวันเสร็จ จนถึงเวลา 13.00 นาฬิกา ฉันรีบมาเฝ้าอยู่หน้าจอโทรทัศน์ “ อ่า...รายการที่ฉันรอคอยมาแล้ว ดีไอวายแอทโฮม (DIY@HOME) ” ฉันนั่งดูรายการไปเรื่อย ๆ จนจบ ความคิดเห็นของฉันที่มีต่อรายการ คือ เป็นรายการที่ดีรายการหนึ่ง มีเนื้อหาสาระความรู้มากมาย เกี่ยวกับการวิธีการดูแลบ้าน การตกแต่งบ้าน สามารถนำของที่เหลือใช้มาดัดแปลงทำให้เป็นของชิ้นใหม่ขึ้นมาได้ และมีการแนะนำเทคนิคการเลือกซื้อวัสดุต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการตกแต่งบ้าน แถมมีช่วงรายการทำอาหารให้ผู้ชมทางบ้านได้จดสูตรอาหารเพื่อไปลองทำเอง เทปนี้เป็นเมนูเครปเค้กสตรอเบอรี่ (แหะ ๆ เสียดายมากที่ฉันจดสูตรไม่ทัน กะว่าหากจดสูตรทันจะลองทำให้เจ้าน้องสาวสุดที่รักและก๊วนเพื่อน ๆ ลองทานดู แต่เจ้าน้องสาวสุดที่รักกับก๊วนเพื่อน ๆ ของฉัน ไม่มีใครกล้าจะเป็นหนูทดลองในการชิมขนมของฉันเลย ทุกคนรีบห้ามไม่ให้ฉันทำ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าหาซื้อทานเอาง่ายกว่าถูกกว่าด้วย สาเหตุที่ทุกคนรีบห้ามเพราะกลัวว่าหากฉันทำออกมาเสร็จแล้วจะทานไม่ได้และเมื่อทานเข้าไปจะมีอาการท้องเสีย ปวดท้องตาม ๆ กัน...งือออออออออออออออออออออ TT__TT:: ใจร้ายกันจริง ๆ เลยเจ้าพวกนี้)



การที่นั่งดูรายการดีไอวายแอทโฮม (DIY@HOME) ทำให้ฉันมองเห็นถึงความเป็นตัวตนของเขามากขึ้น ในความรู้สึกของฉัน “ เขาดูเป็นคนร่าเริงสดใส ออกแนวขี้เล่น มีจิตใจดี เป็นที่ปรึกษาที่ดี มีบุคลิกลักษณะความเป็นพี่อยู่ในตัว รักบ้านรักธรรมชาติ และหากเขามีเวลาว่างน่าจะชอบลงมือปลูกต้นไม้ ทำกับข้าว จัดบ้านตกแต่งบ้านใหม่ ” “ อืมม...อยากรู้จักเขาให้มากขึ้นกว่านี้จัง ” ยามสายของวันรุ่งขึ้นหลังจากกลับจากวัดทำบุญในวันเข้าพรรษา ทำให้ฉันส่งอีเมล์หาเขาอีกหนึ่งฉบับ

From: ^_^ nu. ^_^
To: Dr.Narupon Chaiyot
Subject: สวัสดีค่า

Date: Fri, 18 Jul 2008 20:57:20 -0800

สวัสดีค่ะพี่เถิน

เมื่อวันหยุดที่ผ่านมาได้มีโอกาสดูรายการ
DIY@HOME ค่ะรายการน่าสนใจมากเลยนะคะ ดูแล้วประทับใจจังเลยค่ะ แต่ว่าเสียดายนิดนึงค่ะตอนช่วงพี่เฟรชเชิญเชฟมาทำอาหาร/ขนมนั้นบอกสูตรขนมเร็วไปนิดนึงค่ะ จดไม่ทันเลยช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

หนูค่ะ

คราวนี้งานของเขาคงเยอะและยุ่งมากทำให้เขาเข้ามาตอบอีเมล์หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์


Subject: RE : สวัสดีค่า
From : Dr.Narupon Chaiyot
Sent : Sunday , July 20 , 2008 04:59:41 PM
To: ^_^ nu. ^_^


น้องคับ

ขอบคุนคับ รายการก็น่ารักดี งัยเดี๋ยวบอกเฟรชให้ รายละเอียดช่วง ทำอาหาร มากหน่อย

พี่เถิน


ณ เวลานี้หากมีคนเดินเข้ามาถามกับฉันว่า คุณ...ขารู้จักผู้ชายชื่อเถินไหม ฉันสามารถตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำพร้อมกับอาการมั่นอกมั่นใจว่า รู้จักสิ เถิน คือ ชื่อเล่นของ ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ เป็นคนเดียวกันกับคนที่รับบทคุณเฉื่อยในภาพยนตร์บุญชู , พิธีกรรายการตลาดสดสนามเป้า ช่วงโค้กซ่าส์ท้าแต่งร้าน ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 คู่กับพี่ทีน สราวุฒิ พุ่มทอง , คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต , สถาปนิก และที่ปรึกษาโครงการต่าง ๆ อีกหลากหลายโครงการ และยังสวมหมวกพิธีกรรายการโทรทัศน์ รายการดีไอวายแอทโฮม (DIY@HOME) คู่กับพี่เฟรช อริสรา วงศ์ชาลี ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี (ช่อง 9) อีกรายการหนึ่งด้วย